งานวิจัยชิ้นล่าสุดกำลังสั่นคลอนความเชื่อดั้งเดิมเรื่องการเลี้ยงลูก หลังค้นพบว่าเหล่าพ่อบ้านกำลังเผชิญความเหงา ความกดดัน และความเครียดทางอารมณ์สูงกว่าแม่บ้าน นับเป็นเทรนด์ใหม่ที่ท้าทายมุมมองของสังคมที่มีมาอย่างยาวนาน และส่งผลกระทบต่อครอบครัวไทยและทั่วโลก ข้อมูลจากงานวิจัยที่สรุปโดย El Adelantado de Segovia ซึ่งอ้างอิงผลสำรวจระดับชาติในสหรัฐอเมริกา เผยว่าพ่อชาวอเมริกันกำลังต่อสู้กับความรู้สึกโดดเดี่ยวและความตึงเครียดทางอารมณ์ที่รุนแรงกว่าแม่ ซึ่งเผยให้เห็นอีกด้านของการเป็นพ่อแม่ยุคใหม่ที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง

สำหรับสังคมไทย การทำความเข้าใจมิติใหม่ด้านสุขภาพจิตของผู้ปกครองนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตามธรรมเนียมไทยและอีกหลายชาติในเอเชีย แม่มักถูกวางบทบาทให้เป็นผู้ดูแลหลักและเป็นที่พึ่งทางใจของครอบครัว ส่วนพ่อคือ “เสาหลัก” ที่ทำหน้าที่หาเลี้ยงเป็นหลัก และอาจมีระยะห่างจากเรื่องราวทางอารมณ์ในบ้าน แต่บทบาทดังกล่าวกลับไม่ได้ทำให้พ่อรอดพ้นจากความท้าทายทางอารมณ์อันหนักหน่วง ผลการศึกษาใหม่ชี้ว่า การต่อสู้ทางอารมณ์อย่างเงียบๆ ที่คุณพ่อต้องเผชิญอาจเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยมีใครตระหนักและไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับสุขภาวะของครอบครัว พัฒนาการของเด็ก และความคาดหวังต่อบทบาทความเป็นพ่อที่กำลังเปลี่ยนไปในสังคมไทยปัจจุบัน

งานวิจัยที่ El Adelantado de Segovia รายงานนั้น ได้ข้อมูลมาจากการสำรวจขนาดใหญ่ 2 ชิ้นในสหรัฐฯ ซึ่งเจาะลึกประสบการณ์จริงของคุณพ่อ นักวิจัยพบว่าความสันโดษที่พ่อหลายคนรู้สึก ไม่ใช่การ “ชาร์จพลัง” แต่เป็นสัญญาณของความรู้สึกโดดเดี่ยวทางอารมณ์ที่เพิ่มสูงขึ้น ผลการวิจัยนี้สวนทางกับความเชื่อเดิมที่ว่าแม่คือฝ่ายที่ต้องแบกรับภาระทางอารมณ์มากกว่า โดยเผยให้เห็นว่าผู้ชายเองก็กำลังดิ้นรนอย่างหนักกับแรงกดดันในชีวิตครอบครัว และบ่อยครั้งก็ต้องเผชิญปัญหานี้ตามลำพัง ข้อมูลนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยอื่นๆ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น รายงานของ NBC5 ที่ระบุว่าสุขภาพจิตของพ่อไม่ได้สำคัญแค่กับตัวเอง แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของลูกอีกด้วย (รายงานของ NBC5)

บทวิเคราะห์เพิ่มเติมจากบทความปริทัศน์บนแพลตฟอร์ม PMC ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ย้ำว่าความเหงาในกลุ่มผู้ปกครองเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไป โดยผู้ปกครองราว 2 ใน 3 (66%) บอกว่ารู้สึกโดดเดี่ยวหรือเหงา และประมาณ 62% รู้สึกหมดไฟ (burnout) จากภาระการเลี้ยงลูกอย่างต่อเนื่อง (วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต) แม้ว่าความเหงาของแม่จะถูกศึกษามานานเพราะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกอย่างชัดเจน แต่บทความปริทัศน์ชิ้นนี้กลับพบว่าความโดดเดี่ยวของพ่อนั้นรุนแรงกว่าและไม่ค่อยถูกหยิบยกมาพูดถึงในวงกว้าง นอกจากนี้ รายงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังพบว่าผู้ปกครองประมาณ 65% (และพุ่งสูงถึง 77% ในกลุ่มพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่ว่าเพศใด) รายงานว่ารู้สึกเหงาในอัตราที่สูงกว่าคนที่ไม่ใช่ผู้ปกครองอย่างมีนัยสำคัญ (รายงาน HHS, PDF)

