ประเด็นร้อนกลับมาอีกครั้ง เมื่องานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การดื่มน้ำอัดลมไดเอทอาจช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าการดื่มน้ำเปล่าในคนบางกลุ่ม เรื่องนี้ทำเอานักวิจัยและนักโภชนาการต้องออกมาแสดงความเห็นกันยกใหญ่ กระแสนี้ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งหลังมีการหยิบยกงานวิจัยเก่ามาพูดถึงในโซเชียลมีเดีย ซึ่งระบุว่าคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลทุกวัน (แทนที่จะดื่มน้ำเปล่า) สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลาหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยดังกล่าวได้สร้างทั้งความหวังและความกังวลในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ด้านสุขภาพที่คนไทยกำลังเผชิญกับภาวะโรคอ้วนและโรคจากการเผาผลาญที่เพิ่มสูงขึ้น
คำถามที่ว่า “น้ำอัดลมไดเอทดีกว่าน้ำเปล่าสำหรับการลดน้ำหนักจริงหรือ?” ไม่ใช่แค่หัวข้อไวรัลใน TikTok เท่านั้น แต่มันยังเป็นคำถามที่สำคัญสำหรับคนไทยหลายล้านคน เนื่องจากประเทศไทยมีอัตราผู้ป่วยโรคอ้วนและโรคเรื้อรังสูงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับความนิยมในเครื่องดื่มรสหวานและเครื่องดื่มทางเลือกแบบไม่มีแคลอรี ล่าสุด สื่อใหญ่อย่าง Daily Mail ก็หยิบประเด็นนี้มาขยี้อีกครั้ง ท่ามกลางความอยากรู้และความกังขาของผู้คนเกี่ยวกับสารให้ความหวานแทนน้ำตาลและผลกระทบที่ซับซ้อนต่อการควบคุมน้ำหนัก (dailymail.co.uk)
จากบทความดังกล่าวและงานวิจัยที่ถูกอ้างอิง พบว่าผู้ใหญ่ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนที่ดื่มน้ำอัดลมไดเอททุกวันเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมลดน้ำหนัก สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ยมากกว่าคนที่ดื่มน้ำเปล่าถึงสองเท่า ในงานวิจัยแบบสุ่มชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2015 ได้แบ่งอาสาสมัคร (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัย 40 ปี) ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งดื่มน้ำอัดลมไดเอทวันละสองกระป๋อง ขณะที่อีกกลุ่มดื่มน้ำเปล่าในปริมาณเท่ากัน ทั้งสองกลุ่มปฏิบัติตามแผนการกินและออกกำลังกายที่คล้ายกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ โดยนักวิจัยได้จัดหาน้ำอัดลมไดเอทจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกให้ หลังจากผ่านไปหนึ่งปี กลุ่มที่ดื่มน้ำอัดลมไดเอทลดน้ำหนักได้เฉลี่ยเกือบ 13.7 ปอนด์ (ราว 6.2 กิโลกรัม) เทียบกับกลุ่มดื่มน้ำเปล่าที่ลดได้ 5.4 ปอนด์ (ราว 2.4 กิโลกรัม) (PMC4744961, รายงานข่าวโดย NBC News)
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ากลไกสำคัญอาจเป็นเพราะเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานช่วยตอบสนองความอยากน้ำตาลได้โดยไม่มีแคลอรี ทำให้คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะหยิบขนมขบเคี้ยวแคลอรีสูงน้อยลง ดร. แมเรียน เนสเซิล นักโภชนาการชื่อดังจาก NYU Langone อธิบายกับ Daily Mail ว่า “หลักการง่ายๆ คือ น้ำหนักจะขึ้นก็ต่อเมื่อเรากินแคลอรีเข้าไปมากกว่าที่ร่างกายเผาผลาญ ดังนั้นอะไรก็ตามที่ช่วยลดแคลอรีที่ได้รับก็ย่อมช่วยได้ ทั้งน้ำเปล่าและน้ำอัดลมไดเอทต่างก็ไม่มีแคลอรี แต่เครื่องดื่มไดเอทมีสารเคมีให้ความหวานที่อาจกระตุ้นความอยากอาหารของเรา ซึ่งงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของน้ำอัดลมไดเอทก็ยังให้ผลลัพธ์ที่หลากหลาย ในขณะที่น้ำเปล่านั้นเป็นกลางโดยธรรมชาติ”
ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ด้านการรักษาโรคอ้วนจากศูนย์การแพทย์ชั้นนำในเม็กซิโก ตั้งข้อสังเกตว่า “งานวิจัยที่ชี้ว่าคนที่ดื่มเครื่องดื่มสารให้ความหวานแทนน้ำตาลลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ดื่มน้ำเปล่าอาจทำให้หลายคนประหลาดใจ แต่มันสอดคล้องกับสิ่งที่ผมเห็นในหน้างานจริง สำหรับคนไข้บางราย รสชาติหวานที่คุ้นเคยช่วยให้พวกเขายังคงทำตามแผนได้ พวกเขามีโอกาสน้อยที่จะกินเยอะเกินพิกัดในภายหลัง รู้สึกไม่ถูกจำกัดจนเกินไป และมีแนวโน้มที่จะยึดตามแผนได้มากกว่า ไม่ใช่ว่าไดเอทโค้กมีเวทมนตร์วิเศษอะไร แต่มันช่วยป้องกันพฤติกรรมที่ไม่ดี (อย่างการตบะแตก) ได้”
แม้จะมีผลการวิจัยเช่นนั้น แต่ก็ยังมีข้อควรระวังที่สำคัญ งานวิจัยในอดีตส่วนใหญ่มีระยะเวลาติดตามผลค่อนข้างสั้น และมักมีผู้เข้าร่วมที่มีนิสัยดื่มน้ำอัดลมไดเอทอยู่แล้ว เมื่อมีการทำวิจัยแบบเดียวกันซ้ำอีกครั้งในปี 2023 ที่มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล พบว่าข้อได้เปรียบในการลดน้ำหนักจากการดื่มน้ำอัดลมไดเอทลดลงจนไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้เข้าร่วมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความอยากเครื่องดื่มรสหวาน นี่จึงชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างของแต่ละบุคคลในเรื่องความอยากและพฤติกรรมการบริโภคอาจมีบทบาทสำคัญ (biolayne.com)
นอกจากนี้ แคโรไลน์ ซูซี่ นักกำหนดอาหารและโฆษกของสถาบันโภชนาการและการกำหนดอาหาร (Academy of Nutrition and Dietetics) ย้ำว่า “น้ำเปล่ายังคงเป็น ‘มาตรฐานที่ดีที่สุด’ สำหรับการให้ความชุ่มชื้นแก่ร่างกายและการลดน้ำหนัก” แต่เธอก็ยอมรับว่า “เมื่อเครื่องดื่มแคลอรีต่ำหรือไม่มีแคลอรีเข้ามาแทนที่เครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูง ก็สามารถช่วยลดปริมาณพลังงานโดยรวมได้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการลดน้ำหนัก สำหรับคนที่พยายามลดน้ำตาลแต่ยังต้องการรสชาติ เครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานอาจช่วยให้พวกเขาทำตามแผนและหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มทางเลือกที่มีแคลอรีสูงกว่าได้”
บริบทของสังคมไทย
สำหรับบริบทของไทยเรา ข้อมูลนี้ยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการบริโภคเครื่องดื่มผสมน้ำตาลสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอัตราโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาตรการภาษีความหวานและส่งเสริมเครื่องดื่มทางเลือกแคลอรีต่ำ แต่ความกังวลเกี่ยวกับสารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ยังคงมีอยู่ ชั้นวางเครื่องดื่มในไทย ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อในกรุงเทพฯ ไปจนถึงจุดพักรถบนทางหลวง ล้วนเต็มไปด้วยน้ำอัดลมทั้งสูตรปกติและสูตรไดเอท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของคำแนะนำที่ชัดเจนสำหรับผู้บริโภค
แม้ว่าน้ำอัดลมไดเอทอาจมีศักยภาพในการช่วยลดน้ำหนักได้ในบางเงื่อนไข แต่ฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ในภาพรวมยังคงระมัดระวัง การทบทวนวรรณกรรมขนาดใหญ่และการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analyses) หลายชิ้น รวมถึงการทบทวนงานวิจัย 17 ชิ้นในปี 2022 พบว่าการเปลี่ยนจากเครื่องดื่มรสหวานมาเป็นเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลอาจส่งผลให้น้ำหนักเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และผลลัพธ์อาจไม่ชัดเจนนักหากไม่ได้อยู่ภายใต้โปรแกรมควบคุมอาหารที่เข้มงวด (Harvard Health Blog, Rutgers) ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบริโภคสารให้ความหวานอย่างแอสปาร์แตมและแซ็กคารินในปริมาณสูงและต่อเนื่อง สารเหล่านี้ถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถึงความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นกับโรคมะเร็ง การรบกวนการเผาผลาญกลูโคส เพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ในเชิงลบ (Wikipedia - Artificial sweetener)
นักกำหนดอาหารชาวแคนาดาจาก MyHealthTeam ชี้ว่า “การเลือกดื่มน้ำอัดลมไดเอทแทนน้ำเปล่าอาจยิ่งทำให้เราติดรสหวาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมความอยากอาหาร หรือทำให้เรามองหาอาหารรสหวานอื่นๆ เพิ่มเติม ในทางกลับกัน น้ำเปล่าจะช่วยรีเซ็ตต่อมรับรสของเราให้เป็นกลาง และเชื่อมโยงกับสัญญาณความกระหายและความหิวของร่างกายได้ดีกว่า ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ของเรากับอาหารและไลฟ์สไตล์โดยรวม นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ว่าสารให้ความหวานอาจเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ในทางลบ ซึ่งสุขภาพของจุลินทรีย์ในลำไส้มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว โดยความไม่สมดุลของจุลินทรีย์อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอ้วนและทำให้การลดน้ำหนักยากขึ้น”
องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังได้เน้นย้ำถึงหลักฐานที่ยังค่อนข้างอ่อนและไม่สอดคล้องกันเกี่ยวกับประโยชน์ของเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลในการควบคุมน้ำหนัก พร้อมเตือนว่าการศึกษาส่วนใหญ่เป็นแบบระยะสั้นและอาจไม่เผยให้เห็นผลเสียที่เกิดขึ้นในระยะยาว (WHO non-sugar sweetener guideline) ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานด้านสุขภาพในระดับภูมิภาค รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย จึงแนะนำให้บริโภคในปริมาณที่พอเหมาะและให้ความสำคัญกับคุณภาพของอาหารโดยรวม แทนที่จะพึ่งพาเครื่องดื่มไดเอท
สำหรับสังคมไทย การใช้เครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมที่ชอบรสหวาน การตลาดที่สร้างภาพลักษณ์ของคำว่า “ไดเอท” และ “สุขภาพ” และการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ร้านค้ารถเข็นข้างทางมักมีเครื่องดื่มยอดนิยมทั้งสูตรหวานปกติและสูตรหวานน้อย ซึ่งสะท้อนทั้งความต้องการของผู้บริโภคและแรงผลักดันจากนโยบายด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้การใช้เครื่องดื่มไดเอทในปริมาณจำกัดอาจให้ประโยชน์ในระยะสั้นสำหรับผู้ที่พยายามลดการบริโภคน้ำตาล “แต่ทางออกในระยะยาวอยู่ที่การสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ มากกว่าการแทนที่สารให้ความหวานชนิดหนึ่งด้วยอีกชนิดหนึ่ง”
มองไปข้างหน้า
ในอนาคต การศึกษาจะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อค้นหาว่าปัจจัยส่วนบุคคล เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมการกิน จุลินทรีย์ในลำไส้ และการตอบสนองทางจิตใจ มีผลต่อการที่คนๆ หนึ่งจะได้รับประโยชน์หรือผลเสียจากการเปลี่ยนน้ำเปล่ามาเป็นเครื่องดื่มแคลอรีต่ำอย่างไร จนกว่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้ คำแนะนำทางการแพทย์ส่วนใหญ่ยังคงเน้นไปที่ความพอดี การตระหนักรู้ในตนเอง และการให้ความสำคัญกับรูปแบบการกินที่สมดุลและยั่งยืน คำแนะนำที่กระชับของ ดร. เนสเซิล ยังคงใช้ได้ดีเสมอ: “การควบคุมน้ำหนักเป็นเรื่องของภาพรวมของอาหารทั้งหมด ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มหรืออาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง”
คำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านชาวไทยคือ อาจใช้น้ำอัดลมไดเอทเป็นครั้งคราวในฐานะ “ตัวช่วยในช่วงเปลี่ยนผ่าน” เพื่อลดความอยากหวานเมื่อกำลังลดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล แต่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องดื่มหลักหรือทดแทนน้ำเปล่าในระยะยาว การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพิ่มการกินผัก ผลไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ด และจำกัดเครื่องดื่มรสหวานทุกชนิด ไม่ว่าจะใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ ยังคงเป็นกลยุทธ์ด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด สำหรับผู้ที่มีข้อกังวลด้านสุขภาพโดยเฉพาะ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ก่อนทำการเปลี่ยนแปลงการกินครั้งสำคัญ ท้ายที่สุด ประเด็นถกเถียงเรื่องน้ำอัดลมไดเอทกับน้ำเปล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ทางโภชนาการมีการพัฒนาอยู่เสมอ และแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่แต่ละคนต้องค้นหาแนวทางที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และสุขภาวะที่ดีในระยะยาวของตนเอง
แหล่งข้อมูล: