บทที่ ๗ นี้ ตีความจากหนังสือ Reimagining Student Engagement : From Disrupting to Driving.  Chapter 6  Peers as Partners of Engagement 

เพื่อนนักเรียนเป็นได้ทั้งพลังหนุนความผูกพันการเรียนที่สุดประเสริฐ    และในทางตรงกันข้าม ก็อาจชวนกันเตลิดออกนอกลู่นอกทาง เสียผู้เสียคนร่วมกัน   หรือนักเรียนบางคนอาจเป็นตัวทำลายความผูกพันกับการเรียนของเพื่อนๆ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งแบบที่เจ้าตัวจงใจ และแบบที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว   

เพราะความผูกพันกับการเรียนเป็นปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

 

ผูกพันกับเพื่อนระหว่างการเรียน

“เข้าร่วม” กับเพื่อนๆ 

ในการผูกพันระดับ “เข้าร่วม” (participating) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของการผูกพันกับการเรียน   นักเรียนจะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ก็ต่อเมื่อครูบอกให้ทำ    ในการผูกพันต่อการเรียนระดับนี้ นักเรียนไม่เป็นผู้ริเริ่มกระทำการเอง (agency)    และไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง (autonomy) ในด้านพฤติกรรมการเรียน    คือจ้องจะทำตามที่ครูกำหนด  ไม่ใช่ตัวเองเป็นผู้กำหนด   หรือทำตามเพื่อนที่เป็นผู้นำ   

กลุ่มนักเรียนที่ “เข้าร่วม” ด้วยกัน  จะเน้นการ “ทำร่วมกัน”   ไม่ใช่ “คิดร่วมกัน”   และไม่ใช่ “เรียนร่วมกัน”   ซึ่งจะไม่นำสู่การกระตุ้นแรงจูงใจซึ่งกันและกัน  ไม่กระตุ้นความผูกพันต่อการเรียนซึ่งกันและกัน   

การผูกพันกับเพื่อนในระดับ “เข้าร่วม” ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อการเรียนรู้  เป็นการร่วมกันทำตามกติกาและแนวปฏิบัติในห้องเรียน   ร่วมอภิปรายเมื่อครูบอกให้ทำ    ร่วมทำงานกับเพื่อนๆ เพื่อทำให้งานสำเร็จตามที่ครูกำหนด  โดยทำตามวิธีการที่ระบุไว้แล้ว               

“ลงทุน” ร่วมกับเพื่อนๆ

นี่คือปฏิสัมพันธ์ในระดับ “คิดด้วยกัน เรียนด้วยกัน”   มีการแชร์ไอเดีย  ความเข้าใจ ความรู้  และคำถาม    ในลักษณะที่นักเรียนคิดริเริ่มกันเอง ไม่รอให้ครูหรือผู้อื่นบอก    โดยครูหนุนด้วยการฝึกให้นักเรียนแชร์ความคิดกัน เช่นการใช้เครื่องมือ think – pair – share   

พฤติกรรมสำคัญที่สุดคือการแชร์คำถาม    คำถามที่ตามมาด้วยการร่วมกันหาคำตอบ คือสัญญาณสำคัญของการผูกพันระดับ “ลงทุน”  

สภาพที่ตามมาคือ เกิดการกระตุ้นแรงจูงใจต่อกันและกัน   เกิดบรรยากาศของความกระตือรือร้นต่อการเรียน   

“ขับเคลื่อน” ร่วมกับเพื่อนๆ 

เป็นการร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อบรรลุผลการเรียน    ซึ่งหมายความว่า นักเรียนมีเป้าหมาย กลยุทธ และเส้นทางการเรียนรู้ที่ตนเองร่วมกันกำหนด   และในการดำเนินกิจกรรม ก็แสวงหาคำแนะนำและการช่วยเหลือ เพื่อดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย    ที่สำคัญ นักเรียนร่วมกันคิด ร่วมกันทดลอง ร่วมกันฟันฝ่า  ให้กำลังใจ  และให้คำแนะนำป้อนกลับซึ่งกันและกัน  เพื่อการบรรลุเป้าหมาย

ผมขอเพิ่มเติมว่า การร่วมกัน “ขับเคลื่อน” ที่ทรงพลังเกิดจากการร่วมกันประยุกต์ใช้ การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ (https://www.roong-aroon.ac.th/?p=13290)   ที่เป็นการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดร่วมกัน   โดยเฉพาะการใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle (gotoknow.org/posts/713644) ที่จะหนุนให้นักเรียนได้ฝึกสะท้อนคิดสู่การตกผลึกหลักการจากการปฏิบัติ   เท่ากับนักเรียนได้ร่วมกันเรียนรู้วิธีสร้างความรู้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติ   

 

“ขับเคลื่อน” ไปด้วยกัน

นักเรียนต้องเชื่อในพลังกลุ่ม  เชื่อว่าร่วมกันเรียนดีกว่าเรียนคนเดียว   ทุ่มเทแรงจูงใจของตนทั้งเพื่อการเรียนรู้ของตนเอง และการเรียนรู้ของกลุ่ม   แต่แรงจูงใจยังไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนกลุ่มได้สำเร็จ    ต้องการทักษะสำคัญ 

นักเรียนต้องการทักษะอะไรบ้าง เพื่อ “ขับเคลื่อน” ไปด้วยกัน

ทักษะที่ต้องการได้แก่ สื่อสารไอเดีย   แชร์ข้อมูล ต่อรองและยุติความขัดแย้ง ร่วมกันกำหนดเป้าหมายและแผนปฏิบัติ ร่วมกันประเมินการมีส่วนสนับสนุนของบุคคล และของกลุ่ม    โดยผมขอเพิ่มทักษะการสะท้อนคิด และทักษะรับฟังข้อสะท้อนคิดของเพื่อนที่แตกต่างจากความคิดของตน 

นอกจากทักษะสำคัญแล้ว กลุ่มที่ขับเคลื่อนไปด้วยกันอย่างมีพลัง ต้องมีคุณลักษณะสำคัญคือ   ความตระหนักรู้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระดับสูง   หมุนเวียนกันทำหน้าที่   สำนึกรับผิดชอบร่วมกัน  ให้คำแนะนำป้อนกลับเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน   ปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะผู้มีคุณค่าเสมอกัน            

ทักษะ “ฉัน”   นี่คือทักษะระดับปัจเจกบุคคล    

  • มีความมั่นใจในตนเองระดับที่พอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป   ไม่คิดว่าตนรู้ดีที่สุด   และรู้จักแสวงหาความช่วยเหลือหรือสนับสนุน   
  • พร้อมที่จะเรียนรู้  เผชิญความท้าทาย  และเรียนรู้จากความผิดพลาด
  • มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อกำหนดเป้าหมายของกลุ่ม ทำตามแนวทางและแผน ตัดสินใจ  และมอบหมายงาน
  • ร่วมสร้างความสำเร็จของกลุ่ม โดยเสาะหาความท้าทาย หากลยุทธเอาชนะอุปสรรค แชร์ข้อมูล  และมุ่งมั่นทำงาน
  • มีทักษะการสื่อสารทั้งด้วยวาจาและอวจนภาษา เพื่อแชร์ไอเดีย  ฟังคนอื่นอย่างตั้งใจ  เจรจาต่อรอง   และส่งเสริมการโต้แย้งที่จำเป็น   

ทักษะ “พวกเรา”   นี่คือทักษะระดับกลุ่ม 

  • ทักษะเพื่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระดับสูง ได้แก่ เข้าใจผู้อื่น (empathy)  ยอมรับผู้อื่น ยอมรับความผิดพลาด เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น
  • เชื่อว่า “เราจะทำได้สำเร็จ”
  • มีแรงจูงใจ และความมุ่งมั่น ที่จะประสบความสำเร็จร่วมกัน
  • หมุนเวียนกันทำหน้าที่ต่างๆ ในกลุ่ม
  • มีความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม
  • มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อกันในฐานะผู้เสมอกันในกลุ่ม
  • มีทักษะให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงช่วยเหลือสนับสนุน โดยไม่ทำให้เพื่อนเสียความมั่นใจในตนเอง

จะเห็นว่า ทักษะเหล่านี้ เป็น “จรณทักษะ” (soft skills) ทั้งสิ้น (gotoknow.org/posts/719308)

เขาแนะนำให้นำทักษะสองกลุ่มนี้ มาอภิปรายร่วมกันในกลุ่มนักเรียน เพื่อเรียนรู้ทำความเข้าใจ   นำมาใช้ในการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม  เพื่อหนุนให้การผูกพันกับการเรียนระดับ “ขับเคลื่อนไปด้วยกัน” เกิดการเรียนรู้ในระดับลึกและเชื่อมโยง 

ออกแบบชิ้นงานให้เหมาะแก่การ “ขับเคลื่อนไปด้วยกัน” 

เพื่อให้ชิ้นงานมีความเหมาะสมต่อการที่นักเรียนจะเรียนรู้ในระดับ “ขับเคลื่อนไปด้วยกัน”  ครูต้องออกแบบชิ้นงาน   โดยคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้ 

ระดับของความท้าทาย   หลักการคือ ชิ้นงานต้องยากในระดับท้าทาย แต่ทำสำเร็จได้   ในความรู้สึกของนักเรียน

ระดับของการเปิดกว้าง  เป้าหมายชัดเจน  แต่วิธีบรรลุเป้าหมายเปิดกว้างให้มีได้หลากหลายวิธี   อย่าให้มีเพียงวิธีที่ถูกกับวิธีที่ผิด 

ระดับของการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  การผูกพันกับการเรียนเป็นกลุ่ม  ต้องออกแบบชิ้นงานให้นักเรียนต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน  ทำงานอย่างประสานงานกัน  มีการสื่อสาร การร่วมมือ   ต้องไม่ใช่งานที่นักเรียนเพียงคนเดียวสามารถทำได้สำเร็จ

ขนาดของกลุ่ม  ควรคำนึงถึงขนาดของกลุ่มที่จะร่วมทำงานและเรียน   กลุ่มขนาดใหญ่มีข้อจำกัดที่สมาชิกบางคนอาจหลบงานได้ง่าย  อาจเกิดความขัดแย้งในกลุ่มได้ง่าย   มีความท้าทายสูงด้านการประสานงานภายในกลุ่ม และกระตุ้นแรงจูงใจ    กลุมขนาดใหญ่ทำได้ เมื่อมีการกำหนดบทบาทของสมาชิกกลุ่มแต่ละคนอย่างชัดเจน   

เอื้ออำนาจให้นักเรียน “ขับเคลื่อนไปด้วยกัน”

การผูกพันกับการเรียนรู้ระดับกลุ่ม และระดับ “ผูกพันไปด้วยกัน”  เป็นระดับสูงสุดของการเรียนรู้    ที่นักเรียนต้องใช้และฝึกฝน “ทักษะฉัน” และ “ทักษะเรา” เพื่อการขับเคลื่อนไปด้วยกัน  โดยระหว่างการเรียน ครูต้องชวนนักเรียนสังเกตและทำรายการของทักษะทั้งสอง เอามาทำความเข้าใจร่วมกัน  โดยใช้ภาษาที่นักเรียนเข้าใจได้ง่าย    ดังตัวอย่าง 

เส้นทาง “ขับเคลื่อนไปด้วยกัน”

ทักษะ “ฉัน” ทักษะ “พวกเรา”
  • ฉันแชร์ไอเดียกับกลุ่ม
  • ฉันรับฟังไอเดียของคนอื่น
  • ฉันทำงานกับคนอื่นเพื่อกำหนดเป้า  วางแผน   และมอบหมายงาน
  • ฉันประเมินสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว และหาทางปรับปรุง
  • ฉันขอคำแนะนำป้อนกลับจากคนอื่น
  • ฉันระบุอุปสรรค และแชร์ไอเดีย ว่าจะก้าวข้ามอย่างไร
  • ฉันท้าทายคนอื่นด้วยท่าทีเคารพและสนับสนุน
  • เรายอมรับและให้คุณค่าต่อกัน
  • เรายอมรับความผิดพลาดของเรา
  • เราฟัง และพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • เราระมัดระวังความรู้สึกซึ่งกันและกัน
  • เราแก้ปัญหาด้วยกัน
  • เราหมุนเวียนการปฏิบัติงาน และเปลี่ยนหน้าที่
  • เราให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงช่วยเหลือสนับสนุนแก่กัน
  • เราแชร์ความรับผิดชอบต่อความสำเร็จของกลุ่ม  

 

 

ให้คุณค่าและประเมินการ “ขับเคลื่อนไปด้วยกัน”

การ “ขับเคลื่อนไปด้วยกัน” เป็นเครื่องมือ (means)   เพื่อนำสู่การบรรลุเป้าหมาย (goal) คือผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน   เครื่องมือที่มีคุณภาพ ย่อมนำสู่เป้าหมายที่มีคุณภาพหรือมีระดับสูง    เครื่องมือในที่นี้คือความผูกพันกับการเรียน ที่มี ๒ ระดับในเวลาเดียวกัน คือระดับบุคคล กับระดับกลุ่ม   “ขับเคลื่อนไปด้วยกัน” เป็นความผูกพันระดับกลุ่ม