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญกำลังเริ่มเปลี่ยนทิศทางการพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของพ่อ นักจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ ซึ่งถูกอ้างถึงในรายงานของ El Adelantado กล่าวว่า “คุณพ่อกำลังเผชิญสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คือถูกคาดหวังให้มีส่วนร่วมกับลูกอย่างใกล้ชิดและต้องเข้มแข็งทางอารมณ์ แต่กลับไม่ค่อยมีพื้นที่สนับสนุนให้ได้พูดคุยถึงปัญหาหรือขอความช่วยเหลือ” ในทำนองเดียวกัน นักวิจัยด้านพัฒนาการครอบครัวชี้ให้เห็นถึง “แรงกดดันที่มองไม่เห็น” ที่พ่อต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบทางการเงินในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ความคาดหวังจากสังคมที่อยากให้เป็นแบบอย่างของความอดทน และความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการมีส่วนร่วมกับลูกทั้งทางร่างกายและอารมณ์

สำหรับครอบครัวไทย ผลวิจัยจากต่างแดนเหล่านี้สะท้อนภาพที่ใกล้ตัวอย่างยิ่ง ในบ้านเรา ช่องว่างระหว่างวัยมักทำให้พ่อต้องเก็บความทุกข์ไว้กับตัว ตามค่านิยมเรื่องความอดทนและการเสียสละ ขณะที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นเมืองอย่างรวดเร็วและเกิดครอบครัวรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ พ่อจำนวนมากต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างการหาเลี้ยงชีพ การทำงานบ้าน และการดูแลความต้องการทางอารมณ์ของลูกและคู่ครอง โดยมักจะมีเครือข่ายทางสังคมคอยสนับสนุนน้อยกว่า และในช่วงการระบาดของโควิด-19 ภาระที่ผสมปนเปกันนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นในกลุ่มผู้ชาย การใช้เวลาที่บ้านมากขึ้น และกิจกรรมสนับสนุนสำหรับพ่อที่มีน้อยกว่าแม่

บริบททางวัฒนธรรมไทยยังเผยให้เห็นอีกว่าทำไมความเหงาของพ่อจึงไม่ค่อยถูกสังเกตเห็น พ่อมักไม่ได้รับการส่งเสริมให้แสดงความเปราะบางออกมา ดังจะเห็นได้จากสุภาษิตและคำพังเพยไทยหลายอย่างที่ยกย่องการเป็น “เสาหลัก” ให้ครอบครัวแม้ต้องเผชิญความยากลำบากทางอารมณ์เพียงใด ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงอาจไม่ค่อยเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตหรือกลุ่มช่วยเหลือเพื่อน—ซึ่งเป็นแนวโน้มที่นักรณรงค์ด้านสุขภาพจิตและนักวิชาการไทยรับรู้กันดี (บทคัดย่องานวิจัยเรื่องสุขภาพจิตผู้ปกครองจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ยิ่งไปกว่านั้น กิจวัตรในครอบครัวและบทบาททางเพศตามแบบแผนในพื้นที่ชนบทยิ่งเสริมสร้างระยะห่างทางอารมณ์ระหว่างพ่อกับลูกมากกว่าครอบครัวในเมือง ทำให้โอกาสที่พ่อจะได้รับกำลังใจและการสนับสนุนมีจำกัด

ในภาพรวมระดับโลก การค้นพบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินครั้งใหญ่ถึงผลกระทบของเพศภาวะต่อสุขภาพจิตของผู้ปกครอง หลายปีที่ผ่านมา งานวิจัยอย่างการศึกษาของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ที่โด่งดังเคยพบว่า แม่เป็นฝ่ายที่รายงานความเครียดทางอารมณ์ในชีวิตประจำวันมากกว่า (บทความ Times of India) แต่ผลสำรวจใหม่ๆ ชี้ว่าเมื่อบทบาททางสังคมเปลี่ยนไปและความคาดหวังต่อพ่อเพิ่มขึ้น ผู้ชายก็มีความเสี่ยงต่อความท้าทายทางจิตใจจากการเป็นพ่อแม่ไม่ต่างกัน—และอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเน้นย้ำถึงความจำเป็นของแนวทางแก้ไขทั้งในระดับนโยบายและชุมชน รัฐบาลและผู้ให้บริการด้านสุขภาพในชาติตะวันตกเริ่มให้บริการคำปรึกษา สายด่วน และโครงการช่วยเหลือสำหรับพ่อโดยเฉพาะมากขึ้น ตัวอย่างเช่น งานวิจัยเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดของพ่อ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองข้าม ปัจจุบันกำลังถูกนำไปรวมไว้ในแนวทางการตรวจสุขภาพครอบครัวเป็นประจำ (PhillyVoice) ในประเทศไทย ความพยายามขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และโรงเรียนหัวก้าวหน้าบางแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางใจของพ่อแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องมีมาตรการที่ตรงจุดและครอบคลุมมากกว่านี้ โดยเฉพาะนอกเขตเมือง

สำหรับผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาไทย ข้อความจากงานวิจัยนี้ชัดเจน การสนับสนุนพ่อผ่านโครงการสุขภาพจิตในชุมชน การส่งเสริมความยืดหยุ่นในที่ทำงานสำหรับผู้ชายเช่นเดียวกับผู้หญิง และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ชายได้แบ่งปันความจริงของชีวิตครอบครัว จะช่วยจัดการกับปัญหาความเหงาของพ่อที่ซ่อนอยู่ได้ ที่น่ายินดีคือ บริษัทและคลินิกสุขภาพครอบครัวบางแห่งในกรุงเทพฯ ได้นำร่องจัดเวิร์กชอปและฟอรัมออนไลน์สำหรับพ่อ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความท้าทายทางอารมณ์และการเลี้ยงลูกโดยเฉพาะ การขยายโครงการริเริ่มเหล่านี้ไปทั่วประเทศจะช่วยลดอคติต่อความต้องการด้านสุขภาพจิตของพ่อได้

โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดได้ล้มล้างความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับเพศภาวะและความเครียดของผู้ปกครอง โดยเน้นย้ำว่าชีวิตทางอารมณ์ของพ่อนั้นซับซ้อนและเปราะบางไม่ต่างจากแม่ สำหรับสังคมไทยซึ่งบทบาทของพ่อกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การยอมรับความจริงใหม่นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้มแข็งของครอบครัวและพัฒนาการที่ดีของคนรุ่นต่อไป

แล้วครอบครัวไทยจะเริ่มรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างไร? อาจเริ่มจากการเปิดบทสนทนาเรื่องสุขภาพจิตระหว่างพ่อกับสมาชิกในครอบครัวให้เป็นเรื่องปกติ การจัดสรรเวลาให้พ่อได้เข้าร่วมเครือข่ายผู้ปกครองหรือขอคำปรึกษาหากจำเป็น และการผลักดันให้ผู้นำในโรงเรียนและชุมชนจัดหาทรัพยากรที่ไม่ได้ดูแลแค่สุขภาวะของแม่ แต่เพื่อผู้ปกครองทุกคน สำหรับคนทั่วไป แค่หมั่นไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของพ่อในชีวิตของคุณ รับฟัง หรือช่วยเชื่อมโยงพวกเขากับแหล่งข้อมูลสนับสนุน ก็สามารถช่วยทลายกำแพงแห่งความโดดเดี่ยวที่ผู้ชายจำนวนมากต้องเผชิญอยู่เงียบๆ ได้

สำหรับผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต และผ่านองค์กรต่างๆ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเผยแพร่คู่มือภาษาไทยเกี่ยวกับสุขภาวะของผู้ปกครองและการดูแลสุขภาพจิตด้วยตนเอง