ข่าวดีสำหรับผู้หญิงวัยทอง! งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าผู้หญิงที่ยังมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับกลุ่มอาการทางระบบทางเดินปัสสาวะและช่องคลอดของสตรีวัยหมดระดู (Genitourinary Syndrome of Menopause หรือ GSM) น้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นอาการช่องคลอดแห้ง ความเจ็บปวดระคายเคือง หรือความรู้สึกไม่สบายตัวบริเวณอวัยวะเพศ ผลการศึกษาชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Menopause และเผยแพร่โดยสมาคม Menopause Society ซึ่งให้ความหวังและมุมมองใหม่ในการรับมือกับอาการวัยทองสำหรับผู้หญิงอายุ 40–79 ปี รวมถึงผู้หญิงไทยจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจในช่วงวัยนี้ (Neuroscience News)

แม้ว่าวัยทองจะเป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้หญิงทุกคนต้องเจอ แต่ประสบการณ์ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไปตามปัจจัยด้านสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และบริบททางวัฒนธรรม สำหรับประเทศไทยซึ่งกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและมีจำนวนผู้หญิงอายุเกิน 40 ปีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ข้อมูล UN Thailand) ปัญหาจากภาวะวัยทองอย่าง GSM จึงไม่ได้ส่งผลกระทบแค่คุณภาพชีวิตส่วนตัว แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวและบทบาททางสังคมด้วย การหาทางแก้ไขที่เข้าถึงง่ายและได้ผลจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่สำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เพื่อครอบครัวและสังคมโดยรวม

การศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจข้อมูลจากผู้หญิงกว่า 900 คน ที่มีอายุระหว่าง 40–79 ปี โดยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมทางเพศกับอาการ GSM เช่น ภาวะช่องคลอดแห้ง การระคายเคือง ความเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพอวัยวะสืบพันธุ์ ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ แม้ว่าคะแนนความต้องการและความตื่นตัวทางเพศ (ซึ่งวัดโดยดัชนีชี้วัดสุขภาวะทางเพศในเพศหญิง หรือ FSFI) จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ระดับความพึงพอใจโดยรวมและการถึงจุดสุดยอดยังคงที่ในทุกช่วงวัย ที่สำคัญคือ กลุ่มผู้หญิงที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีปัญหากลุ่มอาการ GSM น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่มีเพศสัมพันธ์อย่างเห็นได้ชัด

ทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การมีเพศสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องอาจช่วยรักษาสุขภาพของอวัยวะเพศให้แข็งแรงได้ทั้งในช่วงก่อนและหลังหมดประจำเดือน โดยพบว่ากลุ่มที่ยังมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำมีอัตราการเกิดอาการ GSM ต่ำมาก แม้จะไม่ได้ใช้ฮอร์โมนทดแทนก็ตาม ซึ่งนับเป็นการค้นพบที่สำคัญ เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมการศึกษาเพียง 2.9% เท่านั้นที่ใช้ฮอร์โมนบำบัด ทั้งที่เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะ GSM ช่องว่างนี้อาจสะท้อนภาพรวมในเอเชียรวมถึงประเทศไทย ที่การใช้ฮอร์โมนบำบัดยังไม่แพร่หลายนัก อาจเพราะความกังวลเรื่องความเสี่ยง การเข้าไม่ถึงข้อมูล หรือทัศนคติทางวัฒนธรรมที่ยังไม่เปิดกว้างต่อเรื่องสุขภาพทางเพศ (Menopause Society)

ตัวแทนจากสมาคม Menopause Society กล่าวว่า “ผลการศึกษานี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการคัดกรองและรักษาภาวะ GSM แม้จะมีผู้หญิงเพียง 2.9% ที่ใช้ฮอร์โมนทดแทน แต่การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเฉพาะที่ในปริมาณต่ำก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในการบรรเทาอาการ ทำให้ผู้หญิงไม่ต้องทนเจ็บปวดจนต้องหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์” และยังเน้นย้ำอีกว่า “สุขภาพทางเพศที่ดีคือองค์ประกอบสำคัญของคุณภาพชีวิตโดยรวม และอาการเหล่านี้ก็สามารถส่งผลกระทบต่อผู้หญิงที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ได้เช่นกัน ดังนั้น การรักษาจึงควรเป็นทางเลือกสำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงกิจกรรมทางเพศ และเราควรผลักดันให้การใช้ฮอร์โมนเฉพาะที่เป็นเรื่องปกติและเข้าถึงได้”

ในสังคมไทย เรื่องสุขภาพทางเพศโดยเฉพาะในผู้หญิงสูงวัยมักถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัวที่น่าอาย และมักจะพูดคุยกันอย่างจำกัดในวงครอบครัวหรือเพื่อนสนิท น้อยครั้งที่จะปรึกษาแพทย์อย่างจริงจัง แต่ด้วยอายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงไทยที่สูงขึ้น (ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 70 ปี (ข้อมูลธนาคารโลก)) ทำให้ชีวิตหลังวัยทองอาจยาวนานหลายสิบปี การละเลยปัญหานี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ความสุขในชีวิตคู่ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ในอดีต ความรู้สึกไม่สบายกายหรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในช่วงสูงวัยมักถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องอดทนไปตามวัย แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปพร้อมกับการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ง่ายขึ้น ทำให้ผู้หญิงยุคใหม่กล้าที่จะเปิดใจและแสวงหาคำแนะนำทางการแพทย์ที่อยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่บุคลากรทางการแพทย์ของไทยสามารถใช้เปิดประเด็นพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศและวัยทองกับคนไข้ได้ รวมถึงเป็นข้อมูลให้ผู้กำหนดนโยบายนำไปออกแบบแคมเปญเพื่อลดอคติและส่งเสริมการดูแลสุขภาพของผู้หญิงวัยทองให้ดียิ่งขึ้น

จากงานวิจัยชิ้นนี้ ยังเปิดประตูสู่การศึกษาเพิ่มเติมในบริบทของไทยได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาผลของการมีเพศสัมพันธ์ต่อสุขภาพอวัยวะเพศและทางเดินปัสสาวะในระยะยาว การสำรวจอุปสรรคในการเข้าถึงฮอร์โมนทดแทน และการทำความเข้าใจทัศนคติของคนไทยแต่ละรุ่นต่อภาวะวัยทองที่เปลี่ยนไป ทั้งหมดนี้ล้วนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวมที่ผสมผสานความรู้ด้านสูตินรีเวช สุขภาพจิต และการให้ความรู้แก่คนไข้ เพื่อให้ผู้หญิงไทยได้รับการดูแลอย่างรอบด้านเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ

สำหรับผู้หญิงไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทองหรืออยู่ในช่วงวัยทอง มีข้อแนะนำดีๆ ดังนี้:

  • หมั่นสังเกตสุขภาพของตนเอง หากมีอาการผิดปกติ เช่น ช่องคลอดแห้ง หรือเจ็บปวดบริเวณอวัยวะเพศ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างสูตินรีแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสม
  • หากรู้สึกสบายใจ การมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมออาจเป็นวิธีธรรมชาติที่ช่วยบรรเทาอาการ GSM ได้
  • สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ ยังมีทางเลือกอื่นในการดูแลสุขภาพ เช่น การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเฉพาะที่ในปริมาณต่ำ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
  • การเปิดใจพูดคุยเรื่องวัยทองกับคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด จะช่วยลดความเครียดและสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกันได้

ท้ายที่สุดนี้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรสาธารณสุข หรือผู้นำชุมชน ควรหันมาลงทุนกับการให้ความรู้เรื่องวัยทองอย่างจริงจัง เพื่อลดอคติทางเพศและผลักดันให้ผู้หญิงทุกวัยสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ที่มา: