คลื่นความกังขากำลังถาโถมคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ทั่วสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มตั้งคำถามถึงคุณค่าที่แท้จริงของใบปริญญามากขึ้น ผลสำรวจล่าสุดเผยว่า ปัจจุบันคนหนุ่มสาวอเมริกันเกินครึ่งมองว่าการเรียนมหาวิทยาลัยเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า นับเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดครั้งใหญ่ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไม่เพียงต่อชีวิตของปัจเจกบุคคล แต่ยังรวมถึงสถาบันการศึกษาและทิศทางตลาดแรงงานโลก
ความไม่เชื่อมั่นของคนรุ่นใหม่นี้ก่อตัวขึ้นในยุคที่ค่าเล่าเรียนพุ่งทะยานไม่หยุด สวนทางกับหนี้การศึกษาที่บานปลาย ขณะที่ความได้เปรียบจากวุฒิปริญญาแบบเดิมๆ ก็ลดน้อยถอยลง สำหรับสังคมไทย นี่คือเทรนด์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงสะท้อนทิศทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาโลก แต่ยังอาจเป็นเงาสะท้อนอนาคตการศึกษาไทยได้เช่นกัน
รายงานล่าสุดชี้ชัดว่าความคลางแคลงใจต่อการศึกษามหาวิทยาลัยในกลุ่มคนหนุ่มสาวอเมริกันเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลสำรวจของ Indeed Hiring Lab และ Harris Poll เมื่อเดือนมีนาคม 2025 พบว่า 51% ของผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen Z ที่มีวุฒิอนุปริญญาหรือสูงกว่า มองว่าปริญญาที่อุตส่าห์เรียนมานั้นเป็นการ “เสียเงินเปล่า” ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่ากลุ่ม Baby Boomer ถึงเท่าตัว โดยมีเพียง 20% เท่านั้นที่คิดแบบเดียวกัน (Indeed.com) ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนภาพความรู้สึกของคนในชาติผ่านสื่อชั้นนำของสหรัฐฯ (National Review) และผลสำรวจจากสำนักอื่นก็ยืนยันไปในทิศทางเดียวกัน (Newsweek, Kansas City Star)
แล้วอะไรที่ทำให้มหาวิทยาลัยหมดมนต์ขลังในสายตาคนรุ่นใหม่ขนาดนี้? เหตุผลหลักหนีไม่พ้นค่าเล่าเรียนที่แพงขึ้นทุกวัน ปัญหาหนี้การศึกษาที่กัดกินชีวิต และผลตอบแทนด้านรายได้ที่ไม่ได้พุ่งสูงเหมือนในอดีต ย้อนไปในช่วงปี 1980 ถึง 2010 บัณฑิตชาวอเมริกันเคยมีรายได้สูงกว่าคนที่จบแค่มัธยมปลายอย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า “แต้มต่อด้านรายได้จากวุฒิปริญญา” (college wage premium) แต่นักเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันชี้ว่า แต้มต่อนี้เริ่มนิ่งแล้ว สวนทางกับค่าเล่าเรียนที่ถีบตัวสูงขึ้นถึง 45% ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา (U.S. News) หนี้การศึกษากลายเป็นชะตากรรมที่บัณฑิตอเมริกัน 52% ต้องแบกรับ และสำหรับหลายคน หนี้ก้อนโตนี้กลับเป็นอุปสรรคมากกว่าสะพานสู่อนาคต โดย 38% ของบัณฑิตจบใหม่ยอมรับว่าหนี้สินเป็นตัวถ่วงความก้าวหน้าในอาชีพยิ่งกว่าคุณค่าของวุฒิการศึกษาเสียอีก
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อตลาดแรงงานเปลี่ยนโฉมหน้า การมีวุฒิปริญญากลายเป็นเรื่องปกติจนความได้เปรียบของใบปริญญาเจือจางลง โจนาธาน โฮโรวิตซ์ นักสังคมวิทยาที่ถูกอ้างอิงในรายงานของ Indeed กล่าวว่า “เมื่อวุฒิปริญญาล้นตลาด แต่ตำแหน่งงานทักษะสูงอาจมีไม่เพียงพอสำหรับทุกคน ทำให้บัณฑิตบางส่วนจำต้องไปทำงานที่ใช้ทักษะต่ำกว่าวุฒิที่เรียนมา” สิ่งนี้บีบให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากต้องยอมรับตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิปริญญา ซึ่งยิ่งโหมกระพือความรู้สึกเสียดายและผิดหวังมากขึ้น
ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำทิศทางเดียวกับงานวิจัยและรายงานอื่นๆ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บทความในนิตยสาร Fortune เมื่อเดือนเมษายน 2025 รายงานว่า บัณฑิตจบใหม่ Gen Z เกือบครึ่งมองว่าการศึกษาในมหาวิทยาลัยแทบไม่มีคุณค่า ซึ่งเป็นทัศนคติที่พบได้ทั่วไปบนโซเชียลมีเดียและในบทสนทนาสาธารณะ (Fortune) ผลสำรวจโดย Washington Examiner ในปี 2023 ก็พบว่า 56% ของชาวอเมริกันมองว่าปริญญาเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่อายุต่ำกว่า 30 ปี (Washington Examiner)
