เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง ChatGPT ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความสามารถในการปั่นไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและเป็นกะตั้ก แต่งานวิจัยชิ้นใหม่กลับส่งสัญญาณเตือนว่า คำตอบจาก AI อาจกำลังครอบงำความคิดของเราให้คล้อยตามกันไปโดยไม่รู้ตัว ประเด็นนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่แวดวงการศึกษา ธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายทั้งในไทยและทั่วโลกต้องขบคิด ผลการศึกษาล่าสุดซึ่งถูกรายงานโดยสื่อหลายสำนัก และมีการอ้างอิงบทสรุปอย่างกว้างขวางบน Axios เผยว่า แม้ AI จะช่วยให้คนระดมสมองได้เร็วขึ้นและมากขึ้นจริง แต่ไอเดียที่ได้กลับซ้ำซากจำเจจนน่าตกใจ ส่งผลให้ความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์หดหายไป
ในยุคที่มหาวิทยาลัย โรงเรียน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยต่างกำลังแข่งขันกันนำ Generative AI มาปรับใช้ในห้องเรียนและที่ทำงาน ผลวิจัยนี้จึงทวีความสำคัญขึ้นไปอีก เพราะทั้งนักเรียนและคนทำงานชาวไทยต่างถูกสนับสนุนให้ใช้ประโยชน์จาก AI ในทุกมิติ ตั้งแต่การเขียนรายงาน ทำโครงงาน ไปจนถึงการวางแผนแคมเปญการตลาดหรือหาทางออกให้ปัญหาสังคม และในขณะที่ “ความคิดสร้างสรรค์” ถูกยกให้เป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตามแผนการศึกษาชาติ การที่ AI อาจกำลังตีกรอบความคิดแทนที่จะปลดปล่อยจินตนาการ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
บทสรุปของ Axios ระบุว่า ทีมวิจัยซึ่งตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Nature Human Behavior ได้เปรียบเทียบผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ล้วนๆ กับผลงานที่ใช้ AI ประเภทแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) อย่าง ChatGPT ช่วยคิด ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจนจนน่าตกใจ: แม้ AI จะผลิตไอเดียได้ในปริมาณที่มากกว่ามนุษย์ แต่ไอเดียเหล่านั้นกลับวนเวียนซ้ำซากและกระจุกตัวอยู่กับแนวคิด คำศัพท์ หรือโครงเรื่องเดิมๆ ในการทดลองระดมสมอง ความหลากหลายของไอเดียจาก AI นั้นแคบกว่าไอเดียจากมนุษย์ (ทั้งที่คิดคนเดียวและคิดเป็นกลุ่ม) อย่างเห็นได้ชัด นั่นหมายความว่า การพึ่งพา AI มากเกินไปในกระบวนการสร้างสรรค์อาจฉุดให้ทั้งทีมงานหรือทั้งอุตสาหกรรมมุ่งไปสู่ทางออกที่เหมือนๆ กัน จนบั่นทอน ‘ความบังเอิญสร้างสรรค์’ และการปะทะทางความคิดที่จำเป็นต่อการสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง
ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญก็ตอกย้ำความกังวลนี้ ดังที่ Axios สรุปและสะท้อนในบทวิจารณ์ล่าสุดของ Nature Human Behavior (Nature) โดยนักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ด้านการรับรู้ต่างเตือนว่า โมเดล AI ถูกฝึกฝนจากข้อมูลมหาศาลซึ่งเป็นสิ่งที่มีคนเคยเขียนไว้แล้ว นั่นหมายความว่าผลลัพธ์ของมันจึงมักจะสะท้อนและตอกย้ำมุมมองของคนส่วนใหญ่ “ปัญหาคือ ถ้าทุกคนใช้เครื่องมือ AI ที่คล้ายกัน ความหลากหลายและความคิดที่แตกต่างจะถูกบีบให้หายไป” นักวิทยาศาสตร์พฤติกรรมคนหนึ่งที่ร่วมทำวิจัยกล่าว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้ว่า “เหมือนการจับนักคิดทุกคนไปขังไว้ใน ‘ห้องเสียงสะท้อน’ เดียวกัน”
“ปรากฏการณ์การคิดตามกัน” (Conformity effect) นี้ไม่ใช่แค่เรื่องในทฤษฎี แต่เริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงานจริงแล้ว บทวิเคราะห์ใน Psychology Today ได้เล่าเรื่องราวจากนักบำบัดและอดีตนักข่าวที่พบว่า เพื่อนร่วมงานและลูกความที่ใช้ AI ช่วยทำงานหรือทำแบบฝึกหัด กลับได้ไอเดียที่ซ้ำซาก จำเจ และขาดมิติความลึกซึ้งซึ่งเป็นหัวใจของงานสร้างสรรค์อย่างแท้จริง “นักเขียนไม่ได้คิดด้วยตัวเองอีกต่อไป…พอมีคนส่งงานเขียนจาก AI มา อาจต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อรื้อมันใหม่ทั้งหมด” นักสื่อสารมวลชนคนหนึ่งให้ความเห็น
สำหรับนักการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายของไทย ผลวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก: Generative AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มหาศาล ช่วยให้นักเรียนและคนทำงานปั่นไอเดียได้มากขึ้นและเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นภัยคุกคามต่อความคิด ภาษา และมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ตั้งแต่แคมปัสนานาชาติชั้นนำไปจนถึงโรงเรียนรัฐในต่างจังหวัด ต่างกำลังทุ่มงบลงทุนในห้องเรียนดิจิทัลและเครื่องมือ AI เพื่อจุดประกายการเรียนรู้และการแก้ปัญหาของนักเรียน อย่างไรก็ตาม ขณะที่ผู้ปฏิรูปหลักสูตรกำลังพยายามพานักเรียนให้ก้าวข้ามการเรียนแบบท่องจำ ก็มีความเสี่ยงที่คลื่นเนื้อหาจาก AI ซึ่งเหมือนกันทั่วโลกจะถาโถมเข้ามากลืนกินภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่น
บริบททางประวัติศาสตร์ถือเป็นบทเรียนสำคัญ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ประเทศไทยเคยนำการเรียนการสอนแบบ “ท่องจำ” มาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งรับอิทธิพลมาจากโมเดลการศึกษาตะวันตก วันนี้ ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังผลักดัน “การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์” ภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0 จึงสำคัญอย่างยิ่งที่จะไม่เดินซ้ำรอยเดิมด้วยการหนีเสือปะจระเข้ คือหนีจากการคิดแบบเดียวกัน (เพราะท่องจำ) ไปสู่การคิดแบบเดียวกันอีกรูปแบบหนึ่ง (เพราะ AI) ดังที่นักวิจัยด้านการศึกษาชาวไทยท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ความคิดสร้างสรรค์แบบไทยๆ ที่แท้จริงเกิดจากการหลอมรวมขนบธรรมเนียม ภาษา และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทั่วไปซึ่งถูกสอนจากข้อมูลภาษาอังกฤษและกรอบคิดแบบตะวันตกอาจไม่มีวันเข้าใจ”
ความกังวลเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยความคิดสร้างสรรค์ระดับโลกอย่าง ดร.โรเจอร์ บีตี้ จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตต ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทีมที่ทำงานแบบ “ผสมผสาน” ระหว่างมนุษย์กับ AI สามารถสร้างสรรค์ไอเดียได้มากกว่าก็จริง แต่หากทั้งสองฝ่ายพึ่งพิงคำสั่งจากโมเดลมากเกินไป ความคิดริเริ่มอาจลดน้อยถอยลง (Nature Human Behaviour) งานวิจัยชิ้นอื่นๆ ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้การทำงานร่วมกับ Generative AI จะช่วยให้คนเอาชนะอาการ ‘หน้ากระดาษว่างเปล่า’ และหาไอเดียตั้งต้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ความคิดสร้างสรรค์ที่ก้าวกระโดดอย่างแท้จริงยังคงมาจากมนุษย์ผู้ใช้งาน ที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ ปรับแก้ หรือท้าทายไอเดียของ AI
แล้วองค์กร ครู และผู้กำหนดนโยบายของไทยควรรับมืออย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้แนวทางแบบผสมผสานอย่างรอบคอบ รายงานจาก Washington Post แนะนำว่า แทนที่จะปล่อยให้ AI สร้างคำตอบเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นจนจบ เราควรใช้มันเป็นเพียง ‘ตัวจุดประกาย’ ในการระดมสมอง ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การส่งเสริมให้เกิดการคิดวิเคราะห์ การถกเถียง และการแก้ไขไอเดียร่วมกันจึงเป็นหัวใจสำคัญเพื่อรักษาความหลากหลายทางความคิด
หนึ่งในข้อเสนอแนะสำหรับห้องเรียนและบริษัทครีเอทีฟในไทยคือการ “จงใจสร้างความหลากหลายให้ prompt (คำสั่ง)” เช่น การมองหาไอเดียที่แปลก แหวกแนว หรือแม้แต่ดูไร้สาระ มาผสมผสานกับข้อเสนอแนะจาก AI การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอคติและแนวโน้มของ AI ที่จะเอนเอียงไปตามกระแสหลัก จะช่วยให้ผู้ใช้รู้เท่าทันเมื่อความคิดของตนเริ่มไหลไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ ผู้ที่ดูแลภาษาและวัฒนธรรมไทยก็ควรกระตุ้นให้นักเรียนและคนทำงานนำสำนวนไทย องค์ความรู้ท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคมาผสมผสานในงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมถูกกลืนหายไป
นโยบายที่มองการณ์ไกลก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อาจพิจารณาสนับสนุนโครงการฝึกอบรมเพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy)” ให้แก่นักเรียนและคนทำงานไทย ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การใช้เครื่องมือเป็น แต่ยังรวมถึงการรู้จักตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ และต่อยอดผลลัพธ์จาก AI ด้วยภูมิปัญญา บริบท และค่านิยมแบบไทย
เมื่อมองไปข้างหน้า ก็ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ การพัฒนา AI ที่รวดเร็วหมายความว่าอีกไม่นานเราอาจได้เห็นโมเดล AI ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งถูกฝึกฝนจากชุดข้อมูลที่กว้างขวางกว่าเดิม รวมถึงเนื้อหาจากเอเชีย ไทย และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการคิดตามกันได้ นอกจากนี้ AI แบบโอเพนซอร์สและเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือบริบทวัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะ อาจช่วยให้ผู้ใช้ยังคงรักษาเสียงและสีสันของท้องถิ่นไว้ได้ ควบคู่ไปกับการได้ประโยชน์จากความเร็วและประสิทธิภาพของ AI
ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนสำหรับประเทศไทยก็สะท้อนสาส์นที่เป็นสากล นั่นคือ AI จะทรงพลังที่สุดเมื่อเป็น ‘ผู้ช่วยคิด’ ไม่ใช่ ‘ผู้บงการ’ ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อรักษาภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของไทยในยุคดิจิทัล นักการศึกษา ภาคธุรกิจ และผู้ใช้ทุกคนต้องเดินหน้าอย่างระมัดระวัง โอบรับประโยชน์ด้านประสิทธิภาพของ Generative AI พร้อมกับหันมาให้ความสำคัญกับทักษะของมนุษย์ให้มากขึ้น ทั้งการคิดเชิงวิพากษ์ ความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรม และความกล้าที่จะแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าคนไทยควรใช้ AI ช่วยระดมสมองหรือไม่ แต่คือจะใช้อย่างไรให้ความคิดสร้างสรรค์และเสียงที่หลากหลายของคนในชาติยังคงอยู่และเติบโต
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อความที่ต้องการสื่อสารนั้นชัดเจน: จงใช้ ChatGPT และเครื่องมือ Generative AI อื่นๆ เป็นตัวช่วยทุ่นแรงในงานที่ซ้ำซากจำเจและเป็นตัวจุดประกายความคิด แต่อย่าหยุดตั้งคำถาม ปรับแก้ หรือขบคิดต่อยอดจากสิ่งที่ระบบเหล่านี้เสนอแนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป้าหมายคือการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีหัวใจเป็นไทยอย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูล: