ซีรีส์เรื่องใหม่มาแรงจาก Netflix อย่าง “Sirens” ได้ปลุกกระแสให้สังคมหันมาสนใจประเด็นจิตวิทยาของลัทธิอีกครั้ง ซีรีส์เรื่องนี้ตีแผ่กลวิธีอันแยบยลและน่าขนลุกที่กลุ่มลัทธิต่างๆ ใช้ล่อลวงและควบคุมสมาชิก ภายใต้ฉากหน้าที่ดูหรูหราและแปลกประหลาด เรื่องราวเกิดขึ้นบนเกาะส่วนตัวอันห่างไกล ที่ซึ่งชุมชนคนรวยถูกควบคุมโดยผู้นำทรงอิทธิพลนามว่า ‘กีกี้’ ซีรีส์ดึงดูดผู้ชมด้วยพิธีกรรมสุดพิลึกและตัวละครสุดโต่ง ก่อนจะค่อยๆ เผยให้เห็นกลไกทางจิตวิทยาที่ฝังรากลึกเพื่อครอบงำจิตใจผู้คน จนทำให้พวกเขาไม่อาจถอนตัว (RNZ)
สำหรับคนไทย ประเด็นนี้ถือว่าใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ประเทศไทยจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิความเชื่อทางศาสนาที่มีผู้นำทรงอิทธิพล หรือกลุ่มพัฒนาตนเองที่อาจเข้าข่ายการชักจูงและควบคุมอยู่บ้าง แต่รายละเอียดที่ซับซ้อนว่าคนเราถูกดึงเข้าไปได้อย่างไร และทำไมการหนีออกมาจึงยากเย็นแสนเข็ญ มักถูกบดบังด้วยความเข้าใจผิดๆ ในสังคม ซีรีส์ “Sirens” และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้ช่วยฉายภาพให้เห็นกลไกเหล่านี้ โดยผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ากระบวนการล่อลวงมักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้งหรือพิสดารเหมือนในหนังละครส่วนใหญ่
กระบวนการทางจิตวิทยาที่ลัทธิใช้ล่อลวงสมาชิก ซึ่งปรากฏทั้งในซีรีส์และงานวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น อาจารย์จากมหาวิทยาลัยบาธ และอาสาสมัครจาก Faith to Faithless (องค์กรช่วยเหลือผู้ที่ต้องการออกจากศาสนาที่ควบคุมเข้มงวด) มักเริ่มต้นด้วยการ ‘ตัดขาด’ (Isolation) เหยื่อจะถูกโน้มน้าวให้ค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากครอบครัวและเพื่อนฝูง กลวิธีนี้สะท้อนชัดเจนในซีรีส์ เมื่อซีโมน ผู้ช่วยของกีกี้ ถูกชักจูงให้ปฏิเสธเดวอน น้องสาวของเธอ แม้กระทั่งความทรงจำที่มีร่วมกัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงการกัดเซาะคุณค่าและความผูกพันเดิมๆ อันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิตจริง (Wikipedia: Cult, Faith to Faithless)
เมื่อการตัดขาดได้ผล ขั้นตอนต่อไปคือการ ‘ประเคนความรัก’ (Love-bombing) สมาชิกใหม่จะได้รับความรัก คำชื่นชม และความเอาใจใส่อย่างท่วมท้นเพื่อสร้างความมั่นใจ ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและเป็นคนพิเศษ ขณะเดียวกัน กลุ่มจะตอกย้ำกับเหยื่อว่า “มีแค่พวกเราที่เห็นคุณค่าของคุณ มีแค่พวกเราที่เข้าใจคุณ” พร้อมทั้งสร้างภาพให้คนนอกกลายเป็นต้นตอของปัญหาหรืออันตราย กลวิธีนี้อาศัยประโยชน์จากความต้องการการยอมรับตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่พบได้ในงานวิจัยทางจิตวิทยาหลายชิ้นเกี่ยวกับการสร้างลัทธิและการบีบบังคับทางความคิด (PubMed: Coercive Persuasion)
