เคยสงสัยไหมว่าแค่คำพูดที่เราใช้กันทุกวันก็อาจบ่งบอกนิสัยใจคอของเราได้? ล่าสุด ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนาได้ไขคำตอบนี้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่เพียงแค่ทายนิสัยจากข้อความ แต่ยัง “เปิดกล่องดำ” ให้เห็นว่า AI คิดและตัดสินใจอย่างไร งานวิจัยนี้ใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องขั้นสูงร่วมกับกระบวนการที่เรียกว่า “integrated gradients” เพื่ออธิบายผลลัพธ์ ทำให้เราเข้าใจได้ว่า AI ประเมินบุคลิกภาพจากตัวอักษรได้อย่างไร รายงานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE อาจพลิกโฉมวงการวัดผลและนำข้อมูลด้านบุคลิกภาพไปใช้ ตั้งแต่แวดวงจิตวิทยาคลินิกไปจนถึงการศึกษาและทรัพยากรบุคคล (แหล่งที่มา)
ในยุคที่ไทยกำลังก้าวสู่สังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ และ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ตั้งแต่การให้คำปรึกษานักศึกษาในมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการคัดเลือกพนักงานในบริษัทข้ามชาติใจกลางกรุงเทพฯ งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง ความสามารถในการ “มองทะลุ” ตัวตนผ่านถ้อยคำ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย อังกฤษ หรือภาษาถิ่นอื่น ๆ ล้วนส่งผลกระทบมหาศาล เพราะหากเราสามารถประเมินบุคลิกภาพจากการสื่อสารดิจิทัลได้อย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือ ย่อมหมายถึงโอกาสใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับคำถามเชิงจริยธรรมที่สังคมไทยในยุค AI ต้องขบคิด
งานวิจัยนี้ได้ทดลองกับโมเดลภาษา AI สุดล้ำอย่าง BERT และ RoBERTa ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการเข้าใจภาษามนุษย์ โดยให้ AI วิเคราะห์ข้อความเพื่อทำนายบุคลิกภาพตาม 2 กรอบแนวคิดทางจิตวิทยาที่รู้จักกันดี นั่นคือ “Big Five” (องค์ประกอบ 5 อย่างของบุคลิกภาพ) และ MBTI ซึ่งเป็นที่นิยมในแวดวง HR และการพัฒนาตนเอง ทีมวิจัยได้ป้อนข้อความที่ถูกจำแนกตามลักษณะบุคลิกภาพทั้งสองแบบเข้าไป จากนั้นใช้เทคนิค integrated gradients เพื่อให้โมเดลชี้ให้เห็นว่า “คำ” หรือ “รูปแบบภาษา” ใดที่มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจมากที่สุด (แหล่งที่มา)
เทคนิค integrated gradients นี้เองที่เปรียบเสมือนกุญแจไข “กล่องดำ” ของอัลกอริทึม AI ซึ่งช่วยคลายข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสในโลกของ Deep Learning เพราะทำให้ระบุได้ชัดเจนว่าคำหรือวลีใดที่นำไปสู่ข้อสรุปด้านบุคลิกภาพแบบต่าง ๆ และยังช่วยยืนยันว่าอัลกอริทึมของ AI นั้นอ้างอิงกับทฤษฎีทางจิตวิทยาจริง ๆ ไม่ใช่แค่การจับคู่ทางสถิติไปเรื่อยเปื่อย ตัวอย่างเช่น คำว่า “เกลียด” (hate) ที่ปกติมีความหมายในแง่ลบ แต่หากอยู่ในบริบทว่า “ฉันเกลียดที่ต้องเห็นคนอื่นลำบาก” คำนี้อาจสะท้อนถึงความเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่ความโกรธเกลียด ซึ่งเป็นความละเอียดอ่อนที่ AI อาจพลาดไปหากอ่านแค่คำต่อคำ ทีมวิจัยจากคณะจิตวิทยาและสถาบันประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา ระบุว่า “เทคนิคการอธิบายผลเช่นนี้ ช่วยให้เราเปิดกล่องดำของอัลกอริทึม และพิสูจน์ได้ว่าคำทำนายของ AI นั้นมาจากสัญญาณสำคัญทางจิตวิทยา ไม่ใช่แค่ความบังเอิญในชุดข้อมูล”
ผลการวิจัยที่น่าสนใจที่สุดคือ AI สามารถจับลักษณะบุคลิกภาพตามกรอบ Big Five ได้แม่นยำกว่า MBTI อย่างเห็นได้ชัด โมเดล Big Five ซึ่งเป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการนั้นมีความเสถียรและน่าเชื่อถือสูง ในขณะที่ MBTI แม้จะได้รับความนิยมอย่างสูงในสายงานอื่น แต่กลับมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้ AI มีแนวโน้มที่จะอ้างอิงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนได้ง่าย ทีมวิจัยสรุปว่า “แม้ MBTI จะถูกใช้อย่างแพร่หลายในบางวงการ แต่จากข้อมูลของเรา ชี้ให้เห็นว่าโมเดล AI มักจะอิงกับความบังเอิญหรือสิ่งแปลกปลอมในข้อมูล มากกว่ารูปแบบที่มีอยู่จริง” (แหล่งที่มา)
องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้จึงเชื่อมโยงกับบริบทของไทยโดยตรง ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาและองค์กรขนาดใหญ่ในไทยไม่น้อยที่เริ่มนำแบบทดสอบบุคลิกภาพมาใช้ในกระบวนการคัดเลือกคนเข้าทำงานหรือรับนักศึกษาเข้าเรียน หากเครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพจากภาษาที่ขับเคลื่อนด้วย AI แบบอธิบายผลได้นี้กลายเป็นที่แพร่หลาย ก็อาจเปลี่ยนโฉมการเก็บข้อมูลผู้สมัคร ทั้งยังช่วยให้การแนะแนวหรือให้คำปรึกษานักเรียนนักศึกษารายบุคคลทำได้ง่ายขึ้น
