งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ กำลังเผยให้เห็นข้อมูลน่าตกใจเกี่ยวกับภาวะอุ้งเชิงกรานทำงานผิดปกติ (Pelvic Floor Dysfunction หรือ PFD) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงมากถึงครึ่งหนึ่งต้องเผชิญในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต รายงานล่าสุดใน The Conversation ชี้ว่าภาวะนี้ไม่ได้เกิดกับคุณแม่หลังคลอดเท่านั้น แต่ยังพบได้บ่อยในผู้หญิงสายแอคทีฟที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งถือเป็นปัญหาสุขภาพที่ใกล้ตัวและรุนแรงกว่าที่เคยเข้าใจกันมา การค้นพบนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้หญิงไทยว่าเราจะป้องกัน ตรวจหา และให้ความสำคัญกับสุขภาพอุ้งเชิงกรานในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

ภาวะอุ้งเชิงกรานผิดปกติ คือการที่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณอุ้งเชิงกรานไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จนเกิดอาการได้สารพัด ตั้งแต่ปัสสาวะเล็ด อวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน ไปจนถึงความรู้สึกเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ แล้วผู้หญิงไทยใส่ใจสุขภาพอุ้งเชิงกรานของตัวเองมากแค่ไหน? ในยุคที่เทรนด์การออกกำลังกายอย่าง HIIT, ครอสฟิต และการวิ่งมาราธอนกำลังมาแรง ปัญหานี้อาจใกล้ตัวเรากว่าที่คิด สถิติล่าสุดเผยว่าในกลุ่มผู้หญิงที่ออกกำลังกายหนัก มีโอกาสเกิดอาการสูงถึง 63% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและตอกย้ำว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกวัยและทุกไลฟ์สไตล์ต้องให้ความสำคัญ

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเปรียบเสมือน “เปลญวน” ที่คอยพยุงอวัยวะสำคัญอย่างกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และมดลูก ทั้งยังทำหน้าที่ควบคุมการขับถ่าย ช่วยในการทรงตัว และเสริมความแข็งแรงให้แกนกลางลำตัว แต่เหตุการณ์ในชีวิตอย่างการตั้งครรภ์ การคลอดบุตร วัยหมดประจำเดือน หรือแม้กระทั่งการยกของหนักในชีวิตประจำวัน ก็สามารถทำให้กล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนแอหรือตึงเครียดได้ และที่สำคัญ ผู้หญิงที่ไม่เคยมีบุตรก็สามารถประสบปัญหานี้ได้ โดยเฉพาะผู้ที่ทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงหรือเคลื่อนไหวซ้ำๆ เพราะแรงดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้นจากการยกของหนักหรือกีฬาที่มีแรงกระแทกสูง สามารถทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแอลงได้หากไม่เคยฝึกบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้มาก่อน

ด้วยวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับความสงบเสงี่ยมและไม่นิยมพูดเรื่องส่วนตัวอย่างเปิดเผย ทำให้การพูดคุยเรื่องสุขภาพอุ้งเชิงกรานและระบบสืบพันธุ์กลายเป็นเรื่องที่ถูกมองข้าม ซึ่งอาจบดบังขอบเขตของปัญหาที่แท้จริง ทั้งที่อาการต่างๆ เช่น ปัสสาวะหรืออุจจาระเล็ดเวลาไอหรือออกกำลังกาย, รู้สึกหน่วงๆ ที่ท้องน้อย, มีก้อนเนื้อยื่นจากช่องคลอด (ภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน), เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์, พฤติกรรมการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป รวมถึงผลกระทบทางใจอย่างความอับอายและความมั่นใจที่ลดลง ล้วนเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยและบั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างมหาศาล ข้อมูลจากโรงพยาบาลในไทยและภูมิภาคก็สอดคล้องกับผลการศึกษาในต่างประเทศ โดยแผนกนรีเวชวิทยารายงานว่ามีผู้ป่วยหญิงที่มีอาการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (BMJ Open)

