กระแสงานวิจัยช่วงหลังชี้ให้เห็นว่าวิตามินดี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วิตามินแสงแดด” อาจมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) จากการทบทวนงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients และสรุปโดยเว็บไซต์ EatingWell (eatingwell.com) พบว่าการได้รับวิตามินดีเสริมอย่างต่อเนื่องอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 17% นับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เนื่องจากสถิติผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในเกณฑ์ที่น่ากังวล ซึ่งปัจจัยทั้งด้านอาหาร การใช้ชีวิต และค่านิยมทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับการสัมผัสแสงแดด ล้วนส่งผลต่อระดับวิตามินดีในร่างกายของเรา

โรคหัวใจยังคงครองตำแหน่งสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลกและของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างโรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง ถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต (ภาพรวมโรคไม่ติดต่อในประเทศไทยจาก WHO) สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้ เช่น โภชนาการ และภาวะขาดวิตามินดี ยิ่งทวีความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ

บทวิเคราะห์ดังกล่าวได้รวบรวมผลการศึกษาจำนวนมากที่สำรวจความเชื่อมโยงระหว่างวิตามินดีกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด แม้จะมีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ว่าการเสริมวิตามินดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจในประชากรทั่วไปลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (Harvard Gazette, 2024) แต่ผลการทบทวนครั้งนี้กลับพบว่าวิตามินดีมีประโยชน์อย่างยิ่งในประชากรบางกลุ่ม เช่น ในสตรีตั้งครรภ์ การเสริมวิตามินดีช่วยลดความเสี่ยงภาวะครรภ์เป็นพิษได้ถึง 60% ลดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 50% และลดโอกาสคลอดก่อนกำหนด 40% นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานระยะเริ่มต้นก็พบว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้เช่นกัน ขณะที่ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันกลุ่ม statin หรือยาควบคุมโรคหัวใจอยู่แล้ว การเสริมวิตามินดีอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดใหญ่ได้อีก 13-17%

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลการศึกษาที่น่าสนใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและต่อมไร้ท่อยังคงแนะนำให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เป็นที่ยอมรับกันดีว่าวิตามินดีมีบทบาทสำคัญต่อการดูดซึมแคลเซียม สุขภาพกระดูก และระบบภูมิคุ้มกัน แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ชัดถึงประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดในประชากรวงกว้างนั้นยังคงมีจำกัด เนื่องจากขาดการศึกษาระยะยาวขนาดใหญ่ การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบครั้งล่าสุดในปี 2568 (2025) สรุปว่ายังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าการเสริมวิตามินดีมีผลต่อความดันโลหิตหรือสุขภาพหลอดเลือดในประชากรทั่วไปหรือไม่ (PubMed: ผลของวิตามินดีต่อความดันโลหิต 2568) กระนั้น แพทย์จำนวนมากยังคงชี้ว่าภาวะขาดวิตามินดีมักเกิดขึ้นโดยไม่แสดงอาการ และอาจมีความเชื่อมโยงทางอ้อมกับโรคอ้วน เบาหวาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (CDC, 2025)

สำหรับบริบทของคนไทย วิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมมีผลอย่างยิ่งต่อการสังเคราะห์วิตามินดี แม้ประเทศไทยจะตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น แต่กลับพบว่าอัตราการขาดวิตามินดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมือง อยู่ในระดับสูงอย่างน่ากังวล สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงแสงแดด การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในอาคาร และค่านิยมเรื่องผิวขาวที่ทำให้คนจำนวนมากไม่ต้องการสัมผัสแดดโดยตรง (Times of India, 2025) นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสำรวจระดับประเทศยังชี้ว่ากลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุในไทยเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อภาวะขาดวิตามินดีมากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสแสงแดดน้อยกว่ากลุ่มอื่น

