บทความชิ้นใหม่บนเว็บไซต์ Psychology Today โดยลอรีแอนน์ โอเบอร์ลิน ที่ปรึกษาคลินิกและนักเขียน ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025 กำลังจุดประเด็นร้อนเรื่องพฤติกรรมก้าวร้าวแบบซ่อนเร้น (Passive-Aggressive) ในแง่มุมที่ซับซ้อน พร้อมแนะกลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อรับมือ งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งกลั่นกรองจากประสบการณ์ทางคลินิกอันยาวนานของโอเบอร์ลิน ได้ตีแผ่พลังงานลบที่ซ่อนเร้น ซึ่งสามารถบ่อนทำลายความสัมพันธ์ทั้งในที่ทำงาน ที่บ้าน และในสังคมได้อย่างเงียบเชียบ พร้อมเรียกร้องให้ทุกคนหันมาตระหนักรู้และกลับมาคุมเกมในความสัมพันธ์ของตนเอง (Psychology Today)
การทำความเข้าใจพฤติกรรมก้าวร้าวเงียบเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในสังคมไทย ที่ให้คุณค่ากับความปรองดอง การรักษาหน้า และการสื่อสารแบบอ้อมๆ อย่างไรก็ตาม พิษสงของความขุ่นเคืองที่ไม่เคยถูกพูดถึง การหลีกเลี่ยงปัญหา หรือการแสดงออกถึงความเป็นปฏิปักษ์แบบเนียนๆ สามารถสร้างความบาดหมางที่ฝังรากลึกและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้ ตั้งแต่เรื่องความรับผิดชอบในครอบครัวไปจนถึงความสัมพันธ์ในที่ทำงาน บทวิเคราะห์ของโอเบอร์ลินจึงถือว่าทันต่อสถานการณ์อย่างยิ่ง ในขณะที่สังคมไทยเองก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงค่านิยมระหว่างรุ่นคน และความซับซ้อนของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เพิ่มขึ้นทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์
หัวใจสำคัญในรายงานของโอเบอร์ลิน คือการจำแนกพฤติกรรมออกเป็นประเภทต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านรู้เท่าทันการกระทำเชิงลบที่ซ่อนเร้น ซึ่งมักแฝงตัวมาในคราบของความขี้เกียจ ความไร้ความสามารถ หรือแม้กระทั่งการทำทีเป็นช่วยเหลือ บทความได้ลงลึกถึงพฤติกรรมย่อยที่สำคัญ 3 ประเภท ได้แก่
- ฮีโร่จอมปลอม (The False Social Hero) — คือคนที่มักจะออกมารับหน้าเอาตาและส่วนแบ่งจากความสำเร็จของกลุ่ม แต่กลับแอบชิ่งความรับผิดชอบของตัวเองไปอย่างเงียบๆ
- ภาวะไม่ยอมโต (Failure to Launch) — คือกลุ่มคนหนุ่มสาวหรือผู้ใหญ่ที่ต่อต้านหรือผัดวันประกันพรุ่งที่จะก้าวไปสู่การใช้ชีวิตอย่างอิสระ ซึ่งมักได้รับการส่งเสริมจากพ่อแม่หรือผู้ดูแลที่หวังดีแต่ปกป้องมากเกินไป
- พวกจงใจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ (Purposely Tone Deaf or Withholding) — คือเพื่อนร่วมงานหรือสมาชิกในครอบครัวที่จงใจเลี่ยงงานส่วนรวม ปล่อยให้คนอื่นต้องรับภาระเพิ่มขึ้น พร้อมกับให้เหตุผลแบบขอไปทีที่บางครั้งก็แฝงความเหน็บแนมไว้
พฤติกรรม “ฮีโร่จอมปลอม” เห็นได้จากกรณีศึกษาของผู้เขียนร่วมในมหาวิทยาลัย ที่ฝ่ายหนึ่งมักจะปัดความรับผิดชอบในโปรเจกต์ด้วยข้ออ้างสวยหรูอยู่เสมอ แต่กลับปรากฏตัวพร้อมรับเครดิตอย่างเต็มภาคภูมิ โอเบอร์ลินชี้ว่าการบงการแบบเงียบๆ เช่นนี้จะกัดกร่อนความไว้วางใจ และแนะนำว่าคนที่ต้องแบกรับภาระเกินควรสามารถพลิกสถานการณ์ได้โดยการเชื่อมโยงเนื้องานเข้ากับผลประโยชน์ร่วมกัน แทนที่จะยอมรับความไม่เท่าเทียมหรือพุ่งเป้าไปที่การเผชิญหน้าโดยตรง
