ผลการวิเคราะห์งานวิจัยครั้งใหญ่ล่าสุดชี้ชัดว่า สนับเข่า (Knee Brace) คือหนึ่งในตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับบรรเทาอาการปวดและช่วยให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่คนไทยและผู้คนทั่วโลกนับล้านต้องเผชิญ งานวิจัยชิ้นนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยเกือบ 10,000 คน ในการศึกษา 139 ชิ้น เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์สำหรับคนไทยที่กำลังต่อสู้กับโรคนี้ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญยังคงเสียงแข็งว่า แม้สนับเข่าจะช่วยได้มาก แต่การออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักตัวยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาและชะลอความเสื่อมของข้อ

อาการปวดเข่าถือเป็นปัญหาสุขภาพยอดฮิตของคนวัยผู้ใหญ่ในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของไทยชี้ว่า โรคข้อเข่าเสื่อมที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนในข้อเข่า คือสาเหตุหลักที่จำกัดการเคลื่อนไหวของผู้สูงวัย (thainhf.go.th) ที่ผ่านมา การรักษามีหลากหลายวิธี ตั้งแต่ยาแก้ปวด กายภาพบำบัด ไปจนถึงวิธีที่เจ็บตัวกว่าอย่างการฉีดยาหรือผ่าตัด แต่หลายคนก็ยังสับสนว่าวิธีไหนกันแน่ที่ได้ผลดีที่สุด

งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS One โดยทีมวิจัยเวชศาสตร์ฟื้นฟูจากจีน ได้เข้ามาไขข้อข้องใจนี้ ด้วยการจัดอันดับประสิทธิภาพการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัดที่นิยมใช้กัน 12 วิธีอย่างเป็นระบบ ผลปรากฏว่าสนับเข่าคว้าอันดับหนึ่งในด้านการลดปวด ลดข้อฝืด และช่วยให้เข่าใช้งานได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัดวิธีอื่นๆ โดยสนับเข่าจะช่วยพยุงข้อและกระจายแรงกดไปยังบริเวณที่เสียหายน้อยกว่า ซึ่งมักช่วยลดอาการปวดได้ทันที ศัลยแพทย์กระดูกและข้อจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อธิบายว่า “สนับเข่าจะเห็นผลดีมากในผู้ป่วยที่มีภาวะข้ออักเสบแค่บางส่วนของเข่า เพราะมันช่วยถ่ายเทน้ำหนักไปยังส่วนอื่นของข้อที่ไม่เสียหาย” (washingtonpost.com)

แต่การแนะนำให้ใช้สนับเข่าอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะผู้ป่วยหลายคนใส่ได้ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากความอึดอัด ไม่สบายตัว โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยกล้ามเนื้อและกระดูกจากโรงพยาบาลฟื้นฟูสมรรถภาพชั้นนำแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาตั้งข้อสังเกตว่า “ความท้าทายคือการทำให้ผู้ป่วยยอมใส่สนับเข่าจริงๆ” สำหรับคนที่ไม่สะดวกใส่สนับเข่า งานวิจัยชี้ว่า วารีบำบัด (ออกกำลังกายในน้ำ) และ กายภาพบำบัดบนบก (เช่น ยกน้ำหนักและโยคะ) ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดรองลงมา

ในไทยเอง นักกายภาพบำบัดต่างสนับสนุนการออกกำลังกายที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลเพื่อรักษาข้อเข่ามาโดยตลอด เพราะการใช้ชีวิตให้กระฉับกระเฉงและคุมน้ำหนักตัวให้ดี ถือเป็นมาตรฐานทองคำในการดูแลผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ผู้เชี่ยวชาญจากห้องปฏิบัติการชีวกลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ ระบุว่า น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงกดที่ข้อเข่าราว 4 กิโลกรัมในทุกย่างก้าว ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อชั้นนำของไทยจากโรงพยาบาลศิริราชได้กล่าวในงานสัมมนาทางการแพทย์ล่าสุดว่า “คนมักจะมองข้ามพลังของกิจกรรมง่ายๆ อย่างการเดิน การว่ายน้ำ หรือการยืดเหยียด ทั้งที่สิ่งเหล่านี้สามารถลดอาการปวด เพิ่มความคล่องตัว และอาจช่วยชะลอการผ่าตัดออกไปได้อีกหลายปี”

