บทวิเคราะห์ชิ้นล่าสุดจากนักวิจัยชั้นนำที่เผยแพร่ใน Harvard Business Review กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาเปลี่ยนโลกแห่งการทำงานรวดเร็วและกว้างขวางเกินกว่าที่คาดการณ์กันไว้ บทความนี้ไม่ได้พูดถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่กำลังกล่าวถึงความสามารถของ AI ที่เรามีอยู่แล้วในปัจจุบัน พร้อมชี้ชัดว่างานทุกประเภทที่สามารถวัดผลสำเร็จได้ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ และนี่คือจุดเริ่มต้นของคลื่นการเปลี่ยนแปลงครั้งมหาศาลที่จะสั่นสะเทือนทั้งสายงานสร้างสรรค์และอาชีพที่เคยถูกมองว่า “มั่นคง” ทั่วโลก

หัวใจสำคัญของบทความใน Harvard Business Review ที่ชื่อว่า “What Gets Measured, AI Will Automate” คือการมาถึงของ AI โมเดลใหม่ๆ ที่เก่งกาจขึ้น แต่ที่สำคัญคือมีราคาถูกลงและทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น มันไม่ได้ทำได้แค่งานเอกสารซ้ำซากในออฟฟิศ แต่ยังเริ่มก้าวข้ามขีดความสามารถของมนุษย์ในหลายๆ ด้าน “ประสิทธิภาพอันน่าทึ่ง” ของมันในการจัดการกับภาษา ภาพ และวิดีโอ คือสัญญาณว่าอาชีพหลากหลายแขนงกำลังได้รับผลกระทบอย่างจัง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักออกแบบ ช่างภาพ สถาปนิก แอนิเมเตอร์ นักโฆษณา นักวิเคราะห์การเงิน ที่ปรึกษา นักบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี แม้แต่อาชีพที่ต้องอาศัยความรู้ขั้นสูงอย่างกฎหมาย การแพทย์ และวิชาการก็อาจไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะ AI พิสูจน์แล้วว่าสามารถคัดกรองข้อมูลมหาศาล ให้คำปรึกษาเฉพาะทาง หรือแม้กระทั่งสร้างสื่อการเรียนรู้คุณภาพสูงด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิมมาก (hbr.org)

แล้วปรากฏการณ์นี้ส่งผลต่อประเทศไทยอย่างไร? ในฐานะที่ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายทั้งด้านโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจโลก การมาถึงของ AI จึงอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแวดวงการเงินในกรุงเทพฯ ที่นักวิเคราะห์และนักบัญชีกำลังเผชิญความกดดันอย่างหนัก เพราะเครื่องมือ AI สามารถประเมินความเสี่ยงและจัดการภาษีได้ในพริบตา ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของประเทศก็กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก เมื่อเครื่องมือตัดต่อวิดีโอ แต่งภาพ หรือเขียนบทความอัตโนมัติ กลายเป็นที่นิยมในเหล่าเอเจนซี่ แม้ไทยจะมีรากฐานด้านศิลปะและงานฝีมือที่แข็งแกร่ง แต่การปรับตัวรับเทคโนโลยีเหล่านี้คือความจำเป็น เพื่อให้เราสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ข้อมูลล่าสุดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ยิ่งตอกย้ำแนวโน้มดังกล่าว โดยชี้ว่าเกือบสองในสามของตำแหน่งงานในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ซึ่งรวมถึงไทย มีลักษณะงานบางส่วนที่เสี่ยงจะถูกแทนที่โดย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล (ilo.org) ปัจจุบัน บริษัทที่ปรึกษาและสถาบันการเงินหลายแห่งในกรุงเทพฯ ได้เริ่มนำร่องใช้ Generative AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่เกิดขึ้นในตลาดชั้นนำทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนย้ำว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานธุรการหรืองานรูทีนที่คาดกันว่าจะถูกแทนที่เป็นกลุ่มแรก อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งกล่าวว่า “ตอนนี้ AI เข้ามามีบทบาทในงานสร้างสรรค์และงานบริการที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ ซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย หลักสูตรการสอนของเราต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อให้นักศึกษารู้จักใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม” ด้านตัวแทนจากกระทรวงแรงงานก็ยอมรับในทิศทางเดียวกันว่า โครงการ “reskilling” (ปรับทักษะ) และ “upskilling” (เพิ่มทักษะ) คือภารกิจเร่งด่วน เพื่อเตรียมให้ทั้งคนรุ่นใหม่และแรงงานปัจจุบันพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ในภาคสาธารณสุข โรงพยาบาลหลายแห่งในไทยกำลังทดลองใช้เครื่องมือวินิจฉัยโรคที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสามารถประมวลผลประวัติผู้ป่วยและภาพถ่ายทางการแพทย์เพื่อช่วยแพทย์ในการตัดสินใจ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะเชื่อว่าระบบเหล่านี้จะมาแทนที่แพทย์ไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำงานได้อย่างมหาศาล “AI ไม่มีวันแทนที่ความเห็นอกเห็นใจและวิจารณญาณของมนุษย์ได้” ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งกล่าว “แต่มันช่วยย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น ทำให้บุคลากรของเรามีเวลาไปดูแลผู้ป่วยมากขึ้น แทนที่จะหมดไปกับงานเอกสาร” เช่นเดียวกับในแวดวงวิชาการ มหาวิทยาลัยหลายแห่งในไทยเริ่มนำ AI มาใช้สร้างบทเรียนที่ปรับให้เข้ากับผู้เรียนแต่ละคน เพื่อมอบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่ Harvard Business Review ได้วิเคราะห์ไว้

ผลกระทบต่อสังคมไทยนั้นลึกซึ้งและครอบคลุมในหลายมิติ ตั้งแต่การจ้างงาน การศึกษา ไปจนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ การมาของ AI ครั้งนี้แตกต่างจากการใช้ระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรมที่เคยเปลี่ยนโฉมโรงงานในไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะมันส่งผลกระทบข้ามสายงานมาถึงกลุ่มพนักงานออฟฟิศและผู้ที่ทำงานใช้ความรู้ ซึ่งจำเป็นต้องมีแนวทางใหม่ในการพัฒนาแรงงาน ในอดีต คนไทยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความสามารถในการปรับตัวสูง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดรับการเงินดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ หรือการแพทย์ทางไกลหลังวิกฤตโควิด-19 แต่การเปลี่ยนแปลงระลอกนี้ต้องการมาตรการที่เป็นระบบยิ่งกว่าเดิม ทั้งความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (safety net) ที่แข็งแกร่งสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อมองไปข้างหน้า การเติบโตของระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยการวัดผลได้สร้างทั้งโอกาสและคำถามใหม่ๆ แม้บางฝ่ายจะกังวลว่าจะเกิดการสูญเสียตำแหน่งงานจำนวนมหาศาล แต่คนอีกกลุ่มกลับมองเห็นอนาคตที่มนุษย์จะเป็นอิสระจากงานซ้ำซาก และหันไปทำงานที่ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจ การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์อย่างแท้จริง ในเวทีเสวนาที่จัดโดยสถาบันคลังสมองชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้ร่วมเสวนาได้ให้ข้อสรุปว่า “ความท้าทายของไทยไม่ใช่การต่อต้าน AI แต่คือการนำ AI มาใช้ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบสาธารณสุข การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม หรือการยกระดับคุณภาพชีวิตในการทำงาน”

สำหรับคนไทยทุกคน นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าการปรับตัวเชิงรุกคือกุญแจสำคัญ ทุกคนในทุกสายอาชีพควรเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับ AI ไม่ใช่ในฐานะภัยคุกคาม แต่ในฐานะเครื่องมือชิ้นใหม่ที่ทรงพลัง นายจ้างควรลงทุนจัดการอบรมเพื่อสร้างทักษะแบบผสมผสาน (hybrid skills) ที่รวมความสามารถด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายก็สามารถสร้างความมั่นคงทางสังคมได้โดยสนับสนุนให้แรงงานเข้าถึงการฝึกอบรมทักษะใหม่ๆ ได้อย่างทั่วถึง ในระดับบุคคล การสร้างความยืดหยุ่น ความใฝ่รู้ และความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คนไทยก้าวไปข้างหน้าในโลกที่หมุนเร็วใบนี้ได้

สำหรับผู้ที่ยังกังวลกับความเร็วและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองเริ่มจากก้าวเล็กๆ เช่น ลองหาคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับพื้นฐาน AI ทดลองใช้เครื่องมือสร้างสรรค์ต่างๆ หรือเข้าร่วมกลุ่มสนทนาออนไลน์ที่พูดคุยเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยี การเข้าไปมีส่วนร่วมกับการปฏิวัติ AI อย่างจริงจัง คือหนทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และสร้างสังคมที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และก้าวสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นคง

แหล่งข้อมูล: