งานวิจัยทั่วโลกต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เด็กที่มีพฤติกรรมใช้ออนไลน์แบบ ‘เสพติด’ ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย โทรศัพท์มือถือ หรือวิดีโอเกม กำลังเผชิญความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่าเพื่อนวัยเดียวกันอย่างน่าตกใจ งานวิจัยชิ้นสำคัญที่เผยแพร่ในปี 2025 และได้รับการนำเสนอใน Financial Times ได้พลิกมุมมองครั้งใหญ่ โดยชี้ว่าอันตรายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ ‘จำนวนชั่วโมง’ ที่ออนไลน์ แต่อยู่ที่พฤติกรรมการใช้แบบ ‘ย้ำคิดย้ำทำ’ หรือ ‘หยุดไม่ได้’ ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าการถกเถียงเรื่องสุขภาวะดิจิทัลและสุขภาพจิตเยาวชนไปอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับผู้ปกครอง นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในไทย เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วได้ผลักให้เด็กและวัยรุ่นไทยกลายเป็นผู้ใช้งานออนไลน์อย่างเข้มข้น ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเผยว่า เยาวชนไทยใช้สมาร์ทโฟนเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมาก โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่เร่งให้การเรียนรู้และการเข้าสังคมย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์ทั้งหมด สำหรับประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตสุขภาพจิตในเยาวชนที่น่ากังวล ตั้งแต่โรควิตกกังวล ซึมเศร้า ไปจนถึงรายงานการทำร้ายตัวเองที่เพิ่มสูงขึ้น ผลการวิจัยจากต่างประเทศจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นทุกขณะ
งานวิจัยชิ้นประวัติศาสตร์นี้ นำโดยทีมจาก Weill Cornell Medicine, Columbia University และ University of California, Berkeley ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2025 ได้ติดตามเด็กก่อนวัยรุ่นหลายพันคนเป็นเวลาหลายปี เพื่อศึกษาผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัล แทนที่จะนับแค่ ‘เวลาหน้าจอ’ โดยรวม นักวิจัยได้เจาะลึกไปที่ ‘รูปแบบการใช้ที่เสพติด’ ซึ่งหมายถึงความอยากใช้อย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ความยากลำบากในการหยุดใช้ และการละเลยหน้าที่อื่น ๆ ในชีวิต (เช่น การบ้าน งานบ้าน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง) เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับโลกออนไลน์ จากบทสรุปของ Financial Times (ft.com) พบว่าเยาวชนที่มีพฤติกรรมเสพติดออนไลน์ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีแนวโน้มที่จะรายงานปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างน้อย 1.5 เท่า และที่น่ากังวลที่สุดคือ เยาวชนกลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะมีความคิดฆ่าตัวตายหรือคิดทำร้ายตัวเองสูงกว่าเพื่อนกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสพติดในระดับต่ำถึงสองถึงสามเท่า (nytimes.com; Medical Xpress)
จุดเปลี่ยนสำคัญที่น่ากังวลสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยจากงานวิจัยชิ้นนี้คือ ความเสี่ยงไม่ได้มาจาก ‘เวลาหน้าจอ’ ทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจับตาดู แต่มาจากพฤติกรรมการใช้ที่ควบคุมไม่ได้ หรืออาการที่เรียกว่า ‘หยุดเล่นไม่ได้’ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียให้ความเห็นผ่าน New York Times ว่า “การช่วยเหลือควรพุ่งเป้าไปที่พฤติกรรมเสพติดของเด็กโดยตรง ซึ่งมักใช้การบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) ไม่ใช่แค่การจำกัดการเข้าถึงหน้าจอเพียงอย่างเดียว”
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย เพราะก่อนหน้าการระบาดใหญ่ คำว่า “โรคติดอินเทอร์เน็ต” ก็เป็นที่พูดถึงกันมานานแล้ว หลายปีที่ผ่านมา ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและสมาคมจิตแพทย์ชั้นนำต่างออกมาเตือนภัยเรื่องการใช้สื่อดิจิทัลที่ “มากเกินไป” ในเด็กวัยเรียน แต่คำนิยามของพฤติกรรมที่เป็นปัญหาก็ยังคงซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีและวัฒนธรรม แม้ว่าคู่มือวินิจฉัยโรคสากลอย่าง ICD-11 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) จะรับรองให้ “โรคติดเกม” (Gaming Disorder) เป็นอาการป่วยทางจิตเวชอย่างเป็นทางการ แต่ภาวะติดอินเทอร์เน็ตหรือติดโซเชียลมีเดียในภาพรวมกลับยังไม่ถูกบัญญัติเป็นโรค ซึ่งสร้างความสับสนให้ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ปกครอง (Wikipedia)
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาทั้งหมดต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดไม่ได้มาจากจำนวนชั่วโมงที่ใช้ แต่มาจากการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมที่ตามมา เช่น อดหลับอดนอน ผลการเรียนตกต่ำ แยกตัวออกจากครอบครัว และในกรณีที่รุนแรงอาจนำไปสู่วงจรความคิดซึมเศร้า ผลสำรวจปี 2023 โดยกรมสุขภาพจิตของไทยพบว่า นักเรียนมัธยมปลายมากกว่า 1 ใน 5 มีสัญญาณของ “การใช้อินเทอร์เน็ตจนเกิดปัญหา” ในระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งสะท้อนความกังวลในระดับสากลที่งานวิจัยล่าสุดได้ตอกย้ำ (EurekAlert)
ในเวทีโลกกำลังเกิดความเห็นพ้องต้องกันว่า การรับมือกับปัญหาการเสพติดโลกออนไลน์ในเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความเข้าใจที่ลึกซึ้ง บทวิเคราะห์ภาพรวมจากงานวิจัย 117 ชิ้นที่ครอบคลุมเด็กกว่า 292,000 คน ซึ่งสรุปโดยสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) พบว่า ปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมกับการเสพติดหน้าจอนั้นเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ กล่าวคือ เด็กที่รู้สึกวิตกกังวล เหงา หรือซึมเศร้า อาจหันเข้าหาโลกออนไลน์เพื่อบรรเทาความรู้สึก จนเกิดพฤติกรรมเสพติด และในทางกลับกัน พฤติกรรมนี้ก็ยิ่งซ้ำเติมปัญหาเดิมให้หนักขึ้นและเพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก (APA) วงจรนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่ซึ่งวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของเยาวชนผูกติดอยู่กับแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างแยกไม่ออก
บริบทของไทยยังมีมิติทางวัฒนธรรมที่แตกต่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เยาวชนไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่หนักที่สุดในโลก โดยเฉพาะ Facebook, LINE และ TikTok และต่างจากประเทศตะวันตกหลายแห่งที่มีกิจกรรมนอกบ้านหรือกลุ่มเพื่อนเล่นอย่างแพร่หลาย ครอบครัวไทยจำนวนมาก (โดยเฉพาะในเมือง) กลับใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือให้ความบันเทิง การเรียนรู้ หรือแม้กระทั่งเป็น ‘พี่เลี้ยงดิจิทัล’ สถานการณ์เช่นนี้สร้างทั้งโอกาสในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และในขณะเดียวกันก็สร้างความเสี่ยงที่น่ากังวล
ผู้เชี่ยวชาญคนสำคัญจากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์เคยให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ไว้ว่า “ทุกวันนี้เราเจอเคสเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหานอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือผลการเรียนตกต่ำจากการเล่นเกมหรือโซเชียลมีเดียจนดึกดื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การจำกัดเวลาหน้าจอ แต่คือการทำความเข้าใจให้ได้ว่าเด็ก ๆ กำลังมองหาอะไรจากโลกเสมือนจริงเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับ การหลีกหนีจากปัญหา หรือการเชื่อมต่อกับผู้อื่น และช่วยให้พวกเขามีทางเลือกอื่นที่ดีต่อสุขภาพกว่า” [Bangkok Post]
ที่ผ่านมา ทั้งในไทยและต่างประเทศมักแก้ปัญหาด้วยมาตรการแบบเหมารวม เช่น การจำกัดเวลาหน้าจออย่างเข้มงวด การแบนอุปกรณ์ในโรงเรียน หรือการห้ามเล่นเกมในบางช่วงเวลา (ดังที่เห็นในบางประเทศของเอเชีย) ทว่าฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกจากงานวิจัยล่าสุดในปี 2025 กลับสนับสนุนแนวทางที่ละเอียดอ่อนและปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลมากขึ้น การบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive-Behavioural Therapy หรือ CBT) ที่ประยุกต์ใช้กับภาวะติดอินเทอร์เน็ตกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยศูนย์จิตเวชหลายแห่งในไทยได้นำร่องใช้โปรแกรม CBT แบบกลุ่มสำหรับวัยรุ่นและพบผลลัพธ์ที่ดีในเบื้องต้น กลยุทธ์เหล่านี้มุ่งสอนให้เด็กรู้จักและจัดการกับสิ่งกระตุ้นที่นำไปสู่การใช้ออนไลน์แบบควบคุมไม่ได้ พัฒนาทักษะการรับมือกับปัญหาแบบอื่น และดึงครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างกิจวัตรที่สมดุลและสร้างสรรค์