ในประเด็น “ภาวะไม่ยอมโต” โอเบอร์ลินอ้างอิงข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาที่ชี้ว่า แม้เปอร์เซ็นต์ของคนหนุ่มสาวที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ซึ่งเคยพุ่งสูงช่วงการระบาดใหญ่จะเริ่มลดลง แต่ก็ยังคงมีจำนวนไม่น้อย เธออธิบายว่าภาวะพึ่งพิงอาจฝังรากลึกหากพ่อแม่ไม่กำหนดขอบเขตที่ดีต่อสุขภาพและเลิกอุ้มชูมากเกินไป “ถ้าพ่อแม่หยุดคอยช่วยเหลือและเปลี่ยนแปลงแค่จุดนี้จุดเดียว ลูกที่โตแล้วก็จำเป็นต้องปรับตัว หาหนทางของตัวเอง และมีแนวโน้มที่จะเริ่มทำหน้าที่ของผู้ใหญ่ได้ในที่สุด” เธอกล่าว บทเรียนนี้สะท้อนภาพครอบครัวไทยได้ชัดเจน ซึ่งแม้การเกื้อกูลกันระหว่างรุ่นจะเป็นค่านิยมหลัก แต่อาจกลายเป็นปัญหาได้เมื่อมันขัดขวางการเติบโตและความรับผิดชอบส่วนบุคคล (Pew Research Center) และยังเชื่อมโยงไปถึงประเด็นถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับเยาวชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในไทย
พฤติกรรมย่อยสุดท้าย คือ “พวกจงใจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้” ถูกอธิบายผ่านสถานการณ์ในออฟฟิศ ที่ผู้จัดการหญิงต้องรับผิดชอบงานจัดเลี้ยงต่างๆ ในขณะที่เพื่อนร่วมงานชายกลับหาทางเลี่ยงงานเสริมเหล่านี้อย่างง่ายดาย โดยใช้เหตุผลที่ฟังดูแคลนเพื่อปฏิเสธ โอเบอร์ลินเน้นย้ำว่าพฤติกรรมดังกล่าวซ่อนความเหน็บแนม ความอิจฉา หรือความรู้สึกเหนือกว่าเอาไว้ ซึ่งยิ่งตอกย้ำอคติทางเพศและบั่นทอนการทำงานเป็นทีม ประเด็นนี้สะท้อนถึงความท้าทายในที่ทำงานทั้งในไทยและทั่วโลก ซึ่งความสัมพันธ์เชิงอำนาจและเพศสภาพมักส่งผลเสียต่อผู้หญิงและพนักงานที่ไม่กล้าแสดงออก (ILO Thailand, UN Women Asia)
คำแนะนำเชิงปฏิบัติของโอเบอร์ลินนั้นตรงไปตรงมา นั่นคือเราไม่สามารถหวังให้ใครเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการอดทนหรือเก็บงำความไม่พอใจต่อพฤติกรรมก้าวร้าวเงียบไว้คนเดียว “จงรีบเปลี่ยนบทบาทของตัวเองในความสัมพันธ์แบบนี้ โดยเพิ่มความชัดเจนและหนักแน่นในการสื่อสารและสิ่งที่คุณยอมรับได้ จำไว้เสมอว่า เราเป็นคนสอนให้คนอื่นปฏิบัติต่อเรา จากสิ่งที่เรายอมทน” เธอแนะนำ
มุมมองนี้สอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาองค์กรและที่ปรึกษาครอบครัวในไทย ที่ชี้ว่าการระบุและจัดการกับพฤติกรรมก้าวร้าวเงียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการใช้ภาษาที่หนักแน่นและการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน มีแนวโน้มที่จะสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน นักจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “ในสังคมไทยเรามักใช้การสื่อสารแบบอ้อมๆ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ แต่เมื่อมันกลายเป็นการก้าวร้าวเงียบ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอาจคงอยู่นานกว่าการเผชิญหน้ากันอย่างตรงไปตรงมาแต่ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน” ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความพยายามที่เพิ่มขึ้นในการส่งเสริมทักษะด้านอารมณ์และสังคม (Soft Skills) และความฉลาดทางอารมณ์ในโรงเรียนและองค์กรธุรกิจทั่วประเทศ (กระทรวงสาธารณสุข, Bangkok Post)
ในเชิงวัฒนธรรม ความท้าทายคือการขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่าง “ความไม่เป็นไร” แบบที่ไม่เก็บเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจ กับการยอมจำนนต่อพฤติกรรมที่เป็นพิษจนเป็นนิสัย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เมื่อเวลาผ่านไป พลังงานลบที่ไม่ได้รับการจัดการสามารถสร้างความร้าวฉานในบ้าน และส่งเสริมวัฒนธรรมการซุบซิบนินทาในที่ทำงาน ซึ่งบั่นทอนทั้งประสิทธิภาพการทำงานและสุขภาวะโดยรวม
เมื่อมองไปข้างหน้า โอเบอร์ลินแนะกลยุทธ์สองทาง คือ การรู้เท่าทันรูปแบบพฤติกรรม และตอบสนองด้วยความหนักแน่น ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเผชิญหน้าเสมอไป แต่อาจเป็นการบอกความต้องการของตนเองอย่างสงบ การจำกัดความอดทนต่อพฤติกรรมเดิมๆ ซ้ำๆ หรือการหันไปใส่ใจสิ่งที่ตนเองควบคุมได้แทนที่จะจมอยู่กับความขุ่นเคือง ในบริบทของไทย นี่อาจหมายถึงการสื่อสารที่ให้เกียรติแต่ชัดเจน เช่น การใช้ประโยคที่ขึ้นต้นว่า “ฉันรู้สึกว่า…” การจำกัดการแบกรับภาระทางอารมณ์แทนผู้อื่น และการส่งเสริมความโปร่งใสในความรับผิดชอบของทีม
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อความที่ต้องการจะสื่อนั้นชัดเจน:
- หมั่นสังเกตและรู้เท่าทันพฤติกรรมก้าวร้าวเงียบ — ไม่ว่าจะในที่ทำงาน ที่บ้าน หรือในหมู่เพื่อนฝูง การตระหนักรู้คือเกราะป้องกันด่านแรกจากการถูกควบคุมและความขุ่นข้องหมองใจ
- ฝึกสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา พูดอย่างให้เกียรติแต่หนักแน่นเมื่อต้องเผชิญกับพลังงานลบที่ซ่อนเร้น ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนได้ผ่านการฝึกสติ การโค้ช หรือการจำลองสถานการณ์
- ทบทวนเรื่องขอบเขต ในการเลี้ยงดูบุตร การสอน หรือการบริหารงาน คุณกำลังส่งเสริมการพึ่งพิงโดยไม่รู้ตัว หรือให้เครดิตผู้มีส่วนร่วมไม่เพียงพอหรือไม่?
- เป็นแบบอย่างของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ในชีวิตประจำวัน โดยยอมรับว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนการกระทำของผู้อื่นได้ แต่คุณสามารถควบคุมการตอบสนองของตัวเองได้เสมอ
ท้ายที่สุดแล้ว ดังที่โอเบอร์ลินและที่ปรึกษาคนอื่นๆ เน้นย้ำ ทุกคนสามารถตัดวงจรของพฤติกรรมก้าวร้าวเงียบได้ ด้วยการดึงอำนาจในการตัดสินใจกลับมาสู่จุดที่มันควรอยู่ นั่นคือภายในตัวเราและทางเลือกของเราเอง (Psychology Today)