ตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง มาตรฐานการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น พ.ศ.๒๕๕๓ ตาม ข้อ ๕ (๑) ตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ซึ่งได้แก่ ผู้อำนวยการกอง หรือหัวหน้าสำนักงานคณะ…หัวหน้าสถาบัน… ส่วนข้อ ๕(๒) เป็นตำแหน่งประเภททั่วไป ได้แก่วุฒิที่ต่ำกว่าปริญญาตรี 

สำหรับ ข้อ ๕(๓) ตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ข้อ (๓) (ก) กรณีปฏิบัติงานเฉพาะด้านหรือเฉพาะทาง ได้แก่ (ก ๑) ได้แก่ ระดับที่ทำงานทางด้านวิชาการ ระดับชำนาญการที่ต้องส่งผลงานคู่มือปฏิบัติงานหลักอย่างน้อย ๑ เล่ม และผลงานเชิงวิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ หรืองานวิจัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนางานในหน้าที่อย่างน้อย ๑ เรื่อง ซึ่งการที่จะต้องส่งผลงานเชิงวิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ หรืองานวิจัย ฯ เป็นไปตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ ศธ ๐๕๐๙.๔/ว ๔ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เรื่อง ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง มาตรฐานการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ประกาศ ณ วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๐ ข้อ ๒ (ก) กำหนดให้ตำแหน่งระดับชำนาญการ ลักษณะงานต้องปฏิบัติ โดยผู้มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญงาน ทักษะ หรือประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเฉพาะด้านหรือเฉพาะทาง และต้องทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิเคราะห์ สังเคราะห์หรือวิจัย โดยใช้หรือประยุกต์หลักการ เหตุผล แนวความคิด วิธีการ เพื่อการปฏบัติงานตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ หรือพัฒนางานในหน้าที่และงานเฉพาะด้านหรือเฉพาะทาง หรือแก้ไขปัญหาในงานหลักที่ปฏิบัติซึ่งมีความยุ่งยากและมีขอบเขตกว้างขวาง ซึ่งข้อ ๕ (๓) หากเทียบกับตอนเป็นข้าราชการที่มีระดับเป็นซีนั้น คือ ระดับที่มี ว เช่น ๖ ว,๗ ว,๘ ว ในยุคสมัยที่ข้าราชการเป็นซี ๑-๑๑ โดยจะต้องส่งผลงาน เช่น คู่มือการปฏิบัติงานหลักกัน โดยทำผลงานส่ง ไม่ต้องไปสอบคัดเลือกที่ส่วนกลาง

และตาม ข้อ ๔ ตามประกาศ ก.พ.อ. ฯ พ.ศ.๒๕๕๐ จะมีเรื่องข้อ (๔) การกำหนดระดับตำแหน่งดังกล่าว ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้ ตามข้อ (๑)-(๕) ซึ่งข้อ (๑)-(๓) และ ข้อ (๕) มีอยู่ในประกาศ ก.พ.อ. พ.ศ.๒๕๕๓ ยกเว้น ข้อ (๔) การกำหนดระดับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานให้เป็นระดับสูงขึ้น ต้องมีระดับตำแหน่งไม่สูงเท่าระดับตำแหน่งบริหารของหน่วยงานนั้น ไม่มีอยู่ในประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ฯ พ.ศ.๒๕๕๓ 

ส่วนข้อ ๕ (๓) (ข) กรณีปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยงานที่มีลักษณะใช้วิชาชีพและไม่ได้ใช้วิชาชีพ (ข๑) ดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเสา และระดับเชี่ยวชาญ ที่ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยงาน ต้องประเมินตามองค์ประกอบดังนี้ (ข ๑.๑) ผลสัมฤทธิ์ของงานตามตัวชี้วัดของตำแหน่ง ที่ครองอยู่และแนวคิดในการพัฒนาปรับปรุงงานในตำแหน่งใหม่ (ข.๑.๒) ความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งที่จะประเมิน (ข.๑.๓) สมรรถนะทางการบริหาร ในข้อนี้ จะไม่มีการส่งคู่มือการปฎิบัติงานหลัก และการวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรืองานวิจัย หากเทียบกับครั้งเมื่อยุคที่ข้าราชการมีระดับซี ทางส่วนราชการจะมีระเบียบของสำนักงาน ก.พ. ให้ไปทำการสอบเลื่อนซี เช่น เป็นหัวหน้างาน เป็น ผอ.กลุ่มงาน ต่าง ๆ และเมื่อได้จะแต่งตั้งข้าราชการเป็นระดับ ๖,๗,๘ เรียกว่า เป็นระดับที่ไม่มีคำว่า ๖ ว,๗ ว,๘ ว…ยุคก่อนที่จะมีการยุบเลิกระดับซีของข้าราชการ

ทั้งตำแหน่งดังกล่าวทั้งสองกลุ่มข้างต้นจะมีความแตกต่างกัน ระดับ๖,๗,๘ จะทำหน้าที่เป็นผู้บริหาร แต่ระดับ ๖ ว,๗ ว,๘ ว ทำหน้าที่ทางด้านวิชาการการประเมินจึงมีความแตกต่างกันในการเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น และระดับ ๖ ว,๗ ว,๘ ว จะอยู่ภายใต้ของ under ๖,๗,๘ ที่ไม่มี ว ต่อท้าย เรียกว่า ๖ ว,๗ ว,๘ ว จะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ ๖,๗,๘ ที่ไม่มี ว แต่การเบิกจ่าย การไปราชการต่าง ๆ จะเทียบเท่ากัน

ดังนั้น การเข้าสู่ตำแหน่งข้อ ๕ (๓) (ข) การเข้าสู่ตำแหน่งที่เป็นหัวหน้าหน่วยงาน ฯ ก็จะเทียบเท่ากับระดับซียุคก่อน คือ ระดับ ๖,๗,๘ ซึ่งตามประกาศ ก.พ.อ. พ.ศ.๒๕๕๓ สามารถทำการประเมินเข้าสู่หัวหน้าหน่วยงาน จากระดับปฏิบัติการเพื่อเป็นระดับชำนาญการได้ เมื่อประเมินได้ก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยงานระดับชำนาญการ แต่จะเรียกว่าเป็นหัวหน้าหน่วยงานของ ข้อ ๕(๓) (ก) ตำแหน่งประเทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ กรณีปฏิบัติงานเฉพาะด้านหรือเฉพาะทาง โดยแบบการประเมินจะดำเนินการให้เป็นไปตามที่ ประกาศ ก.พ.อ. พ.ศ.๒๕๕๓ เป็นผู้กำหนดให้ปฏิบัติ

หากสายที่เคยส่งคู่มือ ฯ จะเปลี่ยนมาเป็นหัวหน้าหน่วยงาน ก็จะต้องเข้าสู่การประเมินตามแบบของ ประกาศ ก.พ.อ. พ.ศ.๒๕๕๓ กำหนดให้ปฏิบัติเช่นกัน มิใช่เป็นและแต่งตั้งได้เลย คงไม่ใช่ เช่นเดียวกับของข้าราชการที่อดีตต้องทำการสอบเพื่อเลื่อนเป็นผู้บริหาร ยุคก่อนนั้นใช้การสอบเลื่อนระดับ แต่ยุคปัจจุบันใช้การดำเนินการประเมิน ฯ

การเป็นหัวหน้าหน่วยงาน จะอาศัยอายุการปฏิบัติงาน และจากประสบการณ์ในการทำงานนั้น และประเมินเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นประเภทผู้บริหาร เช่น ผอ.กอง หรือ หัวหน้าสำนักงานคณะ ฯลฯ ซึ่งการวิเคราะห์ดังกล่าว เป็นไปตามประสบการณ์ของผู้เขียนที่เคยผ่านการสอบเป็นข้าราชการสายสนับสนุนวิชาการมาก่อนสมัยยุคเป็นระดับซี และหนังสือที่สอบถามไปยัง อว. ของหนังสือมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ที่ อว ๐๖๓๗/๑๒๐๙ ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ เรื่อง ขอหารือแนวทางปฏิบัติกรณีแต่งตั้งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับชำนาญการ โดยใช้ผลงานแสดงความเป็นผู้ชำนาญการเพียงคู่มือปฏิบัติงานหลักหนึ่งเล่ม และหนังสือจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ อว ๐๒๐๙.๔/๗๓๖๒ ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๘ เรื่อง ตอบข้อหารือเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ

ดังนั้น การทำแบบประเมินเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานดังกล่าว จึงจำเป็นต้องทำประกาศ ฯ เพื่อรองรับให้ทั้งสองสายได้ดำเนินการเข้าสู่ตำแหน่งดังกล่าวไว้ด้วย ซึ่งสามารถทำได้ทั้งสองกรณี มิใช่ต้องทำเฉพาะการเข้าสู่ตำแหน่ง ข้อ ๕ (๓) (ก) ได้กรณีเดียว

ส่วนหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ ศธ ๐๕๐๙(๒)/ว ๗ ลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๕ เรื่อง ขยายช่วงระยะเวลาผ่อนผันให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเสนอขอกำหนดตำแหน่งสูงขึ้น โดยใช้ผลงานตามข้อบังคับหรือประกาศที่สถาบันอุดมศึกษากำหนดไว้เดิม นั้น แจ้งมาเพื่อมีมติเห็นชอบให้ขยายช่วงระยะเวลาผ่อนผันให้ข้าราชการฯ เสนอขอกำหนดตำแหน่งสูงขึ้น โดยใช้ผลงานตามข้อบังคับหรือประกาศที่สถาบันอุดมศึกษากำหนดไว้เดิมไปพลางก่อน จนกว่า ก.พ. จะนำหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดเกี่ยวกับการเสนอผลงานวิจัยมาใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมินข้าราชการฯ ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ฯ แต่งานวิเคราะห์ สังเคราะห์ ฯลฯ ก็ยังต้องดำเนินการส่งตาม ประกาศ ก.พ.อ. พ.ศ.๒๕๕๐ เดิม

ผู้เขียน ๆ เพื่อให้พนักงานมหาวิทยาลัยที่สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏ ได้รับทราบถึงความเป็นมา เป็นไปอย่างถูกต้องของการปฏิบัติตามหนังสือดังกล่าว

ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบันทึกนี้ค่ะ

บุษยมาศ แสงเงิน

๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๘