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเน้นย้ำว่า แม้ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงและความเครียดทางร่างกายระหว่างตั้งครรภ์และคลอดบุตรจะเป็นสาเหตุหลักที่รู้จักกันดี แต่เทรนด์การเข้ายิมที่เพิ่มขึ้น การทำงานที่ต้องใช้แรง และอาการท้องผูกเรื้อรัง ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสตรีในโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ กล่าวว่า “คนไข้จำนวนมากที่มาพบเราด้วยภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงหรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ คือกลุ่มคนรักการออกกำลังกายหรือคนวัยทำงานรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่คุณแม่หรือผู้สูงวัยเท่านั้น”

แม้จะเป็นภาวะที่พบได้บ่อย แต่กลับถูกวินิจฉัยน้อย เพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่าอาการเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของวัยที่เพิ่มขึ้นหรือการเป็นผู้หญิง ผู้เชี่ยวชาญจึงกระตุ้นให้สังเกตอาการแต่เนิ่นๆ ซึ่งสัญญาณเตือนที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะหรืออุจจาระเล็ดโดยไม่ได้ตั้งใจ, รู้สึกหน่วงหรือเหมือนมีก้อนตุงในช่องคลอด, ปัสสาวะหรืออุจจาระไม่สุด, ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ และเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ “ความอายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าขอความช่วยเหลือ แต่การวินิจฉัยที่รวดเร็วและการทำกายภาพบำบัดแต่เนิ่นๆ สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล” พยาบาลด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในภาคเหนือกล่าว (Australian Journal of General Practice, NHS Pelvic Floor Disorders)

แล้วอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง? ในบริบทของไทย อัตราการเพิ่มขึ้นของภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน เบาหวาน และโรคเมตาบอลิก ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ภาวะอุ้งเชิงกรานผิดปกติเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ อาการท้องผูกเรื้อรังที่พบบ่อยในผู้ที่ทานอาหารกากใยน้อย และพฤติกรรมการอั้นปัสสาวะ ก็ทำให้กล้ามเนื้อต้องรับภาระหนักเช่นกัน ขณะเดียวกัน การเล่นกีฬาบางประเภทและการทำงานบางอย่างโดยขาดการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่ถูกต้อง ก็ยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงให้มากขึ้น

การดูแลเบื้องต้นอย่างการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เคเกล”) ถือเป็นด่านแรกของการป้องกัน แต่ผู้หญิงจำนวนมากยังไม่รู้วิธีฝึกที่ถูกต้อง รายงานของ The Conversation ได้แนะนำวิธีฝึกง่ายๆ ว่า “ลองจินตนาการว่ากำลังพยายามกลั้นผายลม ให้ขมิบและยกกล้ามเนื้อส่วนนั้นขึ้น จากนั้นจินตนาการว่ากำลังกลั้นปัสสาวะ ให้ยกล้ามเนื้อทั้งสองส่วนเข้าหาแกนกลางลำตัว ค้างไว้ แล้วค่อยๆ ผ่อนคลาย ทำซ้ำ” การฝึกเป็นประจำจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน พร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ อายุที่มากขึ้น หรือการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง ปัจจุบัน สูตินรีแพทย์และนักกายภาพบำบัดในไทยแนะนำให้ผู้หญิงทุกช่วงวัยฝึกบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้ ไม่ใช่แค่ช่วงหลังคลอดหรือในวัยสูงอายุ แต่ยังรวมถึงสายสปอร์ต คุณแม่มือใหม่ หรือแม้กระทั่งเด็กผู้หญิง เพื่อปลูกฝังความรู้ด้านการป้องกันสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ (Cochrane Library)