แต่ช่วงเวลาหอมหวานนี้อยู่ได้ไม่นาน ก็จะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความกลัวและการพึ่งพิง ผู้นำจะเริ่มเรียกร้องความภักดีอย่างเด็ดขาด สร้างภาพว่าตนเองมีอำนาจล้นฟ้าและไม่ยอมรับการตั้งคำถามหรือการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ การไม่เชื่อฟังจะถูกตีตราว่าเป็นความอ่อนแอของปัจเจกบุคคล และการลงโทษผู้เห็นต่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉากที่น่าจดจำใน “Sirens” คือตอนที่ซีโมนเคี้ยวหมากฝรั่งที่กีกี้เคยเคี้ยวแล้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมโดยสมบูรณ์ การกระทำที่คนนอกมองว่าไร้สาระ แต่สำหรับสมาชิกที่ถูกครอบงำกลับมองว่าเป็นการแสดงความเมตตาและความใส่ใจส่วนตัว ซึ่งยิ่งเสริมสร้างการพึ่งพิงและการเชื่อฟังให้แน่นแฟ้นขึ้น
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ากลไกเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแต่ง “ลัทธิไม่ได้แค่กักขังผู้คนทางกาย แต่ยังกักขังพวกเขาไว้ทั้งทางความคิดและอารมณ์ด้วย” อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านเดิมกล่าว ผลกระทบจากการคุมขังทางใจนี้มักถูกมองข้ามไป เหยื่อจะเกิดภาวะความขัดแย้งในใจ (Cognitive Dissonance) พวกเขาจะถูกกรอกหูอยู่เสมอว่ากำลัง “มีความสุขกว่าที่เคยเป็น” แม้ในความเป็นจริงจะต้องเผชิญกับความเครียดอย่างแสนสาหัส ความสามารถในการใช้เหตุผลจะค่อยๆ ถูกบั่นทอนด้วยความกลัวและการควบคุมทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง “เทคนิคการล้างสมองเหล่านี้เปรียบเสมือนการ ‘แฮ็ก’ ความคิด” อาจารย์อธิบายเสริมว่า สภาพแวดล้อมเช่นนี้จะทำให้การคิดเชิงวิพากษ์เป็นอัมพาตและสร้างการพึ่งพิงทางอารมณ์ ทำให้การหนีออกมาเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง แม้แต่กับคนฉลาดและมีความตั้งใจแน่วแน่ก็ตาม (RNZ)
สำหรับผู้ที่รอดชีวิตออกมาได้ บาดแผลทางใจจากชีวิตในลัทธิอาจคงอยู่ยาวนานหลายปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต โอกาสในการทำงาน อิสรภาพทางการเงิน และการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ นักวิจัยชี้ว่าสื่อบันเทิงมักนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้แบบฉาบฉวย โดยเน้นไปที่พิธีกรรมแปลกๆ หรือความตลกขบขัน มากกว่าจะถ่ายทอดบาดแผลทางใจที่เรื้อรัง
บริบทของไทยเองก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากอิทธิพลเหล่านี้ แม้สื่อต่างชาติจะเน้นเรื่องราวลัทธิในอเมริกาเหนือหรือยุโรป แต่เทคนิคทางจิตวิทยาที่คล้ายคลึงกันก็ปรากฏให้เห็นในขบวนการทางศาสนาหรือกลุ่มพัฒนาตนเองบางแห่งในไทย นักวิชาการด้านจิตวิทยาและสังคมสงเคราะห์ของไทยเตือนว่า ค่านิยมเรื่องการเคารพผู้อาวุโส การเชื่อฟัง และความประนีประนอมในสังคม อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะถูกชักจูงโดยผู้นำที่มีบารมี ซึ่งให้คำมั่นสัญญาเรื่องการสร้างชุมชน การพลิกชีวิต หรือความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณได้ง่ายขึ้น เหตุการณ์เกี่ยวกับลัทธิในประเทศเมื่อไม่นานมานี้ ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในระดับชาติเกี่ยวกับมาตรการป้องกัน เสรีภาพในการนับถือศาสนา และการสนับสนุนทางจิตใจสำหรับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ (Bangkok Post: Unorthodox Movements)