อาหารไทยโดยทั่วไปไม่ได้อุดมไปด้วยวิตามินดีจากธรรมชาติมากนัก แหล่งวิตามินดีที่พอจะพบได้ในเมนูอาหารไทยมักมาจากไข่แดง เห็ดบางชนิด และปลาทะเลน้ำลึกที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอนและปลาซาบะ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่อาจไม่ได้บริโภคเป็นประจำ ขณะที่คนเมืองบางส่วนอาจได้รับวิตามินดีจากผลิตภัณฑ์ที่มีการเสริมวิตามิน เช่น นม หรือซีเรียลอาหารเช้า แต่ปริมาณที่ได้รับก็มักไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งสหรัฐอเมริกา (Endocrine Society) ได้ออกคำแนะนำในปี 2567 ว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองระดับวิตามินดีในประชากรทั่วไปที่สุขภาพแข็งแรง และแนะนำให้เสริมวิตามินดีเฉพาะในผู้ที่มีภาวะขาดหรือมีความเสี่ยงสูงเท่านั้น (Oxford Academic, 2025) อย่างไรก็ตาม ในบริบทของไทย แพทย์หลายท่านยังคงแนะนำว่ากลุ่มเสี่ยงที่ไม่ค่อยได้สัมผัสแสงแดด เช่น ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีภาวะกระดูกบาง หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและติดตามระดับวิตามินดี ดังที่ตัวแทนจากโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “ไม่ควรรับประทานวิตามินดีเสริมโดยไม่ได้ตรวจสอบระดับในเลือดก่อน เพราะการตรวจคัดกรองจะช่วยให้เราพบและแก้ไขภาวะขาดได้ทันท่วงที ก่อนที่จะนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ”

ค่านิยมทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตสมัยใหม่ของไทยมีส่วนสำคัญต่อพฤติกรรมการรับวิตามินดีเช่นกัน ความนิยมในผิวขาวทำให้การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นเรื่องปกติ ประกอบกับการใช้ชีวิตในที่ร่มหรือในห้องปรับอากาศเป็นส่วนใหญ่ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนลดโอกาสที่ร่างกายจะสังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดด เมื่อนำมารวมกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ได้มีวิตามินดีสูงเป็นทุนเดิม จึงกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมที่ทำให้ภาวะขาดวิตามินดีเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสังคมไทย

ในอนาคต จำเป็นต้องมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเพื่อระบุให้ชัดเจนว่าประชากรกลุ่มใดควรได้รับวิตามินดีเสริมและในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเผชิญกับปัญหาโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาตรการที่อาจคุ้มค่าอย่างการส่งเสริมให้ประชากรมีระดับวิตามินดีที่เพียงพอ อาจส่งผลดีต่อระบบสาธารณสุขของประเทศในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำเตือนให้ระวังอันตรายจากการได้รับวิตามินดีเกินขนาด เนื่องจากเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน การสะสมในปริมาณมากเกินไปอาจก่อให้เกิดภาวะเป็นพิษและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้น การเสริมวิตามินดีจึงควรอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือนักโภชนาการ

สำหรับคนไทยทั่วไป มีข้อแนะนำเชิงปฏิบัติที่สามารถทำได้ง่ายๆ คือ การออกไปรับแสงแดดอ่อนๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น ในช่วงเช้าหรือเย็น สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15-30 นาที โดยเปิดให้ผิวหนังบริเวณแขนหรือขาสัมผัสแดดโดยตรง ส่วนผู้ที่ไม่สะดวกรับแสงแดดหรือมีข้อจำกัดด้านอาหาร ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาตรวจระดับวิตามินดีในเลือดและรับคำแนะนำเรื่องการเสริมวิตามินดีตามความเหมาะสม นอกจากนี้ การพยายามเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายและเพิ่มเมนูที่มีวิตามินดี หรือพิจารณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก และสตรีมีครรภ์ ก็เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ

ท้ายที่สุดนี้ ต้องไม่ลืมว่าการรักษาระดับวิตามินดีให้เหมาะสมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่านั้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การงดสูบบุหรี่ รวมถึงการควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดให้ดี ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่แข็งแรง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับตนเองในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งต้นฉบับได้ที่ EatingWell, บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Harvard Gazette และคำแนะนำด้านสาธารณสุขจาก CDC