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั่วไทยเห็นตรงกันว่า การป้องกันนั้นทั้งได้ผล เข้าถึงง่าย และทำได้จริง แต่ยังไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงเท่าที่ควร แม้ระบบสาธารณสุขจะเปิดโอกาสให้เข้าถึงนักกายภาพบำบัดด้านสุขภาพสตรีได้ แต่ความตระหนักรู้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ โดยเฉพาะนอกเขตเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอุ้งเชิงกรานในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “ด้วยการฝึกที่ถูกต้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในไม่กี่เดือน เราต้องทำให้การพูดคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ และทำให้ผู้หญิงเข้าใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือสิ่งที่ต้องทนอยู่กับมันเงียบๆ” นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่าสุขนิสัยที่ดีในการเข้าห้องน้ำ เช่น หลีกเลี่ยงการเข้าห้องน้ำ “เผื่อไว้” และไม่เบ่งขณะขับถ่าย ก็เป็นกลยุทธ์ป้องกันที่สำคัญเช่นกัน การดื่มน้ำให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีกากใยสูง และยกของอย่างถูกวิธีก็ช่วยลดภาระของกล้ามเนื้อได้

ในอดีต สุขภาพอุ้งเชิงกรานของผู้หญิงไทยได้รับการดูแลผ่านภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่าง “การอยู่ไฟ” แต่เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไป การดูแลขั้นพื้นฐานเช่นนี้ก็ลดน้อยลง ประกอบกับสังคมสูงวัย การมีบุตรช้าลง และไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้แรงมากขึ้น ทำให้การดูแลสุขภาพอุ้งเชิงกรานเชิงรุกกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาวะที่ดีของผู้หญิงตลอดช่วงชีวิต ที่น่ากังวลคือ งานวิจัยชี้ว่าผู้หญิงไทยกว่าครึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้ไม่เคยไปพบแพทย์ เพราะความเชื่อผิดๆ หรือความอับอาย (วารสารการแพทย์ศิริราช) ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม

ในอนาคต มุมมองต่อภาวะอุ้งเชิงกรานผิดปกติกำลังเปลี่ยนไป โดยแพทย์และผู้กำหนดนโยบายต่างตระหนักว่านี่คือปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ในปี 2566 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกแนวทางปฏิบัติฉบับปรับปรุงสำหรับสูตินรีแพทย์และนักกายภาพบำบัด โดยสนับสนุนให้มีการคัดกรองอาการที่เกี่ยวกับอุ้งเชิงกรานเป็นประจำในการตรวจสุขภาพ การฝากครรภ์ และการตรวจหลังคลอด นอกจากนี้ องค์กรสตรีในไทยยังเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อบูรณาการความรู้เรื่องอุ้งเชิงกรานเข้ากับการศึกษาด้านสุขภาพในระดับชุมชน ขณะที่เทรนด์โลกก็มีแอปพลิเคชันและอุปกรณ์สวมใส่ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานกำลังได้รับความนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับผู้หญิงไทยทุกคน ข้อความสำคัญที่ต้องตระหนักคือ: ภาวะอุ้งเชิงกรานผิดปกติเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องยอมทน การเข้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันคือกุญแจสำคัญ หากคุณมีอาการปัสสาวะเล็ดโดยไม่ทราบสาเหตุ รู้สึกหน่วงในอุ้งเชิงกราน หรือมีอาการน่าสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีบริการให้การดูแลรักษาทั่วประเทศ ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน รวมถึงนักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอุ้งเชิงกรานโดยเฉพาะ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์ของโรงพยาบาลชั้นนำ กรมอนามัย และองค์กรระดับนานาชาติ เช่น สมาคมนรีเวชวิทยาทางเดินปัสสาวะนานาชาติ (International Urogynecological Association)

ท้ายที่สุด ผู้หญิงไทยทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือมีไลฟ์สไตล์แบบไหน จะได้รับประโยชน์จากการทำความเข้าใจเรื่องอุ้งเชิงกรานของตนเองและลงมือดูแลอย่างจริงจัง การเริ่มต้นพูดคุยเรื่องนี้กับลูกสาว คุณแม่ และเพื่อนๆ ถือเป็นการสร้างพลังให้แก่กัน และเป็นก้าวแรกที่จะทำให้สุขภาพอุ้งเชิงกรานกลายเป็นส่วนสำคัญของสุขภาวะที่ดีในชีวิตประจำวัน