หลักฐานใหม่นี้ตอกย้ำข้อสังเกตดังกล่าว และที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะออกกำลังกายรูปแบบไหน หากทำเป็นประจำล้วนช่วยบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีนัยสำคัญ “ไม่สำคัญว่าคุณจะออกกำลังกายแบบไหน ขอแค่ให้คุณได้เคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งหมดล้วนช่วยลดอาการปวดได้” นักวิจัยโรคข้ออักเสบในสหรัฐฯ กล่าว แนวทางปฏิบัติจากสมาคมวิจัยโรคข้อเสื่อมสากล (OARSI) ก็ได้ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นอันดับแรกในการรักษาแบบไม่ใช้ยาเช่นกัน (OARSI Guidelines)

นอกเหนือจากสนับเข่าและการออกกำลังกาย งานวิจัยยังเปรียบเทียบทางเลือกยอดนิยมอื่นๆ เช่น การบำบัดด้วยเลเซอร์ความเข้มต่ำหรือสูง, การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า (TENS), อัลตราซาวนด์, การบำบัดด้วยคลื่นสั้น, เทปพยุงกล้ามเนื้อ (Kinesiology Taping) และแผ่นรองรองเท้าชนิดเสริมด้านข้าง (Wedged Insoles) ซึ่งหลายวิธีกลับไม่พบประสิทธิผลที่ชัดเจน ที่น่าสนใจคือ อัลตราซาวนด์บำบัด ซึ่งนิยมใช้กันในคลินิกเอกชนบางแห่งในไทย กลับถูกจัดอยู่ในอันดับท้ายๆ ในการบรรเทาอาการ ขณะที่แผ่นรองรองเท้าชนิดเสริมด้านข้าง ที่เคยเชื่อกันว่าช่วยลดปวดโดยการปรับกลไกของข้อ ก็ให้ผลไม่ต่างจากแผ่นรองแบบธรรมดา

ผลวิจัยนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่มีการใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นรองรองเท้า เทปพยุงกล้ามเนื้อ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่มักจะเจอกับโฆษณาเกินจริงเหล่านี้อยู่บ่อยๆ ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนให้ผู้ป่วยระมัดระวังอุปกรณ์ “มหัศจรรย์” ราคาแพงที่ขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ อาจารย์จากภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า “งานวิจัยประเภทนี้ช่วยชี้ให้เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่คุ้มค่ากับทรัพยากรด้านสาธารณสุขของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสังคมของเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ”

ยาแก้ปวด โดยเฉพาะกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อย่างไอบูโพรเฟน ยังคงเป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางแม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า ชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ราว 33 ล้านคนเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม สถานการณ์ในไทยแม้จะยังไม่มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่ก็น่ากังวลไม่แพ้กัน (cdc.gov) แม้ยาในกลุ่ม NSAIDs จะช่วยบรรเทาอาการปวดเฉียบพลันได้ชั่วคราว แต่แพทย์และเภสัชกรชั้นนำของไทยต่างเตือนถึงการใช้ในระยะยาว เพราะเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารและไตวายได้ “ไม่ควรทานยาทุกวัน” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยกล้ามเนื้อและกระดูกที่อ้างถึงในวอชิงตันโพสต์แนะนำ

การผ่าตัด โดยเฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุดสำหรับผู้ป่วยที่ข้อเข่าเสียหายรุนแรง แต่การฟื้นตัวอาจใช้เวลานานถึงหนึ่งปีและอาจไม่เหมาะกับทุกคน เนื่องจากคิวรอผ่าตัดที่ยาวนานในโรงพยาบาลรัฐและค่าใช้จ่ายที่สูงในโรงพยาบาลเอกชน ส่วนการรักษาแนวใหม่ เช่น การจี้ทำลายเส้นประสาท หรือการอุดหลอดเลือดเพื่อลดอาการปวด ยังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัยและยังไม่แพร่หลายในไทย

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของงานวิจัยใหม่นี้คือ การศึกษาที่นำมาวิเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยระยะสั้นเพียง 6-12 สัปดาห์ นั่นหมายความว่าหลักฐานส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นประโยชน์ของสนับเข่าและการรักษาอื่นๆ ในระยะสั้นเท่านั้น ผลกระทบในระยะยาวยังคงไม่แน่นอน และยังไม่มีหลักฐานว่าวิธีเหล่านี้จะสามารถ “ย้อนกลับ” หรือซ่อมแซมกระดูกอ่อนที่เสียหายได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุจากโรงพยาบาลรามาธิบดีตั้งข้อสังเกตว่า “เราสามารถพยุงข้อและบรรเทาอาการปวดได้ แต่การสร้างกระดูกอ่อนขึ้นมาใหม่ยังคงเป็นสิ่งที่ไปไม่ถึงด้วยวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน”

สิ่งสำคัญที่งานวิจัยนี้เน้นย้ำคือ การจัดการโรคข้อเข่าเสื่อมต้องดูเป็นรายบุคคล คนสองคนที่มีระดับความเสียหายของข้อจากฟิล์มเอกซเรย์เท่ากัน อาจมีความเจ็บปวดที่ต่างกันสุดขั้ว ปัจจัยส่วนบุคคล ทั้งระดับความทนทานต่อความเจ็บปวด กิจวัตรประจำวัน โรคประจำตัว และไลฟ์สไตล์ ล้วนมีผลอย่างมาก สำหรับคนไทย การบำบัดแบบดั้งเดิม เช่น การประคบสมุนไพร การนวด และโปรแกรมฟื้นฟูในวัด ยังคงเป็นที่นิยมและมักใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งแม้จะช่วยให้รู้สึกสบายและบรรเทาอาการได้บ้าง แต่ผลการศึกษาก็ชี้ว่ายังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายและสนับเข่าที่มีหลักฐานรองรับ

ในพื้นที่ชนบทที่การเข้าถึงนักกายภาพบำบัดหรือสนับเข่าคุณภาพสูงอาจทำได้ยาก อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุเรื่องการเคลื่อนไหวที่ปลอดภัยและเทคนิคการดูแลตนเอง การผสมผสานการทำงานในระดับชุมชนเข้ากับคำแนะนำที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นทิศทางที่น่าสนใจสำหรับระบบสาธารณสุขไทย

ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าภาระจากโรคข้อเข่าเสื่อมในไทยจะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น ภาวะโรคอ้วน และวิถีชีวิตคนเมืองที่เนือยนิ่ง ซึ่งจำเป็นต้องมีนวัตกรรมและงานวิจัยระยะยาวที่เข้มข้นขึ้น การลงทุนในพื้นที่ออกกำลังกายสาธารณะ การขยายบริการกายภาพบำบัดในราคาที่เข้าถึงได้ และการรณรงค์ให้ความรู้เพื่อสู้กับความเชื่อผิดๆ ทางการแพทย์จะช่วยชะลอแนวโน้มนี้ได้ นอกจากนี้ยังอาจส่งเสริมการผลิตสนับเข่าราคาประหยัดที่เหมาะกับสภาพอากาศของไทย โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังปวดเข่าหรือดูแลผู้สูงอายุที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือ: ขยับร่างกายอยู่เสมอ คุมน้ำหนักให้ดี และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือนักกายภาพบำบัดก่อนตัดสินใจซื้อสนับเข่าหรืออุปกรณ์ใดๆ สนับเข่าสามารถช่วยบรรเทาอาการในระยะสั้นและช่วยให้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้คล่องขึ้น โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นถึงปานกลางของโรค แต่การออกกำลังกายสม่ำเสมอที่เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคนยังคงเป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่มีประสิทธิภาพที่สุด ลองผสมผสานการออกกำลังกายเข้ากับชีวิตประจำวัน เช่น เดินเร็วในสวนสาธารณะ ว่ายน้ำ ยืดเหยียดเบาๆ หรือเต้นแอโรบิก หากจะใช้สนับเข่า ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ขนาดที่เหมาะสมและใช้งานถูกวิธี และให้ระวังผลิตภัณฑ์ “มหัศจรรย์” ที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงและไม่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

สำหรับผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรทางการแพทย์ จำเป็นต้องมีความพยายามต่อเนื่องในการปรับปรุงแนวปฏิบัติในสถานพยาบาลตามหลักฐานใหม่ๆ จากทั่วโลก การอบรมทีมแพทย์ปฐมภูมิเกี่ยวกับการจัดการความเจ็บปวดโดยไม่ใช้ยา การขยายบริการฟื้นฟูสมรรถภาพของรัฐ และการเพิ่มการเข้าถึงสนับเข่าและโปรแกรมออกกำลังกายในราคาที่เหมาะสม จะสามารถสร้างประโยชน์ด้านสาธารณสุขได้อย่างมหาศาล

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ป่วยสามารถปรึกษาได้ที่ ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย หรือเว็บไซต์ข้อมูลโรคข้ออักเสบของกระทรวงสาธารณสุข

แหล่งข้อมูล: washingtonpost.com PLOS One cdc.gov thainhf.go.th OARSI Guidelines