แต่ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเงินๆ ทองๆ คนหนุ่มสาวอเมริกันจำนวนมากรู้สึกว่าทักษะที่เรียนในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานที่ทำอยู่ ผลวิจัยของ Indeed พบว่า 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen Z เชื่อว่าพวกเขาสามารถทำงานปัจจุบันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีวุฒิปริญญา ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่ากลุ่ม Millennials (64%), Gen X (55%) และ Baby Boomers (49%) อย่างชัดเจน ทัศนคติเช่นนี้ยังสะท้อนผ่านแนวทางการจ้างงานด้วยเช่นกัน ณ เดือนมกราคม 2024 พบว่า 52% ของประกาศรับสมัครงานบน Indeed ไม่ได้ระบุวุฒิการศึกษาใดๆ เพิ่มขึ้นจาก 49% ในปี 2019 เมื่อนายจ้างหันมาเน้นการจ้างงานโดยดูจากทักษะ (skills-based hiring) ใบปริญญาจึงไม่ใช่ “ใบเบิกทางสู่ความสำเร็จ” ที่การันตีอนาคตได้เหมือนเคย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ก็ยังมีมุมที่ซับซ้อน ผู้ถือปริญญาจำนวนมากกลับรู้สึกไม่สบายใจกับแนวคิดตลาดแรงงานที่เน้นทักษะเป็นหลัก สองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามของ Indeed ยอมรับว่าจะรู้สึกไม่ดีถ้ารู้ว่าเพื่อนร่วมงานได้งานเดียวกันโดยไม่มีวุฒิปริญญา ความรู้สึกย้อนแย้งในใจ (cognitive dissonance) เช่นนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อนึกถึงการลงทุนทั้งเวลาและเงินมหาศาลไปกับการเรียน
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับเปลี่ยนมุมมองทั้งในแวดวงการศึกษาและตลาดแรงงาน บัณฑิตสาขาการออกแบบการสื่อสารที่ให้สัมภาษณ์กับ Indeed เน้นว่าคุณค่าที่แท้จริงของปริญญาไม่ได้อยู่ที่ทักษะเทคนิค ซึ่งปัจจุบัน AI สามารถทำแทนได้ แต่อยู่ที่การบ่มเพาะกรอบคิดที่สร้างสรรค์และแก้ปัญหาเป็น มุมมองนี้สอดคล้องกับผู้บริหารระดับสูงด้านการศึกษาจาก Qatar Foundation ที่ย้ำว่ามหาวิทยาลัยต้องหันมาให้ความสำคัญกับทักษะทั่วไป (Soft Skills) เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะยังคงมีคุณค่าเสมอ แม้ AI จะเข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงานไปแค่ไหนก็ตาม (Indeed.com)
การเติบโตของ AI คือตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อมุมมองเรื่องการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วโลก ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ งานที่เคยต้องอาศัยการฝึกฝนเฉพาะทางก็ถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้แต้มต่อด้านรายได้ของผู้มีปริญญาลดลงไปอีก และเกิดคำถามถึงความจำเป็นของหลักสูตรแบบดั้งเดิม เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ทั้งนายจ้างและสถาบันการศึกษาต่างกำลังมุ่งสู่แนวทางที่ “เน้นทักษะเป็นหลัก” (skills-first paradigm) ซึ่งเป็นเทรนด์ที่อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงไม่เพียงต่อสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงไทยและประเทศอื่นๆ ที่กำลังพยายามปั้นแรงงานให้แข่งขันในเวทีโลกได้ (Computerworld)
สำหรับประเทศไทย ประสบการณ์ของอเมริกาถือเป็นทั้งข้อเตือนใจและกรณีศึกษา สังคมไทยให้ความสำคัญกับปริญญามาอย่างยาวนานในฐานะเครื่องหมายความสำเร็จและเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล ใบปริญญายังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับงานราชการและอาชีพจำนวนมาก และอัตราการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา (UNESCO) แต่เมื่อตลาดแรงงานไทยเริ่มอิ่มตัวด้วยบัณฑิต และระบบอัตโนมัติเริ่มลดทอนคุณค่าของทักษะแบบท่องจำ การถกเถียงในลักษณะเดียวกันนี้ก็อาจปะทุขึ้นในไม่ช้า ทุกวันนี้ นายจ้างในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสร้างสรรค์ของไทยก็เริ่มให้ความสำคัญกับทักษะและผลงานที่จับต้องได้มากกว่าวุฒิการศึกษาบนแผ่นกระดาษแล้ว
ไทยยังสามารถเรียนรู้จากแนวทางของสหรัฐฯ ที่หันมาให้ความสำคัญกับการจ้างงานที่เน้นทักษะ และการเปิดทางเลือกทางการศึกษาอื่นๆ เช่น การเรียนสายอาชีพ การฝึกงาน และหลักสูตรระยะสั้นเพื่อเก็บทักษะเฉพาะทาง (micro-credentials) การปรับตัวเช่นนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และภาคส่วนสำคัญอย่างการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี ต้องการบุคลากรที่คล่องตัวและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา ผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการของไทยเองก็ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนการปฏิรูปหลักสูตรเพื่อเน้น “Soft Skills” และความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งสอดรับกับเทรนด์โลก
ขณะเดียวกัน ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจหลายอย่างที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสหรัฐฯ ก็ปรากฏให้เห็นในไทยเช่นกัน แม้ปัญหาหนี้สินอาจไม่รุนแรงเท่า เพราะค่าเทอมมหาวิทยาลัยไทยยังไม่สูงเท่าในสหรัฐฯ แต่ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและความกังวลเรื่องบัณฑิตว่างงานหรือทำงานไม่ตรงสายก็เป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ความคาดหวังว่าใบปริญญาจะการันตีชีวิตที่ดีกำลังถูกท้าทาย เมื่อบัณฑิตไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับตลาดงานที่แข่งขันสูงและเงินเดือนเริ่มต้นที่ไม่ขยับตามค่าครองชีพ
ในเชิงวัฒนธรรม การเปลี่ยนผ่านทางความคิดนี้ได้สร้างคำถามสำคัญต่อครอบครัวชาวไทย ที่ส่วนใหญ่ยอมทุ่มเทเสียสละเพื่อส่งเสียให้ลูกหลานได้เรียนสูงๆ สำหรับหลายครอบครัว ปริญญายังคงเป็น เกียรติยศ ของวงศ์ตระกูล และความคิดที่ว่าคุณค่าของมันกำลังจะลดลงนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วจาก AI โลกาภิวัตน์ และความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่อาจทำให้ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเปิดใจรับการศึกษาและการทำงานในรูปแบบใหม่
เมื่อมองไปข้างหน้า หากเทรนด์ในสหรัฐฯ เป็นดัชนีชี้วัด ในทศวรรษหน้าเราน่าจะได้เห็นนายจ้างและนักการศึกษาไทยหันมาให้ความสำคัญกับทักษะมากกว่าปริญญามากขึ้น ปัจจุบัน โรงเรียนนานาชาติ สถาบันสอนเขียนโค้ด (coding bootcamp) และคอร์สเรียนทักษะดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ซึ่งสะท้อนความต้องการการศึกษาที่ตรงจุดและเน้นปฏิบัติจริง สำหรับมหาวิทยาลัยไทย บทเรียนนี้ชัดเจนว่า: ต้องปรับตัวตั้งแต่วันนี้ โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การสร้าง Soft Skills และความยืดหยุ่นของหลักสูตร มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาในแบบเดียวกัน
สำหรับเยาวชนไทยและครอบครัว เรื่องนี้จึงซับซ้อนกว่าการมองว่าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว “เสียเวลาเปล่า” แม้ปริญญาจะยังจำเป็นสำหรับหลายอาชีพเฉพาะทาง แต่คุณค่าของมันจะขึ้นอยู่กับว่าหลักสูตรนั้นๆ ติดอาวุธให้บัณฑิตด้วยทักษะที่ประยุกต์ใช้ได้จริง และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจได้ดีแค่ไหน แนวทางที่สมดุลซึ่งผสมผสานการศึกษาในระบบเข้ากับประสบการณ์จริงและการเรียนรู้ตลอดชีวิต น่าจะเป็นประโยชน์ต่อบัณฑิตในอนาคตมากที่สุด
นักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครองชาวไทยที่กำลังตัดสินใจเลือกเส้นทางอนาคต อาจต้องนำบทเรียนจากต่างประเทศมาขบคิด: พิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนให้รอบด้าน เปิดใจมองหาเส้นทางการเรียนรู้ที่หลากหลาย และเหนือสิ่งอื่นใด ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ทักษะที่จำเป็น” อย่างการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และความสามารถในการปรับตัวสู่โลกดิจิทัล ขณะที่โจทย์ใหญ่ก็ตกอยู่ที่ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งต้องเร่งปฏิรูปการศึกษา เสริมสร้างเส้นทางอาชีพทางเลือก และส่งเสริมการจ้างงานที่เน้นทักษะอย่างจริงจัง เพราะมีเพียงการปรับกระบวนทัศน์เรื่องการศึกษาและพัฒนาคนเท่านั้น ที่จะทำให้ประเทศไทยยืนหยัดและแข่งขันได้ท่ามกลางโลกที่หมุนไปไม่หยุดนิ่ง