ครูต้องชวนนักเรียนประเมินระดับความผูกพัน ทั้งของนักเรียนรายคน  และของกลุ่ม    ในระหว่างการเรียนหรือทำงานกลุ่ม ครูอาจระบุตัวนักเรียนให้ประเมินตนเอง ว่าได้ใช้  ทักษะ“ฉัน” อย่างไรบ้าง เพื่อการ “ขับเคลื่อนไปด้วยกัน”    ต้องการพัฒนาทักษะตัวใด   ครูอาจให้เพื่อนช่วยให้คำแนะนำป้อนกลับแก่นักเรียนคนนั้น   

ครูอาจตั้งคำถามเดียวกันแก่กลุ่ม เรื่องการใช้ ทักษะ “พวกเรา”  เพื่อการ “ขับเคลื่อนไปด้วยกัน”   

ในขณะเดียวกัน ครูต้องประเมินความก้าวหน้า และผลลัพธ์ ของการเรียนรู้   และนำมาแจ้งเชิงป้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ (constructive feedback) แก่นักเรียน    เพื่อตอกย้ำว่า ความผูกพันทั้งระดับบุคคลและระดับกลุ่ม ส่งผลดีต่อการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม  เพื่อให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการผูกพันต่อการเรียนรู้ทั้งสองระดับ (บุคคล และกลุ่ม)   

 

ตรวจจับการไม่ผูกพัน 

ยิ่งนักเรียนมีความผูกพันต่อการเรียนสูงเพียงใด ยิ่งต้องการการสนับสนุนจากเพื่อนๆ มากเท่านั้น  สำหรับเป็นตัวกระตุ้นแรงจูงใจ และเป็นเพื่อนร่วมเรียน    แต่ยังมีอีกด้านหนึ่งของสถานการณ์ ที่นักเรียนไม่ผูกพันกับการเรียน   ผลกระทบต่อเพื่อนๆ มีตั้งแต่ไม่มีผลเสียใดๆ เลย ไปจนถึงเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย    เพื่อนๆ เรียนไม่ได้    ดังต่อไปนี้  

ผลของการ “ไม่ใส่ใจ” (withdrawing) ต่อการผูกพันต่อการเรียนของเพื่อนๆ 

“ไม่ใส่ใจ” กับการเรียน เป็นอาการของ ไม่ผูกพัน แบบไม่เห็นชัด    เช่นดียวกันกับ “เข้าร่วม” เป็นอาการของ ผูกพัน แบบไม่เห็นชัดหรือแบบเฉื่อย (passive)   ผลร้ายของการมีนักเรียนที่ไม่ใส่ใจต่อการเรียนจะมากน้อยขึ้นกับว่านักเรียนที่ไม่ใส่ใจอยู่ในกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็ก    หากอยู่ในกลุ่มใหญ่ คือทั้งชั้น ๓๐ คน มีคนไม่ใส่ใจหนึ่งหรือสองคน   ผลเสียต่อการเรียนของนักเรียนคนอื่นๆ อาจไม่ชัดเจน   แต่หากเป็นการเรียนกลุ่มย่อย ๔ คน มีคนไม่ใส่ใจ ๑ คน ย่อมก่อผลกระทบรุนแรงต่อผลลัพธ์การเรียนรู้    จะยิ่งรุนแรงหากสมาชิกคนอื่นๆ เห็นว่าถูกกินแรง และเห็นว่ากลุ่มคงจะทำงานไม่สำเร็จ ก็ไม่ใส่ใจบ้าง    หรืออาจเกิดความขัดแย้งขึ้นในกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ครูต้องตรวจสอบหาร่องรอยของการไม่ผูกพันระดับนี้    เพื่อหาทางร่วมมือกับนักเรียนทำความเข้าใจ และร่วมกันหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในการเรียนคาบต่อๆไป          

