ในขณะที่การท่องเที่ยวโลกกำลังกลับมาคึกคักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน งานวิจัยชิ้นใหม่ได้ออกมาเตือนว่า ประโยชน์มหาศาลจากการท่องเที่ยวอาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนราคาแพง ทั้งต่อสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและผู้คนในท้องถิ่น จากข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ในปี 2024 มีนักเดินทางระหว่างประเทศมากถึง 1.4 พันล้านคน หรือราว 1 ใน 6 ของประชากรโลก (UNWTO) สำหรับหลายชุมชน การหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวเปรียบเสมือนดาบสองคม แม้จะนำความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมาให้ แต่ก็มาพร้อมกับปัญหาความแออัดในเมืองใหญ่ การสูญเสียอัตลักษณ์ท้องถิ่น ค่าครองชีพที่พุ่งสูง และความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวที่เคยงดงามจับใจ
กระแสการท่องเที่ยวที่เฟื่องฟูหลังยุคโควิด-19 เห็นได้ชัดเจนในประเทศไทยซึ่งพึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมนี้อย่างมหาศาล แม้ในเดือนเมษายน 2025 ไทยจะต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 2.5 ล้านคน แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับลดลงจากทั้งเดือนก่อนหน้าและปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนและความท้าทายจากภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมืองที่เพิ่มขึ้น (Travel Impact Newswire) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกประกอบกับความท้าทายภายในประเทศ ทำให้สถานการณ์ของไทยกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของวัฏจักรเฟื่องฟูและซบเซาในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
สำหรับคนไทย หัวใจของประเด็นนี้ไม่ใช่การตั้งคำถามว่าการท่องเที่ยวมีคุณค่าหรือไม่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคส่วนนี้สร้างรายได้เกือบ 20% ของ GDP ของประเทศ และสร้างงานให้คนไทยหลายล้านคน (WTTC) แต่โจทย์ใหญ่คือความยั่งยืน: เราจะรักษาเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของไทยไว้ได้อย่างไร ไม่ให้ความนิยมที่ล้นหลามย้อนกลับมาทำลายตัวเอง?
งานวิจัยล่าสุดได้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง หรือ Overtourism ซึ่งปรากฏชัดในหลายแห่ง ตั้งแต่เวนิสไปจนถึงเกียวโต รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยอย่างภูเก็ตและเกาะสมุย (Diinsider Life) ในบางเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลก สถานที่เพียง 10% กลับดึงดูดนักท่องเที่ยวถึง 80% การกระจุกตัวเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาพร้อมกับผลกระทบทางสังคมที่รุนแรงขึ้น (Deseret News) ที่บาร์เซโลนา กระแสต่อต้านที่พักให้เช่าระยะสั้นได้ผลักดันให้ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นถึง 68% ในรอบทศวรรษ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนไทยเริ่มคุ้นเคยเมื่อเห็นค่าเช่าในย่านท่องเที่ยวถีบตัวสูงขึ้น ปัญหาเดียวกันนี้กำลังคืบคลานเข้ามาในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเมืองชายทะเลต่างๆ ซึ่งอาจบีบให้คนท้องถิ่นต้องย้ายออกจากบ้านเกิดของตนเอง
ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมคืออีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวล อุทยานแห่งชาติในสหรัฐอเมริกาที่ “ถูกรักจนโทรม” ระบบนิเวศที่ถูกเหยียบย่ำในอุทยานแห่งชาติโจชัวทรี และปริมาณขยะล้นในอุทยานแห่งชาติของไทย ล้วนเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวแบบมหาศาล ในประเทศไทย เกาะที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นหลายแห่งจำเป็นต้องปิดชั่วคราวเพื่อฟื้นฟูแนวปะการังและชายฝั่ง เช่น กรณีอ่าวมาหยาที่เกาะพีพี (Reuters) สหประชาชาติคาดการณ์ว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า การท่องเที่ยวจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นสัดส่วนอย่างน้อย 5.3% ของทั้งโลก และตัวเลขนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นหากทุกอย่างยังดำเนินไปเหมือนเดิม (Wikipedia)
สิ่งที่น่ากังวลคือ การท่องเที่ยวแบบมหาศาลที่ไม่ได้รับการควบคุมอาจกำลังบ่อนทำลายตัวเองในท้ายที่สุด เมื่อการเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ กลายเป็นการต่อสู้กับฝูงชนที่หนาแน่น คิวยาวเหยียด เสียงดังอึกทึก ราคาที่แพงขึ้น และแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรม ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวก็ย่อมด้อยค่าลง เมืองตากอากาศหลายแห่งเสี่ยงที่จะกลายเป็น “สวนสนุก” สำหรับคนนอก ซึ่งไร้ซึ่งเสน่ห์ดั้งเดิมที่เคยดึงดูดนักท่องเที่ยวในตอนแรก ซ้ำร้าย โซเชียลมีเดียยังเป็นตัวเร่งให้ผู้คนแห่กันไปตามแลนด์มาร์ก “ต้องเช็กอิน” ที่เป็นไวรัล ในขณะที่พื้นที่อื่นๆ ที่สวยงามไม่แพ้กันกลับต้องดิ้นรนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งทำให้เห็นภาพที่ซับซ้อนขึ้น ผู้บริหารของบริษัททัวร์เพื่อความยั่งยืนแห่งหนึ่งกล่าวกับ BBC ว่า “จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้น ในขณะที่สถานที่ท่องเที่ยวมีความสามารถในการรองรับที่จำกัด” ขณะที่ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทหนังสือนำเที่ยวชื่อดังได้กล่าวกับ UNESCO ว่า “ทุกๆ เมืองใหญ่ที่แออัด ยังมีสถานที่อีกมากมายที่อยากจะก้าวขึ้นมาจากภาวะนักท่องเที่ยวน้อยเกินไป” (Deseret News) ข้อสังเกตเหล่านี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่าพฤติกรรมการเดินทางของโลก รวมถึงการจัดการของประเทศไทย จะต้องเปลี่ยนจาก “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ”
ปัจจุบัน รัฐบาลหลายประเทศกำลังทดลองใช้มาตรการต่างๆ แต่ก็ยังไม่เห็นผลสำเร็จที่ชัดเจนนัก ตัวอย่างเช่น การเก็บภาษีนักท่องเที่ยวซึ่งเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในโฮโนลูลูและหลายเมืองในยุโรป โดยมีการเก็บค่าธรรมเนียมรายคืนเพื่อนำไปบำรุงรักษาสาธารณูปโภค แม้ว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะช่วยควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวหรือเพิ่มรายได้ให้เมืองได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้นอย่างความแออัดหรือความไม่สมดุลของชุมชนได้ สำหรับประเทศไทย แม้จะเคยพิจารณามาตรการเก็บภาษีและจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเพื่อรักษาสมดุลระหว่างแหล่งท่องเที่ยวหลักกับวิถีชีวิตคนในท้องถิ่น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ยังไม่ชัดเจนนัก (Nation Thailand)
กลยุทธ์อื่นๆ มุ่งเน้นไปที่การกระจายนักท่องเที่ยว เช่น การใช้ระบบจองเวลาเข้าชมเพื่อจำกัดจำนวนคนในสถานที่สำคัญ การส่งเสริมเมืองรอง และการนำระบบจองแบบดิจิทัลมาใช้ในอุทยานที่เปราะบาง โครงการ CopenPay ของเดนมาร์กให้รางวัลแก่นักท่องเที่ยวที่เลือกทำกิจกรรมที่ยั่งยืน เช่น การทำงานอาสาสมัคร หรือการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ โครงการริเริ่มเหล่านี้สามารถช่วยรักษาทั้งประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวและความเป็นอยู่ที่ดีของคนในท้องถิ่นได้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และชุมชน (StartupBeat)
สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ ความเสี่ยงในเรื่องนี้ถือว่าสูงมาก ปรากฏการณ์ “White Lotus effect” ที่ซีรีส์ดังทำให้สถานที่ถ่ายทำกลายเป็นที่นิยมชั่วข้ามคืน สามารถพลิกโฉมเกาะเล็กๆ และทำให้โครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นเกินศักยภาพที่จะรองรับได้อย่างรวดเร็ว (Diinsider Life) กระแสการท่องเที่ยวที่เฟื่องฟูหลังการระบาดใหญ่ได้บีบให้ผู้กำหนดนโยบายต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ทางการเงินที่ปฏิเสธไม่ได้ กับความจำเป็นเร่งด่วนในการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ปัจจุบันมีโรงแรมในไทยไม่ถึง 1% ที่ผ่านมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก ซึ่งนับเป็นช่องว่างที่น่าเป็นห่วงในขณะที่แรงกดดันด้านสภาพอากาศและวัฒนธรรมเพิ่มสูงขึ้น (Nation Thailand)
หากจะหาคำมาอธิบายความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากเมื่อเห็นสถานที่อันเป็นที่รักสูญเสียเสน่ห์ดั้งเดิมไปกับกระแสการค้า คงหนีไม่พ้นคำว่า “เสียดาย” ทั้งคนในท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และผู้กำหนดนโยบายต่างรู้สึกกังวลและต้องสร้างสมดุลระหว่างความปรารถนาที่จะแบ่งปันความงดงามของไทยให้โลกได้เห็น กับความรับผิดชอบต่อคนรุ่นหลัง ความรู้สึกคล้ายกันนี้ยังสะท้อนอยู่ในคำกล่าวของนักเดินทางระดับตำนานอย่าง มาร์ก ทเวน ที่ว่า “การเดินทางคือยาพิษของอคติ ความดื้อรั้น และความใจแคบ…” และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยังเชื่อมโยงการเดินทางเข้ากับการเพิ่มพูนความคิดสร้างสรรค์และความเห็นอกเห็นใจ (Pew Research) แต่ความท้าทายในปัจจุบันคือการทำให้แน่ใจว่าประโยชน์ของการเดินทางจะไม่ถูกลบล้างด้วยผลกระทบด้านลบของมัน
เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มชี้ว่าความต้องการเดินทางทั่วโลกจะยังคงเติบโตอีก 5% ในปี 2025 และจำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง (WTTC) อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับตัวให้ฉลาด คล่องตัว และใส่ใจสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น สำหรับประเทศไทย นี่หมายถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการท่องเที่ยว การยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน การบังคับใช้มาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในพื้นที่เปราะบาง และการลงทุนในเมืองรองเพื่อกระจายผลประโยชน์และลดแรงกดดันต่อเมืองหลักอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ (Intellify Global)
คนไทยทุกคนสามารถช่วยปกป้องสมบัติของชาติได้โดยการสนับสนุนโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชน ผลักดันให้โรงแรมและบริษัททัวร์มีใบรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่แออัดในช่วงฤดูท่องเที่ยว และส่งเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากกว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวในระยะสั้น สำหรับผู้ที่ทำงานในภาคการท่องเที่ยว การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้จัดการนักท่องเที่ยว การพัฒนาทักษะด้านความยั่งยืนให้แก่บุคลากร และการร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่น คือโจทย์สำคัญลำดับถัดไป
ขณะที่การถกเถียงในเรื่องนี้ยังคงดำเนินต่อไป สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ อนาคตของการเดินทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนจะไปที่ไหนหรือมากเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ “หัวใจ” และ “การตัดสินใจ” ของทั้งเจ้าบ้านและผู้มาเยือน ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนช่วงเวลาสำคัญที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าความสมดุลนั้นเป็นไปได้ ด้วยการผสมผสานการต้อนรับอันอบอุ่นของ “ความเป็นไทย” เข้ากับโมเดลใหม่ที่ให้ความสำคัญกับผู้คนและโลกเป็นอันดับแรก
แหล่งข้อมูล: Deseret News, WTTC, UNWTO, Reuters, Travel Impact Newswire, Nation Thailand, Diinsider Life, Intellify Global, Wikipedia, Pew Research, StartupBeat