สำหรับคุณพ่อคุณแม่ชาวไทยที่ต้องรับมือกับกิจวัตรก่อนนอนในแต่ละคืน คงไม่มีใครไม่คุ้นเคยกับภาพลูกน้อยอ้อนวอนให้อ่านนิทานเล่มโปรดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งนานนับเดือน แม้การต้องอ่านเรื่องเดิมๆ อาจทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกเบื่อหน่าย แต่งานวิจัยกลับชี้ว่าพฤติกรรมเช่นนี้มีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อพัฒนาการของเด็ก เพราะนี่คือการวางรากฐานสำคัญทั้งในด้านทักษะการอ่านเขียน ความมั่นใจ และความมั่นคงทางอารมณ์
การที่เด็กๆ ยึดติดกับกิจวัตร โดยเฉพาะการเล่านิทาน สะท้อนถึงความต้องการพื้นฐานที่อยากรู้สึกมั่นคงและควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ในโลกที่ส่วนใหญ่ถูกกำกับโดยผู้ใหญ่ นักจิตวิทยาพัฒนาการและนักเขียนได้เน้นย้ำผ่านบทความใน Popular Science ว่านิทานก่อนนอนที่อ่านซ้ำๆ ไม่ใช่แค่กิจกรรมผ่อนคลาย แต่ยังเป็นสัญญาณของความปลอดภัย ความผูกพัน และการเรียนรู้ นอกจากนี้ ผลการทบทวนวรรณกรรมกว่า 170 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในปี 2020 ยังพบว่ากิจวัตรที่สม่ำเสมอ เช่น การอ่านหนังสือเล่มเดิม ส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม และแม้กระทั่งสุขภาพกาย (Popular Science) สำหรับนักอ่านตัวน้อย กิจกรรมนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ฝึกใช้สิทธิ์ในการตัดสินใจของตัวเอง การได้เลือกหนังสือเล่มโปรดทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรครอบครัว
วัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมในครอบครัวก็สอดคล้องกับแนวคิดนี้เช่นกัน ช่วงเวลาเล่านิทานยามค่ำคืนในบ้านของคนไทยไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนการเตรียมตัวเข้านอน แต่เป็นช่วงเวลาที่อบอวลไปด้วยความผูกพันทั้งในเชิงวัฒนธรรมและอารมณ์ ช่วยถักทอสายใยรักในครอบครัว และทำให้เด็กๆ รู้สึกเชื่อมโยงกับจังหวะชีวิตในแต่ละวัน
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาล่าสุดยิ่งตอกย้ำคุณค่าทางการศึกษาของการอ่านซ้ำ ผลการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ที่ศึกษาข้อมูลจากงานวิจัย 16 ชิ้นและตีพิมพ์ใน CELLReviews (Trivette et al., 2012; ResearchGate) พบว่าการอ่านหนังสือซ้ำๆ ส่งผลดีอย่างมีนัยสำคัญต่อคลังคำศัพท์ ความเข้าใจเนื้อเรื่อง และทักษะทางภาษาของเด็ก โดยจะเห็นผลดีที่สุดเมื่อเน้นอ่านหนังสือเพียงหนึ่งหรือสองเล่มติดต่อกันหลายครั้ง และเมื่อใช้เทคนิคกระตุ้นการมีส่วนร่วม เช่น การถามคำถามปลายเปิด หรือการใช้อุปกรณ์ประกอบการเล่าเรื่อง
การอ่านซ้ำๆ ช่วยให้เด็กๆ จดจำคำศัพท์ใหม่ๆ ได้ดีขึ้น ทำให้พวกเขาคุ้นเคยกับคำศัพท์และโครงสร้างประโยค ยิ่งเด็กได้ยินคำศัพท์หรือติดตามเรื่องราวบ่อยเท่าไร ความเข้าใจในความหมายและโครงเรื่องก็จะยิ่งลึกซึ้งขึ้นเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านเขียน (Brightly) ในแต่ละครั้งที่อ่าน เด็กๆ จะได้สำรวจแง่มุมที่ต่างออกไป บางครั้งอาจจะสนใจที่รูปภาพ บางครั้งก็สนใจอารมณ์ของตัวละคร หรือบทสนทนา คล้ายกับที่ผู้ใหญ่ค้นพบแง่มุมใหม่ๆ เมื่อกลับไปอ่านนิยายเล่มโปรด
งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่ากิจวัตรที่ดูเหมือนจะซ้ำซากจำเจนี้กลับเต็มไปด้วย “ปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ” ที่สำคัญ ทุกครั้งที่พ่อแม่หยุดเพื่อถามเกี่ยวกับรูปภาพหรือชวนให้เดาเนื้อเรื่องต่อ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ที่จะมีส่วนร่วม วิเคราะห์ และพูดคุย กระบวนการที่ผู้ใหญ่คอยชี้แนะผ่านการอธิบาย ตั้งคำถามปลายเปิด และส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมนี้ สัมพันธ์กับพัฒนาการทางการศึกษาในระดับสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะด้านคำศัพท์และความเข้าใจในเนื้อเรื่องดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (วัดค่าขนาดอิทธิพลของ Cohen’s d ได้ตั้งแต่ 0.54 ถึง 0.88) โดยเฉพาะเมื่ออ่านหนังสือซ้ำ 4 ครั้งขึ้นไป ในช่วงเวลาการอ่าน 20 นาทีต่อครั้ง ภายในหนึ่งเดือน (ResearchGate PDF)
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญก็ช่วยตอกย้ำข้อค้นพบเหล่านี้ ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัยศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า “กรอบกิจกรรมและเรื่องเล่าที่คุ้นเคยเหล่านี้เปรียบเสมือนฐานปล่อยจรวดสู่การเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน” เด็กๆ จะค้นพบรายละเอียดใหม่ๆ ในทุกครั้งที่อ่าน และค่อยๆ พัฒนาทักษะทั้งด้านภาษาและความสามารถในการคาดเดาเนื้อเรื่อง
ในมุมมองทางจิตวิทยา ความปรารถนาที่จะฟังเรื่องเดิมซ้ำๆ เกี่ยวข้องกับการแสวงหาความสบายใจและการควบคุม ดังที่นักจิตวิทยาคลินิกและผู้จัดพอดแคสต์ชื่อดังด้านการเลี้ยงลูกอธิบายไว้ (Popular Science) เรื่องเล่าที่คุ้นเคย ตัวละครที่คุ้นตา หรือแม้กระทั่งน้ำเสียงที่คุ้นเคยของพ่อแม่ ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างเกราะป้องกันทางอารมณ์ให้เด็กๆ ในขณะที่พวกเขาต้องเผชิญกับประสบการณ์ใหม่ๆ ตลอดทั้งวัน
แนวคิดนี้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการเคารพครูบาอาจารย์และผู้ใหญ่ รวมถึงการให้ความสำคัญกับกิจวัตรของครอบครัว ยังคงเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม สำหรับพ่อแม่ชาวไทย การอ่านนิทานเล่มเดิมซ้ำๆ จึงไม่ใช่แค่การส่งเสริมการเรียนรู้ แต่ยังเป็นการปลูกฝังคุณค่าเรื่องความเพียรพยายามและความผูกพันในครอบครัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์ชาติที่ทั้งกระทรวงศึกษาธิการและนิทานชาดกที่มักพบในหนังสือนิทานไทยต่างก็ส่งเสริม (กระทรวงศึกษาธิการ)
ประโยชน์ของการอ่านซ้ำยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้านภาษา การอ่านหนังสือเล่มโปรดซ้ำๆ ช่วยเสริมสร้างความคล่องแคล่วและความเข้าใจ ทำให้เด็กอ่านได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และในที่สุดก็จะสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปใช้กับเรื่องราวใหม่ๆ ได้ จากข้อมูลของผู้สนับสนุนด้านการอ่าน (Brightly) เด็กที่ได้อ่านหนังสือที่คุ้นเคยซ้ำๆ จะสามารถอ่านได้ “อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีอารมณ์ร่วม” ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดจากการอ่านแบบตะกุกตะกักทีละคำ ไปสู่การอ่านที่ลื่นไหลและมั่นใจ
เมื่อความมั่นใจของเด็กเพิ่มขึ้น ความสนุกและแรงจูงใจในการอ่านด้วยตนเองก็จะเพิ่มตามไปด้วย ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญต่อความสำเร็จทางการเรียนไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ งานวิจัยด้านการศึกษาของไทยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่าการรู้หนังสือตั้งแต่วัยเยาว์เชื่อมโยงกับผลการเรียนที่ดีขึ้นในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยนานาชาติที่ยืนยันถึงประโยชน์ตลอดชีวิตจากการอ่านหนังสือร่วมกันตั้งแต่วัยเด็ก (OECD)
อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณพ่อคุณแม่แล้ว การต้องอ่านนิทาน “กระต่ายน้อยจอมซน” เล่มเดิมทุกคืนเป็นเวลาหลายสัปดาห์อาจเป็นบททดสอบความอดทน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สร้างความหลากหลายโดยดึงให้เด็กๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการเล่านิทาน เช่น ให้พวกเขา “อ่าน” เรื่องราวในแบบของตัวเอง ชี้ชวนให้ดูรูปภาพ หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนเสียงตามตัวละครต่างๆ การสังเกตว่าปฏิกิริยาของเด็กเปลี่ยนไปอย่างไรในแต่ละครั้งที่อ่าน จะช่วยให้ประสบการณ์นี้น่าสนใจและน่าเบื่อน้อยลง (Popular Science)
นักวิจัยยังให้ความมั่นใจกับคุณพ่อคุณแม่ชาวไทยว่า หากการอ่านซ้ำๆ เริ่มกลายเป็นเรื่องที่หนักหนาเกินไป ก็สามารถเปลี่ยนไปอ่านเล่มใหม่ได้เช่นกัน นักจิตวิทยาท่านหนึ่งกล่าวว่า “ถ้าการอ่านหนังสือเล่มนั้นทำให้คุณแทบบ้า ก็ไม่เป็นไรที่จะเปลี่ยนไปอ่านเล่มอื่น” พร้อมย้ำว่าช่วงเวลาที่เด็กๆ จะยึดติดกับอะไรซ้ำๆ นั้นเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ในไม่ช้า พวกเขาก็จะหันไปสนใจหนังสือเล่มโปรดเล่มใหม่ หรือเริ่มอ่านหนังสือที่มีบทยาวขึ้น เช่น วรรณกรรมเยาวชนชื่อดังอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือวรรณกรรมคลาสสิกของไทยอย่าง “สุดสาคร”
เมื่อมองไปในอนาคต การส่งเสริมพฤติกรรมการอ่านที่อิงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ้าน อาจเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาภาพรวมด้านการศึกษาที่สะท้อนจากเกณฑ์มาตรฐานนานาชาติได้ จากข้อมูลของโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) พบว่าค่าเฉลี่ยด้านการรู้หนังสือของนักเรียนไทยในระดับประถมศึกษามีการพัฒนาขึ้นเพียงเล็กน้อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (ข้อมูล PISA) การปลูกฝังความรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์และสนับสนุนผ่านกิจวัตรประจำวันจึงอาจช่วยเสริมสร้างทักษะพื้นฐานทั่วประเทศได้
สำหรับผู้ปกครองและนักการศึกษาในประเทศไทย คำแนะนำเชิงปฏิบัติจึงชัดเจน นั่นคือการเปิดใจยอมรับพฤติกรรมการอ่านซ้ำของเด็ก เพราะมันเป็นสัญญาณของพัฒนาการที่ดี ควรอ่านหนังสือเล่มโปรดหลายๆ ครั้ง กระตุ้นให้เด็กมีส่วนร่วมผ่านการถามคำถามและการพูดคุย และใช้อุปกรณ์ช่วยสอนเมื่อทำได้ ควรเลือกหนังสือที่เหมาะสมกับวัยและมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม เช่น นิทานพื้นบ้านหรือนิทานชาดกของไทย และตอกย้ำคุณค่าของการอ่านให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรในครอบครัว
เหนือสิ่งอื่นใด พึงระลึกไว้ว่าวงจรการเล่านิทานก่อนนอนที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้นนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต แต่คือกลไกอันทรงพลังที่ช่วยสร้างทักษะทางภาษา ความมั่นใจ และความมั่นคงทางอารมณ์ สำหรับผู้ดูแลที่ต้องการสร้างนักอ่านรุ่นต่อไป บทเรียนสำคัญไม่ใช่การต่อต้านการอ่านซ้ำ แต่คือการทะนุถนอมโอกาสในการสร้างความผูกพันและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมนี้
สำหรับผู้ที่สนใจอ่านเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ สามารถดูได้ที่บทความของ Popular Science บทวิเคราะห์จาก Brightly และงานวิจัยสังเคราะห์ (ResearchGate PDF) ผู้อ่านชาวไทยยังสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลในประเทศได้ที่ กระทรวงศึกษาธิการ