ในขณะเดียวกัน เราไม่อาจมองข้ามรากของปัญหาเชิงระบบได้ การระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนวิถีการใช้หน้าจอของเด็กไทยไปอย่างถาวร จากเดิมที่เป็นเพียงความบันเทิง ก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนและเข้าสังคม ในเมื่อการเรียนรู้แบบดิจิทัลยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา นักการศึกษาจึงต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ว่าจะส่งเสริมทักษะดิจิทัลอย่างไรโดยไม่นำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง โครงการนำร่องล่าสุดในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ใช้การเสริมแรงทางบวก โดยให้รางวัลกับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมออฟไลน์และการเข้าสังคมควบคู่ไปกับการสอนทักษะดิจิทัล ก็แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่น่าสนใจ แม้จะยังต้องการข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติม
นักวิชาการยังคงย้ำว่าความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับภาวะเสพติดออนไลน์ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยังมีการถกเถียงในหมู่นักจิตวิทยาและนักการศึกษาว่า “โรคติดอินเทอร์เน็ต” เป็นโรคที่เกิดขึ้นเองโดยตรง หรือเป็นเพียงอาการแสดงออกของปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ เด็กแต่ละคนยังมีความเปราะบางไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะซึมเศร้าหรือสมาธิสั้นอยู่แล้ว ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมเสพติดหน้าจอมากที่สุด (Wikipedia)
ขณะที่งานวิจัยกำลังเพิ่มพูนขึ้น แนวโน้มในอนาคตน่าจะมุ่งเน้นการช่วยเหลือแบบรอบด้าน ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครื่องมือติดตามพฤติกรรมอาจช่วยให้ตรวจพบสัญญาณอันตรายได้เร็วขึ้น แต่ข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและข้อจำกัดด้านทรัพยากรยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในบริบทของไทย ซึ่งความไว้วางใจของประชาชนต่อเครื่องมือสอดส่องดูแลอาจไม่เท่ากับบางประเทศในภูมิภาค
สำหรับแนวทางปฏิบัติที่พ่อแม่ผู้ปกครองและนักการศึกษาสามารถนำไปใช้ได้ทันทีจากข้อมูลล่าสุด มีดังนี้:
- เปลี่ยนจากการจับตาแค่ ‘จำนวนชั่วโมง’ มาเป็นการพูดคุยเรื่อง ‘วิธีการ’ ‘เหตุผล’ และ ‘เวลา’ ที่ใช้ออนไลน์
- เปิดพื้นที่พูดคุยอย่างจริงใจ ชวนให้เด็ก ๆ ได้สำรวจความรู้สึกของตัวเองทั้งก่อนและหลังการใช้งาน
- สังเกตสัญญาณเตือน เช่น การนอนที่ผิดปกติ ผลการเรียนที่แย่ลง การแยกตัวจากครอบครัว หรือการแสดงความทุกข์ใจหลังการปฏิสัมพันธ์บนโลกออนไลน์
- อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หากเด็กแสดงสัญญาณของการเสพติดหรือมีภาวะทางอารมณ์ที่น่าเป็นห่วง
- ให้ความสำคัญกับกิจกรรมออฟไลน์ที่เน้นการเข้าสังคมและการเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อสร้างสมดุลในชีวิต
- สนับสนุนให้โรงเรียนและชุมชนจัดโปรแกรมการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ
ท้ายที่สุด ขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ สังคมจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองจากการมองเทคโนโลยีว่าเป็นเพียง ‘คุณ’ หรือ ‘โทษ’ แต่เพียงด้านเดียว สารจากงานวิจัยทั่วโลกในปี 2025 นั้นชัดเจนว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ ‘รูปแบบ’ การใช้งาน ไม่ใช่ ‘จำนวนชั่วโมง’ การสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับพฤติกรรมเสพติดออนไลน์ และการให้ความช่วยเหลือที่ตรงจุดแก่กลุ่มเสี่ยง จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างแข็งแรง มีภูมิต้านทานทางใจ และสามารถเชื่อมต่อกับโลกรอบตัวได้อย่างมีความสุขทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์
แหล่งข้อมูล: Financial Times, New York Times, Medical Xpress, EurekAlert, American Psychological Association, Wikipedia, Bangkok Post