งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า อาการกังวลว่าคนอื่นจะคิดกับเราอย่างไร หรือที่เรียกกันติดปากว่า “FOPO” (Fear of People’s Opinions) ซึ่งแปลแบบบ้านๆ ก็คือ “โรคแคร์สายตาคนอื่น” นั้น เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยกว่าที่เราคิด และกำลังส่งผลกระทบอย่างเงียบๆ ต่อการตัดสินใจ พฤติกรรม และสุขภาวะของผู้คน คำว่า FOPO ซึ่งบัญญัติขึ้นโดยนักจิตวิทยา ไมเคิล เกอร์เวส กำลังกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างนักบำบัดและบุคลากรด้านสุขภาพจิตต่างออกมาให้ความรู้ว่า ทัศนคติที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยนี้ กำลังเป็นโซ่ตรวนที่ขัดขวางไม่ให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างที่ใจต้องการ โดยเฉพาะในสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบกลุ่มนิยม (Collectivist) อย่างประเทศไทย ซึ่งการเป็นที่ยอมรับของสังคมถือเป็นเรื่องสำคัญมาตั้งแต่อดีต (HuffPost)
FOPO คือสภาวะที่คนเราต้องคอยระแวดระวังและสแกนหาสัญญาณการยอมรับหรือปฏิเสธจากคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสภาวะที่เหนื่อยล้าอย่างยิ่ง ข้อมูลจากงานวิจัยทางคลินิกและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชี้ว่า พฤติกรรมนี้มีรากฐานมาจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ที่ต้องการการยอมรับจากกลุ่ม เพราะในอดีต การถูกขับออกจากเผ่าหมายถึงความตาย แต่ในโลกยุคใหม่ แม้การไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมจะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่สมองของเรายังคงมีปฏิกิริยาราวกับว่าทุกคำตัดสินจากคนอื่นเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เกอร์เวส ผู้เขียนหนังสือ “The First Rule of Mastery: Stop Worrying About What People Think of You” กล่าวว่า ลักษณะเด่นของ FOPO คือ “ภาวะตื่นตัวและเตรียมพร้อมทางสังคมอยู่เสมอ เราจะคอยสอดส่องโลกรอบตัวเพื่อมองหาการยอมรับ” ความตื่นตัวนี้แสดงออกผ่านพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น กังวลว่าข้อความที่ส่งไปจะดูกระด้างไปไหม คอยชำเลืองมองปฏิกิริยาของเพื่อนว่ากำลังไม่พอใจหรือเปล่า หรือรู้สึกประหม่าเวลาต้องสั่งกาแฟต่อหน้าคนแปลกหน้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชี้ว่า FOPO ไม่ใช่แค่ความรู้สึกวูบวาบชั่วครั้งชั่วคราว นักบำบัดอธิบายว่า FOPO มักจะก่อตัวขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ปลูกฝังความคิดว่า “เดี๋ยวคนอื่นจะว่ายังไง” อยู่เสมอ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล เมื่อโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทมากขึ้น FOPO ก็ยิ่งลุกลามไปกันใหญ่ ยอดไลก์ คอมเมนต์ และการมีส่วนร่วมบนโลกออนไลน์ ทำให้การยอมรับจากภายนอกกลายเป็นสิ่งที่จับต้องและวัดผลได้ง่ายขึ้น “มันไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราอีกต่อไป แต่กลายเป็นว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้คนอื่นมองเราดีที่สุด” นักบำบัดในสหรัฐฯ ท่านหนึ่งกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่คนรุ่นใหม่ในไทยจำนวนมากกำลังเผชิญในยุคของ Instagram และ TikTok
งานวิจัยล่าสุดได้แบ่ง FOPO ออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ขั้นกังวลล่วงหน้า ขั้นตรวจสอบ และขั้นตอบสนอง ระยะแรกคือ ขั้นกังวลล่วงหน้า (Anticipation) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่เราจะเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ทางสังคม เป็นความวิตกกังวลที่ถาโถมเข้ามา หรือการซ้อมบทสนทนาในหัวเพื่อรับมือกับคำตัดสินที่อาจเกิดขึ้น ต่อมาคือ ขั้นตรวจสอบ (Checking) ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการมีปฏิสัมพันธ์ แต่สมาธิของเรากลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับการสื่อสารอย่างแท้จริง