ผลของการ “เลี่ยง” (avoiding) ต่อการผูกพันต่อการเรียนของเพื่อนๆ 

อาการของการ “เลี่ยง” คือ นักเรียนเลี่ยงไปสนใจสิ่งอื่น แทนที่จะผูกพันกับการเรียน    จะส่งผลต่อการเรียนของเพื่อนๆ หรือไม่ และแค่ไหน ขึ้นกับพฤติกรรมเลี่ยง   หากขณะนั้นเป็นการเรียนร่วมกันทั้งห้อง มีนักเรียนคนหนึ่งแอบนั่งอ่านหนังสือนวนิยาย  ก็ไม่ก่อผลร้ายต่อเพื่อนๆ    แต่หากไม่สนใจเรียนแล้วชวนเพื่อนที่นั่งข้างๆ คุย  โดยเพื่อนเกรงใจก็คุยด้วย   ย่อมก่อความเสียหายต่อเพื่อนผู้นั้น  รวมทั้งเสียงอาจรบกวนเพื่อนที่นั่งใกล้ๆ   

ในกรณีของการเรียนเป็นกลุ่มย่อย  การ “เลี่ยง” ของสมาชิก ๑ คนอาจก่อผลเสียหายต่อการเรียนของกลุ่มแบบเดียวกันกับการไม่ผูกพันแบบ “ไม่ใส่ใจ”   

ผลของการ “ป่วน” (disrupting) ต่อการผูกพันต่อการเรียนของเพื่อนๆ 

การ “ป่วน” อาจทำโดยนักเรียน ๑ คน   ป่วนเพื่อนคนเดียวโดยชวนทะเลาะ   หรือป่วนเพื่อนทั้งกลุ่มในกิจกรรมกลุ่ม    หรือป่วนเพื่อนทั้งชั้น   ความเสียหายย่อมรุนแรงขึ้นตามลำดับ   

นักเรียนอาจรวมตัวกันหลายคน ตั้งใจป่วนครูและห้องเรียน  ความวุ่นวายและเสียหายย่อมมากขึ้นไปอีก 

 

อิทธิพลของเพื่อนต่อแรงจูงใจและการผูกพัน

ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเชิงสรุปจากผลงานวิจัย

อิทธิพลของเพื่อนต่อแรงจูงใจ

เพื่อนๆ มีส่วนเสริมพลังของแรงจูงใจภายในของนักเรียนโดย  (๑) สนับสนุนให้มีความเป็นตัวของตัวเอง (autonomy)   (๒) แสดงความเชื่อมั่นในสมรรถนะของนักเรียน (competence)  และ (๓) มีปฏิสัมพันธ์ที่ดี (relatedness) ต่อกัน  

เมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมของความคุ้นเคยและให้เกียรติกัน   มีการพูดคุยและรับฟังกัน   สนันสนุนเชิงอารมณ์ต่อกัน   และแชร์ประสบการณ์ของการเรียนรู้แก่กันและกัน    ปฏิสัมพันธ์ที่ดีเหล่านี้ จะทำให้ชั้นเรียนมีบรรยากาศของการเป็นชุมชน และการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี (relatedness)  

เมื่อนักเรียนให้คำแนะนำป้อนกลับแก่กันและกัน   สร้างเป้าหมายร่วมของการเรียนรู้   สามารถระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างเรียนร่วมกันได้   มีโมเดลการเรียนรู้ที่ได้ผลดีมาแชร์กัน   และให้การสนับสนุนแก่กันและกันระหว่างเรียน   จะหนุนให้นักเรียนเกิดความเชื่อมั่นในสมรรถนะ (ต่อการเรียน) ของตน (competence)    นำสู่ความมั่นใจว่าตนจะเรียนได้สำเร็จ

นักเรียนสามารถหนุนความต้องการเป็นตัวของตัวเอง (autonomy) ของเพื่อน โดยพยายามทำความเข้าใจมุมมองของกันและกัน  แชร์และรับฟังไอเดีย  อธิบายกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่กันและกัน   และและเจรจาต่อรองกัน เพื่อหาแนวทางการเรียนรู้ที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันต่อไป      

เพื่อนสามารถเป็นได้ทั้งแรงส่งและแรงต้านต่อความผูกพันต่อการเรียนของเพื่อน   ขึ้นกับระดับความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียนผู้นั้น และขึ้นกับบทบาทของครู     

มีผลงานวิจัยบอกว่า นักเรียนที่ได้แรงหนุนทั้งจากเพื่อนและครู  รายงานว่าตนมีพลังผูกพันต่อการเรียนสูงสุด   ในขณะที่นักเรียนที่มีเพื่อนสนิทไม่สนใจการเรียน และรู้สึกว่าครูก็ไม่เอาใจใส่ตน  รายงานว่าในสภาพนั้นความผูกพันต่อการเรียนของตนตกต่ำที่สุด   

ผลงานวิจัยชิ้นเดียวกัน บอกว่า นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ตั้งใจเรียนและได้รับการสนับสนุนจากเพื่อน  สภาพนั้นจะช่วยป้องกันผลลบจากการมีครูที่เอาใจใส่นักเรียนน้อย    และในทำนองเดียวกัน หากนักเรียนรู้สึกว่าตนได้รับความรักความเอาใจใส่จากครู จะช่วยป้องกันผลลบจากการอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ไม่ตั้งใจเรียน   

อีกงานวิจัยหนึ่งบอกว่า นักเรียนที่รักเรียนมักจะจับกลุ่มกัน  และนักเรียนที่เบื่อเรียนก็มักจะเข้ากลุ่มไม่ผูกพันกับการเรียน    ปรากฏการณ์ทางสังคมแบบนี้ ทำให้เด็กที่เรียนดีก็ยิ่งมีผลการเรียนดียิ่งขึ้น   ผมย้อนคิดกลับไปสมัยตัวเองอายุราวๆ สิบขวบ เมื่อกว่าเจ็ดสิบปีมาแล้ว   สภาพทางสังคมในโรงเรียนก็เป็นเช่นนี้  โดยแม่คอยกำชับให้คบเพื่อนที่เป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน   

ผลงานวิจัยเหล่านี้ ยืนยันว่าการเรียนรู้เป็นปฏิสัมพันธ์ทางสังคม   แรงจูงใจต่อการเรียนเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่อ่อนไหว    สภาพแวดล้อมทางสังคมที่เป็น “สนามพลังบวก” ช่วยหนุนความผูกพันกับการเรียน   ระดับของแรงจูงใจนี้สามารถเปลี่ยนได้นาทีต่อนาที ขึ้นกับอารมณ์ความรู้สึกที่ได้รับแรงกระตุ้นเชิงบวกหรือเชิงลบในขณะนั้น   ครูจึงต้องระมัดระวังพฤติกรรมของตน ที่จะต้องคำนึงว่านักเรียนมีอารมณ์ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับท่าทีแสดงความรักความเอาใจใส่ของตนอยู่ตลอดเวลา   

 

เพื่อนในฐานะหุ้นส่วนของการผูกพัน  

ที่ผ่านมา เราเน้นส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนระหว่างครูกับนักเรียน    ในตอนนี้ เราจะพิจารณาการส่งเสริมให้นักเรียนเป็นหุ้นส่วนของการเรียน และหุ้นส่วนของการพัฒนาการผูกพันต่อการเรียน ต่อกันและกัน    ที่ผมมองว่าการที่นักเรียนงอกงามคุณลักษณะการเป็นหุ้นส่วนกระตุ้นความผูกพันกับการเรียนรู้กับผู้อื่น  เป็นคุณสมบัติที่จะเป็นคุณไปตลอดชีวิต    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นทักษะของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) 

กำหนดเจตนารมณ์ของการผูกพัน

การเป็นหุ้นส่วนระหว่างเพื่อนนักเรียน ในเรื่องการผูกพันกับการเรียน เริ่มจากกระบวนการร่วมกันกำหนดเจตนารมณ์ของการเรียน  ดังตัวอย่างการสนทนาระหว่างนักเรียนคู่หุ้นส่วน 

นักเรียน ๑ :   ฉันกำหนดระดับความผูกพันไว้ที่ระดับ “ลงทุน” เพราะ ....

นักเรียน ๒ :  ถ้าเช่นนั้น  จะวางแผนเริ่มทำกิจกรรมอะไรในเส้นทาง “ลงทุน” เป็นกิจกรรมแรก 

 นักเรียน ๑ : ฉันจะเริ่มที่ ....

นักเรียน ๒ :  ดีมาก   หากเธอเจออุปสรรค เธอจะทำอย่างไร 

นักเรียน ๑ :  ผมอาจจะลอง ....   

