อภิสังขารมาร ได้แก่มารคืออภิสังขาร ผู้เขียนยังไม่สามารถจะเข้าถึงความรู้ข้อนี้ได้ และยังไม่สามารถจะค้นคว้าหาคำตอบในเวลาที่จำกัดนี้ได้ แต่เข้าใจว่า น่าจะเป็นอะไรบางอย่างที่มีอำนาจขัดขวางไม่ให้สามารถจะทำความดีได้ อำนาจนี้อยู่เหนือเงื่อนไขที่เราจะฝืนได้ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเราเอง

เทวปุตตมาร ได้แก่ มารคือเทพบุตร เข้าใจว่าเป็นเทพบุตรที่ไม่ดี คอยจองล้างจองผลาญคนไม่ให้ทำสิ่งที่ดี หากเราศึกษาพุทธประวัติตอนหนึ่งที่นางราคะ นางตัณหา นางอรดี มาล่อให้พระพุทธเจ้าลุ่มหลง ในข้อนี้เราอาจตีความเป็น ๒ ลักษณะคือ ๑) นางเหล่านั้นได้แก่กิเลส ๓ ตัว ๒) นางเหล่านี้น่าจะเป็นกลุ่มเทวปุตตมาร อย่างไรก็ตาม หากเราศึกษาจะพบว่า หลายครั้งที่พระไปบำเพ็ญเพียรทางจิต จะมีเทวดาบางจำพวกคอยขัดขวางให้อยู่บำเพ็ญเพียรที่นั่นไม่ได้

มัจจุมาร ได้แก่ มารคือความตาย อันนี้ชัดเจน ความดีทั้งหลายจะทำได้สมบูรณ์ก็แต่ชาตินี้เท่านั้น เมื่อตายไปแล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรก็เราจะได้ทำสิ่งดีอีก ความตายจึงเป็นตัวตัดทุกสิ่งทุกอย่างออกไปเสีย

เมื่อทำความเข้าใจเรื่องมาร เราก็จะพบว่า จากภาษิตข้างต้นนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่า ๑) ยิ่งเราลุ่มหลงอยู่ในความเป็นหนุ่มเป็นสาว คิดว่าผิวเราแต่งตึง หน้านวลใส จมูกโด่ง ผิวเนียนฯลฯ เราก็ยิ่งพอกพูดความเขลาไปทุกที ยิ่งหลงใหลมากยิ่งลุ่มหลงและยิ่งไม่พอใจในความเปลี่ยนแปลง ซึ่งมันจะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา มารก็จะคอยกัดกร่อนใจให้เป็นทุกข์และทำให้เราไม่พอใจในสิ่งที่เป็นจริงนั้นต่อไป ๒) มารย่อมรังควาญผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์อันได้แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปากทางรับทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี หากเราไม่ระมัดระวังเลือกรับเฉพาะสิ่งดี ความอยากดู อยากเห็น อยากดม อยากกิน อยากสัมผัสและอยากมีความรู้สึกที่ตรงกับจริต ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อนั้นแหละมารกำลังรังควาญให้เป็นทุกข์อยู่ ๓) มารย่อมรังควาญผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค การบริโภคแยกออกเป็น ๒ อย่างคือ สิ่งที่เราใช้สอยกับสิ่งที่เราดื่มกิน หากเราใช้สอยและดื่มกินเกิดความพอดี ยิ่งเป็นการพอกพูนความอยากในการได้รับสิ่งใหม่และไม่เป็นสุขเมื่อกินเกินหิว ขณะนี้เองมารกำลังรังควาญให้นอนก็ไม่เป็นสุข นั่งก็ไม่เป็นสุข เพราะไม่เคยพอใจในสิ่งที่มียินดีในสิ่งที่ได้นั่นเอง ๔) มารย่อมรังควาญผู้เกียจคร้าน แบ่งความเกียจคร้านเป็น ๒ อย่างคือ ความเกียจคร้านในการทำงาน และความเกียจคร้านในการบำเพ็ญเพียรทางใจ เมื่อเราเกียจคร้านการทำงาน เราก็ไม่มีสิ่งใดมาใช้สอย จากนั้นก็จะนั่งซบเซาเมื่อกำลังวังชาไม่มีแล้ว จะไปหากินอะไรๆที่ไหนก็ไม่ได้ นี้คือผลของความเกียจคร้าน มารก็จะรังควาญให้อยู่ไม่เป็นสุขเช่น ทำไมลูกหลานไม่ดูแลเลย (เพราะไม่เคยดูแลลูกหลาน) ทำไมไม่มีใครเอาอะไรมาให้เลย (เพราะไม่เคยให้อะไรใคร) ทำไมไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเลย (เพราะไม่เคยไปเยี่ยมเยียนใคร) เราทำความดีอะไรลงไปบ้าง หาไม่เจอเลย (เพราะไม่เคยทำความดีอะไรๆ) ฯลฯอีกอย่างหนึ่งคือ ความเกียจคร้านในการบำเพ็ญเพียรทางใจ เมื่อเกียจคร้านคุณประโยชน์ทางใจที่ควรได้รับก็ไม่เกิด และกลับมาบ่นเพ้อในใจว่า ทำไมจึงไม่สงบเลย ทำไมจึงรุ่มร้อนอย่างนี้ ทำไมทุกข์ใจขนาดนี้ฯลฯส่งผลเป็นการเศร้าโศกระทมใจเมื่อสูญเสียสิ่งที่รัก พบเจอสิ่งไม่พึงปรารถนา ร้องห่มร้องไห้เพราะไม่ได้พิจารณาตามสภาพที่เป็นจริง ๕) มารย่อมรังควาญผู้เพียรพยายามแต่เรื่องไม่ดี แบ่งออกเป็นไม่ดีทางกาย วาจา และใจ ทางกายและวาจาที่แสดงออกไปไม่ได้ ก็จะมีผลกระทำคือสิ่งไม่ดีที่เข้ามาสู่ชีวิตเขา เช่นพูดไม่ดีกับคนอื่น คนอื่นก็พูดไม่ดีกับตน และส่งไปสู่ทางใจที่วิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาว่า เราทำถูกหรือเปล่า เราไม่น่าพลาดทำสิ่งไม่ดี ไม่น่าพลาดพูดสิ่งไม่ดีกับเขาเลย นี่เองคือมาร อย่างไรก็ตาม ตอนท้ายของบทก็เปรียบไว้ว่า มารก็เหมือนกับลม ส่วนบุคคลที่บกพร่องก็เหมือนกับต้นไม้ไม่แข็งแรง เปราะบาง ผุพังง่าย ย่อมมีอันหักโค่นได้ง่ายเมื่อลมพัดมากระทบ ในทางตรงกันข้าม มารจะไม่สามารถจะรังควาญผู้ที่ไม่ลุ่มหลงอยู่ในความสวยงามระมัดระวังตาหูจมูกลิ้นกายใจ รู้จักประมาณในการบริโภค มีศรัทธาที่ดี มีความเพียรพยายามแต่เรื่องไม่ดีอยู่เสมอ เหมือนลมที่ไม่สามารถระรานภูเขาศิลาได้ฉะนั้น