แต่อีกมุมหนึ่ง การพึ่งพา AI ก็มาพร้อมกับคำถามสำคัญ โดยเฉพาะในมิติของภาษาและวัฒนธรรม เช่น โมเดลที่ฝึกฝนจากภาษาอังกฤษอย่าง BERT และ RoBERTa จะสามารถเข้าใจนัยของถ้อยคำและบุคลิกภาพที่สื่อผ่านภาษาไทยได้อย่างแม่นยำจริงหรือ? ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนาเองก็ยอมรับว่าจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเครื่องมือเหล่านี้กับภาษาและวัฒนธรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม พร้อมเสนอว่าควรนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาพิจารณาประกอบกัน เช่น น้ำเสียง พฤติกรรมดิจิทัล และควรทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและ HR ในแต่ละท้องที่เพื่อให้ผลลัพธ์น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น (แหล่งที่มา)
ในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม คนไทยมักให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวในกลุ่ม ความสุภาพ และการรักษาท่าที เช่น แนวคิดเรื่อง “ความเกรงใจ” และ “ใจเย็น” ซึ่งมีรากฐานจากวัฒนธรรมพุทธ ส่งผลให้รูปแบบการสื่อสารของคนไทยมักเป็นการพูดอ้อม ๆ หรือทางอ้อมมากกว่าชาติตะวันตก ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อการตีความของ AI ที่ถูกฝึกจากข้อมูลตะวันตกโดยตรง ตัวอย่างเช่น AI อาจตีความความสุภาพหรือการพูดอ้อมว่าเป็นความไม่มั่นใจหรือเฉื่อยชา ทั้งที่ในวัฒนธรรมไทยอาจหมายถึงความเป็นมิตรและการให้เกียรติ ดังนั้น สังคมไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาโมเดล AI ที่ฝึกฝนจากข้อมูลภาษาและบริบทของไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้การวิเคราะห์บุคลิกภาพมีความแม่นยำและสอดคล้องกับความเป็นจริง
สำหรับทิศทางในอนาคต ทีมวิจัยมองว่าการวิเคราะห์บุคลิกภาพไม่ควรจำกัดอยู่แค่แบบสอบถามหรือข้อความ แต่ควรครอบคลุมข้อมูลที่หลากหลายขึ้น ทั้งพฤติกรรมดิจิทัล ข้อมูลเสียง และบทสนทนาจริง เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างของแต่ละบุคคลได้อย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม AI ยังไม่สามารถมาแทนที่การประเมินบุคลิกภาพแบบดั้งเดิมได้ในเร็ววันนี้ แต่จะเป็นเครื่องมือเสริมที่มีประสิทธิภาพในงานที่ต้องจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาล หรือในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้แบบสอบถามมาตรฐานได้ นอกจากนี้ เทคนิคเดียวกันนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อวิเคราะห์สภาวะทางอารมณ์หรือทัศนคติได้อีกด้วย ไม่จำกัดเพียงแค่ลักษณะนิสัยที่ถาวร
สำหรับบุคลากรในแวดวงการศึกษา การแพทย์ ธุรกิจ หรือแม้แต่ผู้กำหนดนโยบายเทคโนโลยีของไทย งานวิจัยนี้ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการเลือกใช้กรอบการประเมินบุคลิกภาพที่ผ่านการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่าง Big Five แทนที่จะเป็น MBTI ที่แม้จะได้รับความนิยมแต่ขาดความแม่นยำเชิงวิชาการ พร้อมเน้นย้ำว่าการนำ AI มาใช้ในชีวิตจริงต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ อัลกอริทึมใดก็ตามที่มีผลต่อการตัดสินใจรับคนเข้าเรียน เข้าทำงาน หรือแม้แต่การวินิจฉัยทางการแพทย์ ควรจะต้องสามารถอธิบายเหตุผลได้ เข้าใจง่าย และปรับให้เข้ากับบริบทของคนไทยได้
ข้อเสนอแนะที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับผู้อ่านชาวไทยมี 2 ประเด็นหลัก คือ หนึ่ง สถาบันที่สนใจนำ AI มาใช้ช่วยวิเคราะห์บุคลิกภาพ ควรเลือกใช้โมเดลที่สามารถอธิบายผลได้และทำการตรวจสอบซ้ำกับกลุ่มตัวอย่างคนไทย โดยอาจร่วมมือกับนักจิตวิทยาหรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในประเทศ และสอง คนทั่วไปที่ใช้เครื่องมือภาษาไทยที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น แชตบอต หรือโปรแกรมช่วยเขียนเรซูเม่ ควรตระหนักถึงข้อดีและข้อจำกัดของมัน โดยเฉพาะเมื่อใช้งานในภาษาไทย ขณะที่ครูและฝ่ายบุคคลก็สามารถติดตามงานวิจัยใหม่ ๆ หรือชุดเครื่องมือภาษาไทยที่เปิดเผยและได้มาตรฐานสากลอยู่เสมอ
โดยสรุป งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับการวิเคราะห์บุคลิกภาพด้วย AI ให้มีความน่าเชื่อถือและอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น สำหรับสังคมไทย การผสมผสานองค์ความรู้ระดับสากลเข้ากับความเชี่ยวชาญและเครื่องมือในท้องถิ่น คือหัวใจสำคัญของการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะในห้องเรียน คลินิก หรือที่ทำงาน
ที่มา: