กระแสต่อต้านปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) กำลังก่อตัวและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว กลุ่มคนหลากหลาย ตั้งแต่ผู้บริโภค คนทำงาน ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น ต่างเริ่มส่งเสียงแสดงความไม่พอใจและตั้งคำถามต่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่รุดหน้าไปไกลโดยไร้การควบคุมที่เหมาะสม ล่าสุด กรณีที่แอปพลิเคชันเรียนภาษาชื่อดังซึ่งมีนกฮูกสีเขียวเป็นมาสคอต ประกาศปรับทิศทางธุรกิจเป็น “AI-first” และลดการจ้างงานมนุษย์ ก็จุดชนวนให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งผู้ใช้งานและพนักงาน จนนำไปสู่การลบแอปฯ ทิ้งเป็นจำนวนมาก ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย ทั้งในโลกออนไลน์และโลกแห่งความจริง การเติบโตของ AI เริ่มสร้างผลเสียมากกว่าผลดี (Wired)
การเปลี่ยนผ่านไปใช้ AI ในกระบวนการทำงานได้กลายเป็นประเด็นร้อนในต่างประเทศ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแอปฯ เรียนภาษาที่เคยครองใจผู้ใช้ด้วยมาสคอตนกฮูกสีเขียวและกลยุทธ์การตลาดบนโซเชียลมีเดีย ได้ประกาศลดบทบาทของพนักงานลงและนำ AI เข้ามาทดแทน การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่ทั้งผู้ใช้งานและพนักงาน หลายคนพร้อมใจกันลบแอปฯ และโพสต์ข้อความประณามการเลิกจ้างคนเพื่อแลกกับการใช้โปรแกรม AI ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่ผู้คนเริ่มปฏิเสธการขยายอิทธิพลของ AI ในชีวิตประจำวัน
ภาพรวมทัศนคติที่เปลี่ยนไปต่อ AI
ในยุคแรก AI เคยถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งความหวัง แต่ปัจจุบันความรู้สึกตื่นเต้นได้แปรเปลี่ยนเป็นความเคลือบแคลงสงสัย ผลสำรวจจาก Pew Research Center ชี้ว่า ก่อนที่ ChatGPT จะเปิดตัว มีชาวอเมริกันประมาณ 38% ที่รู้สึกกังวลต่อ AI มากกว่าตื่นเต้น แต่หลังจากนั้น ตัวเลขกลับพุ่งสูงขึ้นเป็น 52% และยังคงที่ในระดับนี้จนถึงช่วงปลายปี 2566 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี (Pew Research Center) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนกระแสโลกที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในไทยเช่นกัน โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษา แรงงาน และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เริ่มนำ AI เข้ามาทดลองใช้งาน
ปัญหารอบทิศจากการนำ AI มาใช้
แรงต้านทานต่อการนำ AI มาปรับใช้ได้ขยายวงกว้างไปไกลกว่าแวดวงเทคโนโลยี บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งผู้ให้บริการทางการเงินและแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ระดับโลก ต่างประกาศอย่างชัดเจนว่าได้นำ AI เข้ามาทำงานแทนมนุษย์และลดการจ้างพนักงานใหม่ ขณะเดียวกัน คดีฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อศิลปิน นักเขียน และสตูดิโอต่าง ๆ รวมตัวกันต่อต้านการนำผลงานของพวกเขาไปใช้ฝึก AI โดยไม่ได้รับความยินยอม ในฝั่งผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย หลายคนเริ่มแสดงจุดยืนต่อต้านคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI และวิจารณ์ว่าบริการหลายอย่างเริ่มขาด “ความเป็นมนุษย์” ไม่ว่าจะเป็นระบบตอบแชทลูกค้าอัตโนมัติไปจนถึงเพลย์ลิสต์เพลงที่จัดโดย AI
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและผลกระทบต่อไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีออกมาเตือนว่าความรู้สึกเหนื่อยหน่ายและความกลัวกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง นักวิชาการจากสถาบันด้านอนาคตศึกษาตั้งข้อสังเกตว่า “นวัตกรรมดิจิทัลยุคนี้ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนที่มีทรัพยากรพร้อมอยู่แล้ว มากกว่าที่จะช่วยขยายโอกาสให้คนส่วนใหญ่” ขณะที่นักวิจัยจากสถาบันวิจัย AI ชี้ว่า ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับ AI มักถูกสร้างขึ้นในชุมชนผู้มีรายได้น้อยซึ่งขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน และยังก่อให้เกิดมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับประเทศไทย ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันดึงดูดเทคโนโลยีและการลงทุนจากต่างชาติเพื่อเสริมศักยภาพ เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) องค์กรจำนวนมากในธุรกิจการเงิน การค้า และการศึกษาก็เริ่มนำ AI สร้างสรรค์มาใช้เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า จัดอบรมพนักงาน หรือสร้างสรรค์เนื้อหา อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานและกลุ่มคณาจารย์ได้ออกมาเตือนว่า หลายบริษัทกำลังใช้เรื่องนี้เป็น “การปลดพนักงานแฝง” โดยอ้างว่าเป็นการยกระดับระบบ ในขณะเดียวกัน กลุ่มศิลปิน นักเขียนบท และผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ในไทยก็แสดงความกังวลต่อปัญหาการลอกเลียนผลงาน ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่สังคมโลกกำลังเรียกร้องให้มีกฎหมายควบคุม AI ที่รัดกุมยิ่งขึ้น (Bangkok Post)
