งานวิจัยและประสบการณ์ตรงชิ้นใหม่ๆ กำลังเข้ามาเปลี่ยนความเข้าใจที่เรามีต่อคำว่า “ความสนุก” สำหรับคนเป็นพ่อแม่ในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง ผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ว่าการมีลูกไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตประจำวัน แต่ยังพลิกโฉมประสบการณ์เกี่ยวกับความสุข ความรื่นรมย์ และการพักผ่อนไปทั้งหมด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนิยามของความสนุกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อครอบครัวไทย ที่ต้องปรับตัวอยู่ระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับแรงกดดันของโลกยุคใหม่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว

สำหรับหลายๆ คน การก้าวเข้าสู่บทบาทพ่อแม่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความคิดเรื่องความสุขแบบเดิมๆ ต้องถูกโยนทิ้งไป บทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์ The Times ที่กลายเป็นไวรัลในหัวข้อ “ทุกคนกำลังสนุกกันอยู่หรือเปล่า? การเป็นพ่อแม่ได้เปลี่ยนมุมมองต่อช่วงเวลาดีๆ ของฉันไปอย่างไร” สรุปหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไว้ว่า การเป็นพ่อแม่ไม่ได้พรากความสนุกไปจากชีวิต แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบและแก่นแท้ของมันต่างหาก ผู้เขียนเล่าว่าก่อนจะมีลูก ความสนุกคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ปุบปับ เป็นกิจกรรมที่ได้ทำกับเพื่อนฝูง หรือกระทั่งเป็นเครื่องยืนยันคุณค่าในตัวเอง แต่เมื่อต้องมารับบทพ่อแม่ แรงกดดันที่ต้อง “สร้าง” ความสนุกให้ลูกกลับกลายเป็นภาระหนักอึ้ง และบางครั้งก็ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม จนกระทั่งพ่อแม่ได้เรียนรู้ที่จะปล่อยวางความสนุกที่ต้องเค้นสร้างขึ้นมา แล้วหันมาซึมซับความผูกพันที่แท้จริงและช่วงเวลาเรียบง่ายที่ได้หัวเราะไปด้วยกันแทน The Times

มุมมองส่วนตัวนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่ใครหลายคนรู้สึกร่วม แต่ยังสอดคล้องกับแนวโน้มใหญ่ที่ปรากฏในงานวิจัยด้านจิตวิทยาและครอบครัวศึกษาล่าสุด รายงานอนาคตของการเลี้ยงลูกปี 2025 (The Bump’s 2025 Future of Parenting Report) ซึ่งสำรวจพ่อแม่ยุคใหม่กว่า ๑,๐๐๐ คน พบว่า พ่อแม่มือใหม่เกือบ ๘๘% เชื่อว่าประสบการณ์ที่ได้ทำร่วมกันคือหัวใจของความสุขและความสนุกที่ยั่งยืนของครอบครัว ไม่ใช่ของขวัญหรือวัตถุสิ่งของ รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการพยายามสร้าง “ความสนุกตามตาราง” ที่วางแผนมาอย่างดี ไปสู่การเปิดรับการเล่น ความผูกพันทางอารมณ์ หรือแม้แต่การทำเรื่องตลกๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งตรงกับสิ่งที่ผู้เขียนบทความได้ค้นพบว่า “ความสนุกมักจะแพ้ทางความคาดหวัง ยิ่งพยายามเค้นมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งหนีห่างออกไป” BusinessWire

ผลการศึกษาเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมอย่างประเทศไทย ซึ่งค่านิยมดั้งเดิมเกี่ยวกับบทบาทพ่อแม่ โดยเฉพาะภาพ “แม่ผู้เสียสละและอดทนเสมอ” ยังคงมีอิทธิพลอย่างสูง ขณะที่สังคมไทยเปิดรับอิทธิพลจากโลกมากขึ้น พ่อแม่ไทยก็ต้องเผชิญกับภาพ “พ่อแม่ในฝัน” ที่เห็นเกลื่อนโซเชียลมีเดีย ทั้งแรงกดดันที่ต้องจัดตารางกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการไม่รู้จบ งานวันเกิดสุดอลังการ และทริปครอบครัวที่ต้องมีรูปสวยๆ ลงอินสตาแกรม อย่างไรก็ตาม บทความและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญล่าสุดชี้ว่า การพยายามสร้างความสนุกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ตลอดเวลา อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอและหมดไฟ ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจในต่างประเทศที่พบว่าพ่อแม่ยุคใหม่มีภาวะหมดไฟและรู้สึกโดดเดี่ยวในระดับสูง (New York Post)

การเปลี่ยนแปลงนิยามของความสนุกในการเป็นพ่อแม่ได้กลายเป็นหัวข้อการศึกษาเชิงวิชาการไปแล้ว งานวิจัยต่างๆ ที่ถูกอ้างอิงในสื่อทั่วโลกและในไทย รวมถึงข้อมูลที่สรุปโดย WGSN Mindset สำหรับรายงานของ The Bump ปี 2025 ได้ชี้ให้เห็น ๔ แนวโน้มสำคัญที่กำลังก่อตัวขึ้น ดังนี้