แต่ไปพุ่งเป้าที่การจับสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย เกอร์เวสระบุว่า “เราจะมัวแต่คอยจับสังเกตการแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ทางสีหน้า น้ำเสียง และภาษากาย… สนใจความอยู่รอดของตัวเองมากกว่าการตั้งใจฟังจริงๆ” กระบวนการที่แสนเหนื่อยล้านี้อธิบายได้ว่า ทำไมภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์และความวิตกกังวลในสังคมจึงพบได้บ่อยขึ้นในเมืองใหญ่ที่วุ่นวายอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งภาพลักษณ์ต่อหน้าสาธารณชนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ระยะสุดท้ายคือ ขั้นตอบสนอง (Responding) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราปรับเปลี่ยนตัวเองหรือยอมทำตามเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ ในสังคมไทยอาจปรากฏในรูปแบบของการยอมคล้อยตามความเห็นของกลุ่มแม้ว่าใจจริงจะไม่เห็นด้วย การหัวเราะไปกับมุกตลกฝืดๆ ตามมารยาท หรือการไม่กล้าเสนอความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงานเพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าแปลกแยก ท้ายที่สุดแล้ว FOPO ก็บีบให้เราต้องหันหลังให้กับความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อทำในสิ่งที่คิดว่าคนอื่นต้องการ
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การเมินเฉยต่อความคิดเห็นของคนอื่นโดยสิ้นเชิงก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสุขภาพหรือทำได้จริง ดังที่นักบำบัดกล่าวไว้ว่า “เราอยู่ในสังคม เรามีความสัมพันธ์… สิ่งสำคัญคือต้องรู้เท่าทันว่าเราปล่อยให้ความเห็นของคนอื่นมามีอิทธิพลต่อเรามากแค่ไหน” การตระหนักรู้ว่าเรามีอาการ FOPO หรือแม้แต่แค่การรู้จักชื่อของมัน ก็ช่วยให้เราเริ่มกลับมาควบคุมชีวิตของตัวเองได้ พฤติกรรมที่มักเกิดจาก FOPO ได้แก่ การหยิบมือถือขึ้นมาไถเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ การนั่งทำงานดึกๆ ถ้าเจ้านายยังไม่กลับ หรือแสร้งทำเป็นว่ารู้จักเรื่องที่คนอื่นคุยกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมองว่า “ไม่เข้าพวก”
ในบริบทของสังคมไทย FOPO ยิ่งเด่นชัดขึ้นจากค่านิยมเรื่อง “การรักษาหน้า” และ “ความเกรงใจ” ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สถาบันการศึกษา ที่ทำงาน และครอบครัวในไทยมักจะเน้นย้ำเรื่องความสามัคคีในสังคมและการเคารพผู้อาวุโส ทำให้ความเสี่ยงที่จะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมนั้นดูเป็นเรื่องใหญ่โตเป็นพิเศษ สำหรับคนรุ่นใหม่ ความกดดันที่จะต้องทำตัวให้สอดคล้องกับคนอื่นยิ่งสูงขึ้น ทั้งจากความคาดหวังของพ่อแม่ และวัฒนธรรมดิจิทัลที่ทุกการกระทำถูกจับจ้องได้ง่ายจากเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือแม้แต่คนแปลกหน้า
ในอดีต สังคมไทยให้คุณค่ากับความสามัคคีและการประนีประนอม สะท้อนผ่านสุภาษิตที่ว่า “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” แต่ในยุคดิจิทัลที่ความแตกต่างของแต่ละคนถูกนำมาจัดแสดงและตัดสินอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ FOPO กำลังกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และที่สำคัญคือสุขภาพจิต จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่าโรควิตกกังวลและภาวะหมดไฟ (burnout) ในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานกำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากความกลัวที่จะทำได้ไม่ดีพอตามความคาดหวังของสังคม (ที่มา: กรมสุขภาพจิต)
แล้วคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ จะเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับอำนาจของ FOPO ได้อย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตระหนักรู้ในตนเอง “แค่การรู้ว่านิสัยแบบนี้มีชื่อเรียก ก็ช่วยลดทอนอำนาจของมันลงได้แล้ว” เกอร์เวสกล่าว แบบฝึกหัดที่นักบำบัดแนะนำคือการทบทวนถึงโอกาสที่พลาดไป ให้ลองนึกย้อนกลับไปสิบปีแล้วถามตัวเองว่า “ถ้าตอนนั้นเราไม่แคร์ว่าคนอื่นจะคิดยังไง ชีวิตเราจะต่างไปจากนี้ไหม” วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็นถึงต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของการใช้ชีวิตที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นข้อความที่อาจโดนใจคนที่เคยใช้ช่วงวัยรุ่นไปกับการกังวลเรื่องรูปลักษณ์หรือความสำเร็จ เพียงเพื่อจะมาตระหนักในภายหลังว่าคำตัดสินเหล่านั้นแทบไม่มีความหมายเลยในระยะยาว
เพื่อต่อสู้กับ FOPO บางคนเสนอให้เปลี่ยนจาก “ตัวตนที่วัดคุณค่าจากผลงานและการยอมรับ” (performance-based identity) ไปสู่ “ตัวตนที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายและคุณค่าจากข้างใน” (purpose-based identity) ในบริบทของไทย นี่อาจหมายถึงการส่งเสริมให้โรงเรียนและครอบครัวสนับสนุนการแสดงออกความเป็นตัวของตัวเองควบคู่ไปกับการเคารพในขนบธรรมเนียม การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตสามารถช่วยให้เราแยกแยะคุณค่าส่วนตัวออกจากความคาดหวังทางสังคมที่ฝังรากลึกได้
คนไทยยังสามารถเริ่มต้นจากขั้นตอนเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น ฝึกคุยกับตัวเองอย่างมีสติในช่วงเวลาที่รู้สึกวิตกกังวล กำหนดขอบเขตการใช้โซเชียลมีเดีย และสร้างความมั่นใจด้วยการทำกิจกรรมที่ตรงกับความสนใจของตัวเอง ไม่ใช่ทำเพื่อการยอมรับจากภายนอก ดังที่นักบำบัดท่านหนึ่งแนะนำว่า “ยิ่งคุณเป็นตัวของตัวเองมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งแสดงความสามารถออกมาได้อย่างมั่นใจมากขึ้น… คุณจะแคร์สายตาคนอื่นน้อยลง เพราะคุณรู้สึกมั่นคงกับตัวเองแล้ว”
ในอนาคต FOPO น่าจะยังคงเป็นความท้าทายสำหรับสังคมที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อย่างประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลขยายทั้งเสียงชื่นชมและคำวิจารณ์ให้ดังกระหึ่มขึ้น แต่การตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น การปฏิรูปการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์ รวมถึงบทสนทนาระดับชาติเรื่องสุขภาวะที่ดี ล้วนเป็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น การยอมรับว่ามี FOPO อยู่จริงและเข้าใจที่มาของมันคือจุดเริ่มต้นแรก “การตระหนักรู้คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเสมอ” เกอร์เวสกล่าว
สำหรับคนไทย ครอบครัว และองค์กรที่ต้องการรับมือกับ FOPO ข้อเสนอแนะนั้นเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง นั่นคือ ลองทบทวนว่าการตัดสินใจในแต่ละวันของเรา มาจากความคิดเห็นในจินตนาการของคนอื่น หรือมาจากคุณค่าที่แท้จริงในใจเรากันแน่ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อรู้สึกว่ารับมือไม่ไหว และหันมาชื่นชมการเป็นตัวของตัวเองในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันไอเดียใหม่ๆ ในที่ประชุม การแสดงความเห็นต่างอย่างสุภาพ หรือการโพสต์รูปที่สะท้อนตัวตนของคุณจริงๆ ไม่ใช่ตัวตนที่คนอื่นคาดหวัง สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับผู้คน ความกล้าหาญ ความจริงใจ และการมีสติ ซึ่งเป็นคุณค่าที่พบได้ในหลักพุทธศาสนา สามารถช่วยทวงคืนความสงบในใจจากคำตัดสินของคนรอบข้างได้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความภาคภูมิใจในตนเอง FOPO และบริการช่วยเหลือในประเทศ สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ กระทรวงสาธารณสุข หรือแหล่งข้อมูลจากต่างประเทศ เช่น Mental Health America สำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับความวิตกกังวลหรือความกลัวคำตัดสินจากผู้อื่น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตควบคู่ไปกับการทำแบบฝึกหัดต่างๆ
ที่มา: HuffPost, กรมสุขภาพจิต, กระทรวงสาธารณสุข