มาตรการภาครัฐไทยและความเคลื่อนไหวในสังคม
หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ สังคมไทยเคยผ่านคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาแล้วหลายครั้ง โดยอาศัยแนวทางการเจรจาสามฝ่ายระหว่างรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง หรือในบางครั้งก็เกิดจากการเคลื่อนไหวของมวลชน จึงไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มคนทำงานในไทยจะเริ่มเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกกฎหมายกำกับดูแล AI อย่างจริงจัง ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เริ่มจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับจริยธรรมและแนวทางการพัฒนานวัตกรรมอย่างยั่งยืนแล้ว (กรมประชาสัมพันธ์)
ความกังวลของคนรุ่นใหม่
ที่สำคัญคือ กระแสต้าน AI ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของตลาดแรงงาน ในแต่ละปีมีบัณฑิตจบใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานไทยเกือบห้าแสนคน แต่การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้กลับทำให้ตำแหน่งงานใหม่ ๆ หดตัวลง ประเด็นนี้สร้างความกังวลอย่างยิ่งให้แก่ผู้ปกครองและนิสิตนักศึกษา เนื่องจากค่านิยมของครอบครัวไทยให้ความสำคัญกับ “งานที่มั่นคงและดี” มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นอาชีพแพทย์ ทนายความ หรือครู การที่ AI เข้ามาแย่งพื้นที่ในสายอาชีพเหล่านี้ จึงสั่นคลอนความคาดหวังที่ฝังรากลึกในสังคมมานาน
แนวโน้มในอนาคตและข้อเสนอแนะสำหรับสังคมไทย
นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ว่ากระแสต่อต้านจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่ AI จะยิ่งแทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกที ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา ประชาชนในบางพื้นที่ได้เริ่มออกมาชุมนุมประท้วงการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ที่ก่อมลพิษ หากกระแสนี้เดินทางมาถึงประเทศไทย ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดแรงเสียดทานในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเด็นเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีความชัดเจนขึ้น
นักวิชาการด้านจริยธรรม AI ท่านหนึ่งกล่าวว่า “แรงงานรับรู้สถานการณ์ได้ไวกว่าที่ใครคิด” หลายคนเริ่มจับสัญญาณได้ว่านายจ้างพยายามลดจำนวนพนักงานโดยใช้แผนพัฒนาเทคโนโลยีเป็นข้ออ้าง กลุ่มแรงงานจึงเตรียมพร้อมที่จะเจรจาต่อรอง ยื่นฟ้อง หรือแม้กระทั่งเคลื่อนไหวในรูปแบบผสมผสาน ทั้งบนโลกออนไลน์และบนท้องถนน
สำหรับสังคมไทย ข้อคิดที่สำคัญคือทุกฝ่ายต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่มาจาก AI ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงที่ทำงาน ทั้งผู้บริโภค คนทำงาน และผู้ปกครองควรติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในองค์กรของตนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีมาตรการป้องกัน กฎหมายที่ชัดเจน ตลอดจนความโปร่งใสและความรับผิดชอบจากผู้พัฒนาเทคโนโลยี นอกจากนี้ ควรเข้าร่วมกลุ่มวิชาชีพ กลุ่มที่ทำงานด้านสิทธิดิจิทัล และเวทีสาธารณะต่าง ๆ เพื่อร่วมกันส่งเสียงกำหนดทิศทางของสังคม
ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของเรื่องราว AI ยังคงไม่สิ้นสุด แต่ขึ้นอยู่กับนักพัฒนา ผู้กำหนดนโยบาย และผู้คนอีกนับล้านชีวิตที่จะได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะในทางบวกหรือลบ หนทางที่ยั่งยืนที่สุดคือการพัฒนา AI ที่เคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมก่อนผลกำไรส่วนตน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจและความก้าวหน้าร่วมกันในระยะยาว เราทุกคนควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เรียกร้องความโปร่งใสจากบริษัทเทคโนโลยี และอย่าลืมที่จะส่งเสียงของตัวเองในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้ที่ Wired, ผลสำรวจจาก Pew Research Center และข่าวสารเทคโนโลยีล่าสุดที่ Bangkok Post Technology section