  1. ให้ค่าประสบการณ์มากกว่าวัตถุ: พ่อแม่ส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัลเป็นสิ่งของมาเป็นการสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน โดยเน้นความสุขง่ายๆ อย่างการเล่นนอกบ้าน การกินข้าวพร้อมหน้า หรือการเล่านิทานให้กันฟัง มากกว่าการไปเที่ยวแพงๆ หรือซื้อของเล่นใหม่ล่าสุด ซึ่งถือเป็นการปฏิเสธกระแสบริโภคนิยมและเป็นวิธีสร้างความผูกพันที่แท้จริง
  2. เลี้ยงลูกอย่างใส่ใจ ไม่ใช่แค่เชื่อมต่อ: แม้ “หมู่บ้านดิจิทัล” จะเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายในการจัดการเวลาหน้าจอของทั้งลูกและพ่อแม่เอง ปัจจุบันพ่อแม่จำนวนมากจึงเริ่มกำหนดขอบเขตการใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับการเล่นและพูดคุยกันจริงๆ นอกจอ
  3. ให้ความสำคัญกับสุขภาวะ: เมื่อความเครียดของพ่อแม่และความวิตกกังวลในเด็กเพิ่มสูงขึ้น การดูแลสุขภาพใจจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ พ่อแม่หันมาเป็นต้นแบบที่ดีในการจัดการอารมณ์ จัดเวลาพักผ่อน และอาจนำกิจกรรมฝึกสติหรือโยคะมาใช้เพื่อดูแลสุขภาพจิตของทุกคนในครอบครัว
  4. เฉลิมฉลองรากเหง้าและวัฒนธรรม: พ่อแม่ยุคใหม่กระตือรือร้นที่จะให้ลูกๆ ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่หลากหลายมากขึ้น สำหรับในไทย กระแสนี้สะท้อนออกมาเป็นการหวนกลับมาให้ความสนใจการละเล่นพื้นบ้าน เทศกาลท้องถิ่น และประสบการณ์การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญก็ช่วยตอกย้ำถึงนิยามความสนุกที่เปลี่ยนไป ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกท่านหนึ่งให้คำแนะนำผ่านบทความใน Parents.com ว่า “ต้องทำให้แน่ใจว่าเวลาของลูกมีความสมดุล ระหว่างช่วงเวลาที่มีตารางกิจกรรมชัดเจน กับช่วงเวลาที่ปล่อยว่าง เพื่อให้มีทั้งจังหวะ ‘หายใจเข้า’ (คือการออกไปเรียนรู้โลกภายนอก) และจังหวะ ‘หายใจออก’ (คือการได้อยู่บ้านและเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ)” ขณะที่นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งเปรียบเปรยภาวะอดนอนและความไม่แน่นอนของการเป็นพ่อแม่มือใหม่ว่าเหมือนการฝึกสมาธิ โดยกล่าวว่า “การมีลูกคือแบบฝึกหัดเรื่องการปล่อยวางและยอมรับความจริงขั้นสุดยอดของพุทธศาสนา” ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าจะเข้าถึงครอบครัวไทยที่คุ้นเคยกับหลักการ “อยู่กับปัจจุบัน” ได้ไม่ยาก Parents.com

สำหรับพ่อแม่ชาวไทย งานวิจัยและคำแนะนำยุคใหม่เหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดในวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นอย่างดี ค่านิยมครอบครัวไทยแต่เดิมให้ความสำคัญกับ สนุก (sanuk) ซึ่งเป็นปรัชญาของการค้นหาความรื่นเริงและความสุขในชีวิตประจำวัน ในอดีต ความสนุกของครอบครัวไทยมักเป็นเรื่องเรียบง่าย เช่น การไปเที่ยวงานวัด การวิ่งเล่นกับเพื่อนบ้าน หรือการนั่งล้อมวงกินอาหารอร่อยๆ พร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนสู่สังคมเมืองและดิจิทัลมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจึงสนับสนุนให้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ผ่อนคลายเหล่านี้กลับคืนมา พร้อมกับเตือนให้ระวังความเหนื่อยล้าจากการต้องสร้างภาพอยู่ตลอดเวลา

บริบททางประวัติศาสตร์ก็มีส่วนต่อวิธีที่สังคมไทยปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ การเปลี่ยนจากครอบครัวขยายในชนบทมาสู่ครอบครัวเดี่ยวในเมืองช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนรูปแบบการพักผ่อนและความใกล้ชิดในครอบครัวไปโดยสิ้นเชิง และการระบาดของโควิด-19 ก็เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น โดยทำให้ครอบครัวมีเวลาอยู่บ้านและมีโอกาสเล่นด้วยกันมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเครียดและสร้างแรงกดดันให้พ่อแม่ต้องพยายามชดเชยเวลาที่หายไปด้วยกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศคาดการณ์ว่าการปรับสมดุลนี้จะยังคงดำเนินต่อไป นักจิตวิทยาเด็กชี้ว่าเด็กจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านนิทานตลกๆ ด้วยกัน การคิดเกมง่ายๆ ขึ้นมาเล่น หรือแม้แต่การช่วยกันทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ในครัว ขณะเดียวกัน กระแส “ปาร์ตี้ฉลองก้าวเล็กๆ” (inchstone parties) ซึ่งเป็นการฉลองความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกวิจารณ์ในสื่อตะวันตก กลับยังไม่เป็นที่นิยมในไทยมากนัก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าวัฒนธรรมท้องถิ่นยังคงมีภูมิคุ้มกันต่อกระแสการสร้างอีเวนต์จากต่างประเทศอยู่พอสมควร

แต่ความท้าทายก็ยังคงอยู่ งานวิจัยนับไม่ถ้วนชี้ว่าพ่อแม่ โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ มักแบกรับความคาดหวังของสังคมที่ว่าต้อง “ทำทุกอย่างให้ดีพร้อม” ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกผิดและภาวะหมดไฟ ตัวอย่างเช่น ผลการทบทวนงานวิจัยในปี ๒๐๑๙ พบว่า การนอนหลับของพ่อแม่จะไม่กลับสู่ระดับปกติเหมือนช่วงก่อนตั้งครรภ์จนกว่าลูกจะอายุครบ ๖ ขวบ (Parents.com) ในบริบทของไทย ซึ่งความยืดหยุ่นในที่ทำงานยังคงมีจำกัด การจะรับมือกับความต้องการเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงสาธารณสุข การศึกษา และสื่อต่างเริ่มตอบสนองต่อเรื่องนี้ กุมารแพทย์ไทยจำนวนมากขึ้นเริ่มสนับสนุนให้มีการเล่นแบบอิสระและการเล่านิทานในครอบครัว เพราะเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพจิต โรงเรียนอนุบาลบางแห่งในกรุงเทพฯ ได้นำการละเล่นพื้นบ้านของไทยและกิจกรรมฝึกสติมาปรับใช้ในหลักสูตร ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนเปิดโอกาสให้ครอบครัวได้สร้างความสนุกร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติและไม่กดดัน

หัวใจสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันก็คือ พ่อแม่ควรต้านทานแรงกดดันที่จะต้องสร้างช่วงเวลาสวยๆ ลงอินสตาแกรม หรืออัดตารางวันหยุดด้วยกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการไม่สิ้นสุด แต่ให้หันมาใส่ใจกับการอยู่กับปัจจุบันและความเป็นธรรมชาติ มีความสุขกับเรื่องราวง่ายๆ หรือเรื่องตลกๆ ที่อาจดูไม่สมเหตุสมผลบ้าง และปล่อยให้เด็กๆ รวมถึงความเป็นเด็กในตัวเรา ได้ค้นพบความสุขจากเรื่องไม่คาดฝัน ความใกล้ชิด หรือแม้แต่ในความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน

สำหรับผู้อ่านชาวไทย คำแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้มีดังนี้:

  • จัดสรรเวลาสำหรับการเล่นแบบอิสระที่บ้านหรือในธรรมชาติ โดยนำแนวคิดเรื่อง “สนุก” ของไทยมาปรับใช้
  • ลดการเสพติดภาพครอบครัวสมบูรณ์แบบบนโลกออนไลน์ และฝึกให้อภัยตัวเองเมื่อแผนต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
  • รักษาความสัมพันธ์กับคนในชุมชน เช่น การไปร่วมงานบุญที่วัด การกินข้าวพร้อมหน้ากับญาติพี่น้อง หรือการเข้าร่วมเทศกาลในท้องถิ่น แทนที่จะใช้เวลาว่างไปกับการสร้างภาพเพียงลำพัง
  • ให้ความสำคัญกับสุขภาพใจควบคู่ไปกับสุขภาพกาย โดยเป็นแบบอย่างในการสื่อสารอย่างเปิดเผยและผ่อนคลายให้ลูกเห็น
  • สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เช่น นโยบายที่ทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว เพื่อสร้างพื้นที่ให้เกิดความผูกพันในครอบครัวอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด โปรดจำไว้ว่า ดังที่งานวิจัยและเรื่องราวต่างๆ ได้แสดงให้เห็น ความสนุกที่ดีที่สุดในครอบครัวไม่ได้มาจากการวิ่งไล่ตามความสมบูรณ์แบบ แต่มาจากการเปิดรับความสุขในรูปแบบที่ไม่คาดฝัน และบางครั้งก็อาจจะดูวุ่นวายไร้ระเบียบ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว อย่างที่เจ้าของบทความยอมรับ คนที่เคยดูน่าเบื่อในสายตาเขา กลับเป็นฝ่ายที่พูดถูกมาโดยตลอด