งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS ได้เผยแผนที่แสดงแหล่งกระจุกตัวของผู้คนที่มี “บุคลิกภาพด้านมืด” เช่น กลุ่มคนที่มีลักษณะไซโคพาธ (psychopathy) หลงตัวเอง (narcissism) และมีความสุขเมื่อเห็นผู้อื่นเจ็บปวด (sadism) โดยเชื่อมโยงลักษณะนิสัยเหล่านี้เข้ากับสภาพสังคมในวงกว้าง ทั้งความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และความรุนแรง ผลการวิจัยนี้มาจากการรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง ครอบคลุมผู้คนกว่า 1.8 ล้านคนใน 183 ประเทศ และอีก 144,000 คนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้มุมมองใหม่ว่าสภาพแวดล้อมและสังคมสามารถหล่อหลอมจิตวิทยาของมนุษย์ได้อย่างไร (NewsNationNow)

งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งนำโดยทีมงานที่มีนักจิตวิทยาบุคลิกภาพจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนร่วมอยู่ด้วย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต และทุกคนที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและจิตวิทยา คำว่า “บุคลิกภาพด้านมืด” เป็นคำที่ใช้เรียกรวมๆ ถึงลักษณะนิสัยที่เกี่ยวข้องกับการชอบบงการ เห็นแก่ตัว และขาดความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งงานวิจัยนี้ไม่ได้มองแค่ภาพลักษณ์ของไซโคพาธสุดโต่งตามหน้าสื่อ แต่ชี้ให้เห็นถึงสภาพสังคมที่แท้จริงซึ่งอาจเป็นบ่อเกิดของคนที่มีบุคลิกภาพประเภทนี้

ในระดับโลก ผลวิจัยชี้ว่าอินโดนีเซีย เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่พบคนที่มีบุคลิกภาพด้านมืดในสัดส่วนสูงที่สุด และเมื่อเจาะลึกลงไปในระดับรัฐของสหรัฐอเมริกา ก็พบว่ารัฐลุยเซียนา มิสซิสซิปปี เท็กซัส เนวาดา เซาท์ดาโคตา และนิวยอร์ก เป็นรัฐที่พบลักษณะนิสัยเหล่านี้มากที่สุด ในทางกลับกัน รัฐยูทาห์ เวอร์มอนต์ นิวแฮมป์เชียร์ เมน ออริกอน และอะแลสกา เป็นรัฐที่พบน้อยที่สุด

ทีมวิจัยได้ข้อสรุปนี้มาจากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลชี้วัดทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมที่สำคัญ โดยใช้ข้อมูลการประเมินการคอร์รัปชันจากธนาคารโลก, ข้อมูลความเหลื่อมล้ำและความยากจนจากสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ, สถิติการตัดสินคดีคอร์รัปชันของกระทรวงยุติธรรม และอัตราการเกิดคดีฆาตกรรมจาก FBI การผสมผสานข้อมูลเหล่านี้ทำให้นักวิจัยสามารถประเมินได้ว่าสภาพแวดล้อมนั้นๆ เลวร้าย หรือเป็นสังคมที่ “ทำผิดได้โดยไม่ต้องรับโทษ” มากน้อยเพียงใด ตามคำอธิบายของหัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน

นักจิตวิทยาผู้เป็นหัวหน้าทีมวิจัยได้อธิบายในแถลงการณ์ถึงมหาวิทยาลัยว่า “ในสังคมที่กฎเกณฑ์ถูกละเมิดได้โดยไม่มีผลกระทบ และสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ย่ำแย่ ผู้คนจะเรียนรู้และซึมซับว่าต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน” ซึ่งการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนที่ถูกปลูกฝังจากสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายนี้เอง คือสิ่งที่นักวิจัยเชื่อว่าเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้บุคลิกภาพด้านมืดพัฒนาและแพร่หลายมากขึ้น

สำหรับคนไทย ผลการวิจัยนี้มีความน่าสนใจและใกล้ตัวไม่น้อย แม้ว่างานวิจัยจะไม่ได้ระบุอันดับของประเทศไทย แต่ข้อค้นพบนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำในภูมิภาค ความท้าทายเรื่องคอร์รัปชัน และประเด็นถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับความยุติธรรมและโอกาส (World Bank) งานวิจัยนี้ไม่ได้เน้นแค่ความผิดปกติของปัจเจกบุคคล แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยแวดล้อม (ซึ่งหลายอย่างสามารถแก้ไขได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงนโยบาย) ที่ช่วยหล่อหลอมบุคลิกภาพของผู้คนในระดับประชากร กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การยกระดับความโปร่งใสในสังคมและลดความเหลื่อมล้ำอาจส่งผลดีทางจิตวิทยาไปถึงคนรุ่นหลังได้

อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาเช่นกัน ประการแรกคือ การวิจัยอาศัยข้อมูลจากการประเมินตนเองผ่านแบบสอบถาม ซึ่งอาจทำให้เกิดอคติหรือข้อมูลคลาดเคลื่อนได้ นอกจากนี้ ผู้เขียนยังยอมรับว่าไม่แน่ใจว่าผู้ตอบแบบสอบถามอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ มานานเท่าใด ซึ่งทำให้ยากที่จะสรุปได้ว่า คนที่มีบุคลิกภาพด้านมืดเลือกย้ายไปอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นเอง หรือสภาพแวดล้อมเป็นตัวหล่อหลอมพวกเขาขึ้นมา ถึงกระนั้น ขนาดและความมุ่งมั่นของโครงการนี้ก็นำเสนอมุมมองใหม่ที่น่าสนใจ

งานวิจัยนี้สอดคล้องกับค่านิยมดั้งเดิมของไทยที่หยั่งรากลึกในแนวคิดเรื่อง “น้ำใจ” และหลักพุทธศาสนาที่เน้นความเห็นอกเห็นใจและความสามัคคีในสังคม ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่สังคมต้องเสริมสร้างค่านิยมเหล่านี้ผ่านนโยบายที่เท่าเทียม ไม่ใช่แค่เรื่องคุณธรรมส่วนบุคคล

ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการปฏิรูปสังคมเพื่อต่อสู้กับการคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำน่าจะให้ประโยชน์มากกว่าแค่ความเป็นอยู่ที่ดีทางวัตถุ หัวหน้าทีมวิจัยสรุปว่า “นั่นหมายความว่า การปฏิรูปเพื่อลดคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ไม่เพียงแต่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังอาจช่วยลดแนวโน้มบุคลิกภาพด้านลบของผู้คนในอนาคตได้อีกด้วย”

สำหรับผู้กำหนดนโยบายและประชาชนชาวไทย ข้อความนี้ชัดเจนว่า: การปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่มากกว่าแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นการหล่อหลอมคุณธรรมและลักษณะทางจิตใจของคนในชาติ พ่อแม่และนักการศึกษาสามารถช่วยได้โดยการปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจและการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมในเด็ก และโดยการสนับสนุนความพยายามของประเทศในการเสริมสร้างหลักนิติธรรมและความเป็นธรรมในสังคม

คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับผู้อ่าน ได้แก่ การสนับสนุนโครงการที่ส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบ, การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการบริหารจัดการในท้องถิ่น, การเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และการส่งเสริมการพูดคุยอย่างเปิดอกในครอบครัวและโรงเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่มีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความก้าวหน้าของประเทศไทยในการต่อสู้กับการคอร์รัปชันและการปรับปรุงความเท่าเทียมทางสังคม ผู้อ่านสามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลประเทศไทยจากธนาคารโลก และงานวิจัยในประเทศจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)