กุญแจสำคัญในการป้องกันคือความตระหนักรู้และการศึกษา องค์กรภาคประชาสังคมและนักจิตวิทยาสังคมของไทยมักแนะนำให้ครอบครัวมีการสื่อสารที่เปิดกว้าง, ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ในโรงเรียน และลดอคติต่อการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต ซึ่งล้วนเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ คำแนะนำเหล่านี้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลที่เสนอโดยกลุ่มต่างๆ เช่น Faith to Faithless และสมาคมนานาชาติเพื่อการศึกษาเรื่องลัทธิ (International Cultic Studies Association, ICSA)
ในอดีต ประเทศไทยเคยเผชิญกับผลกระทบทั้งด้านบวกและลบจากกลุ่มศาสนาและสังคมต่างๆ ตั้งแต่การปฏิบัติธรรมในชนบทไปจนถึงคดีความโด่งดังเกี่ยวกับขบวนการศาสนาใหม่ๆ เรื่องราวเหล่านี้เผยให้เห็นเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างกลุ่มกิจกรรมในชุมชนที่ดี ไปจนถึงกลุ่มที่ควบคุมสมาชิกอย่างเข้มงวดโดยใช้การบีบบังคับและการโดดเดี่ยวทางจิตใจ การทำความเข้าใจว่าเส้นแบ่งนั้นอยู่ตรงไหน และสัญญาณเตือนใดบ่งบอกถึงอันตราย จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
เมื่อมองไปในอนาคต เทคโนโลยีได้เพิ่มทั้งความเสี่ยงและโอกาส โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มแชตส่วนตัวได้กลายเป็นเครื่องมือหาลัทธิใหม่ๆ สำหรับบุคคลและกลุ่มที่มุ่งร้าย ทำให้ครอบครัวและชุมชนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ในขณะเดียวกัน แหล่งข้อมูลออนไลน์และเครือข่ายสนับสนุนผู้รอดชีวิตก็เข้าถึงได้ง่ายกว่าที่เคย ซึ่งเป็นประตูสู่การเยียวยาและความปลอดภัย
บทเรียนสำคัญสำหรับคนไทยคือการเฝ้าระวังการถูกควบคุม ไม่ว่าจะในบริบททางจิตวิญญาณ การค้า หรือในชุมชน และให้ความสำคัญกับการคิดเชิงวิพากษ์ หากคนใกล้ตัวของคุณเริ่มแยกตัวอย่างกะทันหัน ใช้ภาษาที่แบ่งเขาแบ่งเราอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกลุ่มใหม่ หรือดูเหมือนตกอยู่ภายใต้ความเครียดหรือความกลัวที่จะถูกขับออกจากกลุ่ม สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ควรค่าแก่การพูดคุยหรือขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต และผู้นำทางศาสนา ล้วนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพื้นที่พูดคุยที่ปลอดภัยและให้การสนับสนุนผู้ที่มีความเสี่ยง
ในทางปฏิบัติ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้แต่ละบุคคลทำสิ่งเหล่านี้:
- หมั่นติดต่อและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวและเพื่อนฝูงอยู่เสมอ แม้ในช่วงที่กำลังสำรวจกลุ่มหรือปรัชญาใหม่ๆ
- ส่งเสริมการพูดคุยอย่างเปิดอกและไม่ตัดสินเกี่ยวกับความเชื่อและค่านิยม
- ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการควบคุมทางจิตใจ จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศ
- อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่บีบคั้นและโดดเดี่ยว
ลัทธิและกลุ่มที่บีบบังคับเติบโตได้ดีในความลับและความเงียบ การนำกลวิธีเหล่านี้ออกมาตีแผ่ในที่สว่าง ไม่ว่าจะผ่านซีรีส์อย่าง “Sirens” สื่อเชิงสืบสวน หรือการพูดคุยในชุมชนอย่างมีข้อมูล คือบันไดขั้นแรกสู่การปลดอาวุธของลัทธิเหล่านี้ และนำไปสู่การฟื้นฟูอย่างมีความหมายสำหรับผู้รอดชีวิต
แหล่งข้อมูล: RNZ: Sirens – จิตวิทยาสายดาร์กเบื้องหลังการถูกล่อลวงเข้าลัทธิ, Faith to Faithless, Wikipedia: Cult, PubMed: การชักจูงแบบบีบบังคับ, สมาคมนานาชาติเพื่อการศึกษาเรื่องลัทธิ, Bangkok Post: ขบวนการนอกรีต