หลังจากนั้นสลับบทบาท การเป็นผู้บอกเล่า กับการเป็นผู้ถาม   

นี่คือตัวอย่างของกิจกรรมเริ่มต้นของการที่นักเรียนเป็นหุ้นส่วนพัฒนาความผูกพันกับการเรียนแก่กันและกัน   โปรดสังเกตว่า ระดับความผูกพันของนักเรียนคนที่ ๑ กับคนที่ ๒ ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน    และกลยุทธ แผน การลงมือทำ ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน  คือต่างคนต่างก็มีตามที่ตนเองคิด   การมีคู่หุ้นส่วนเน้นการมีคู่คิด คู่ปรับทุกข์แชร์สุข   และคู่ให้กำลังใจ และคำแนะนำป้อนกลับแก่กันและกัน   

ครูสามารถช่วยเอื้อให้นักเรียนทำกิจกรรมนี้ง่ายขึ้นโดย

  • จัดทำตาราง รายการพฤติกรรม ในแต่ละระดับของการผูกพัน  ให้นักเรียนมองเห็นง่ายๆ เอาไว้ช่วยเตือนนักเรียน
  • จัดทำรายการ กลยุทธสำหรับเอาชนะอุปสรรค  และเพิ่มเติมเมื่อนักเรียนค้นพบเพิ่มขึ้นจากประสบการณ์จริง    ไว้ให้นักเรียนเปิดอ่านได้ยามต้องการ

เมื่อนักเรียนมีประสบการณ์เพิ่มขึ้น นักเรียนแต่ละคู่อาจมีวิธีการสนทนากระตุ้นการแชร์เจตนารมณ์ และแผนซึ่งกันและกันตามสไตล์ของตนเอง    

เริ่มผูกพัน

คู่หุ้นส่วนเรียนรู้และพัฒนาความผูกพันกับการเรียน สนทนากันเพื่อกระตุ้นซึ่งกันและกันให้เริ่มกระบวนการผูกพันกับการเรียนอย่างมีคุณภาพสูง    ดังตัวอย่างคำสนทนา 

นักเรียน ๑ :   คุณวางแผนผูกพันระดับ “ลงทุน” (investing)   ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง 

นักเรียน ๒ :  ผมคิดว่าผมกำลังอยู่ที่ระดับ “ลงทุน”   แต่น่าจะล้ำเข้าไประดับ “ขับเคลื่อน” (driving) นิดหน่อย   

นักเรียน ๑ :  คุณรู้ได้อย่างไรว่าตนเองกำลังผูกพันระดับ “ลงทุน”    และคุณทำอะไร จึงว่ามีส่วนอยู่ในระดับ “ขับเคลื่อน” ด้วย 

นักเรียน ๒ :  ผมเช็คกับ ๕ ข้อของการ “ลงทุน”  และพบว่าผมทำได้ครบถ้วน    แต่เมื่องานดำเนินไประยะหนึ่งผมหันไปขอ feedback จากเพื่อนที่ทำงานร่วมกันว่าเขามีคำแนะนำวิธีรับปรุงให้ผลงานดีกว่านี้ไหม   

ในกรณีที่คู่หุ้นส่วนยังไม่บรรลุเจตนารมณ์    คำสนทนาอาจเป็นดังนี้ 

นักเรียน ๑ :   คุณวางแผนผูกพันระดับ “ลงทุน” (investing)   ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง 

นักเรียน ๒ :   ผมคิดว่าผมติดอยู่ที่ระดับ “เข้าร่วม” (participating) 

นักเรียน ๑ :   ทำไมจึงคิดว่าคุณอยู่ในระดับ “เข้าร่วม”    แทนที่จะอยู่ในระดับ “ลงทุน” ตามที่ตั้งเจตนารมณ์ไว้

นักเรียน ๒ :   ผมแค่ตั้งคำถามหนึ่งหรือสองคำถามเท่านั้น    นอกนั้นฟังคนอื่น และมุ่งทำงานให้เสร็จ    จึงคิดว่าผมอยู่แค่ระดับ “เข้าร่วม”     

นักเรียนพึงตระหนักว่า ตนมีหน้าที่ตั้งคำถาม เพื่อให้เพื่อนคู่หุ้นส่วนสะท้อนคิด   ไม่ใช่เพื่อให้มีการตัดสิน    การสนทนาตั้งคำถามเป็นแบบเดียวกัน แม้นักเรียนจะอยู่ในสภาพไม่ผูกพัน (disengage)

ครูควรทำรายการคำถามสำหรับเป็นตัวอย่างของการเริ่มสนทนาระหว่างคู่หุ้นส่วน    เช่น

  • มีอะไรกระตุ้นให้คุณคิดเช่นนั้น
  • ลองให้ตัวอย่างวิธีการ ... ได้ไหม
  • คุณทำอะไรที่เป็นพฤติกรรมในการผูกพันระดับ ...
  • เคยมีคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัว  แต่คุณไม่กล้าถามบ้างไหม    คำถามว่าอย่างไร   ทำไมไม่กล้าถาม
  • ฯลฯ 

ครูต้องหาโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการเริ่มต้นผูกพัน   ฝึกช่วยเพื่อนให้เริ่มฝึก   ฝึกตั้งคำถามลึกๆ    และฝึกให้นักเรียนใช้หลักฐานในการประเมินระดับของการผูกพัน  มีกรณีตัวอย่างที่นักเรียนช่วยเหลือกันให้รู้จักคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับการผูกพันต่อการเรียนของตน      

ขั้นตอนต่อไป

เมื่อนักเรียนประเมินระดับการผูกพันเป็น    ก็จะวางแผนการผูกพันต่อได้    นักเรียนจะช่วยเหลือให้เพื่อนคู่หุ้นส่วนคิดวางแผนด้วยตนเองได้ โดยไม่เข้าไปคิดแทน   นักเรียนไม่เข้าไปรับผิดชอบการผูกพันของเพื่อน   ไม่เข้าไปช่วยแก้ปัญหาการผูกพันของเพื่อน  แต่ช่วยเหลือให้เพื่อนแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง   โดยช่วยตั้งคำถามให้คิด   หรือช่วยให้ความเห็นกรณีเพื่อนมีคำถาม    ซึ่งในขั้นตอนนี้คือการวางแผนการผูกพัน   ตัวอย่างคำถามสำหรับใช้ช่วยเหลือเพื่อน เช่น

  • ตอนนี้เป้าหมายของการผูกพันของคุณคืออะไร
  • คุณจะไปสู่เป้าหมายนั้นอย่างไร
  • คุณต้องการความช่วยเหลือบ้างไหม
  • ตอนนี้อยู่ช่วงกลางคาบเรียน คุณกำลังผูกพันระดับ “ลงทุน”   หากคุณอยากเข้าสู่ระดับ “ขับเคลื่อน” คุณต้องทำอะไรบ้าง

จะเห็นว่าคำถามกระตุ้น หรือช่วยเหลือเพื่อน ขึ้นกับช่วงเวลาของการเรียนด้วย   

บทบาทของครูในช่วงนี้  อาจได้แก่ 

  • ร่วมสร้างเป้าหมายของการผูกพัน เพื่อฝึกให้นักเรียนทำเป็น   เช่น ร่วมสร้างเป้าหมายออกจากการไม่ผูกพัน เข้าสู่สภาพผูกพันกับการเรียน   สร้างเป้าหมายของการยกระดับความผูกพัน
  • ชวนนักเรียนทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการกำหนดเจตนารมณ์หรือเป้าหมายหนึ่ง   กับเจตนารมณ์หรือเป้าหมายอีกระดับหนึ่งที่สูงขึ้น  เพื่อให้นักเรียนหาทางฝึกระดับการผูกพันของตนเอง
  • ชวนนักเรียนทำความเข้าใจสถานการณ์ที่อาจต้องการความช่วยเหลือ และวิธีขอความช่วยเหลือ   ชวนนักเรียนคาดการณ์ความช่วยเหลือที่อาจต้องการระหว่างวางแผนการผูกพันกับการเรียน   

ฝึกให้นักเรียนเป็นหุ้นส่วนผูกพันที่ก่อผลดี

ถึงตอนนี้นักเรียนได้เข้าใจระดับของความผูกพัน   เข้าใจกระบวนการของการเริ่มต้น และดำเนินการต่อเนื่อง   ขั้นตอนต่อไปคือการฝึกปฏิบัติให้นักเรียนเป็นหุ้นส่วนผูกพันที่ดี   ให้นักเรียนทำได้จนชำนาญ    โดยครูแสดงบทบาทต่อไปนี้

  • ปฏิบัติให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง   โดยปฏิบัติกับผู้ใหญ่คนอื่น  หรือจับคู่กับนักเรียน  ระหว่างปฏิบัติเป็นตัวอย่างแก่นักเรียนทั้งชั้น ก็มีคำอธิบายแต่ละกระบวนการด้วย
  • สาธิตตัวอย่างการเป็นหุ้นส่วนผูกพันที่ดี และที่ไม่ดี    ระหว่างสาธิตตัวอย่างไม่ดี ให้นักเรียนให้คำแนะนำป้อนกลับว่าควรปรับปรุงอย่างไร เพราะอะไร    
  • สาธิตสถานการณ์ที่หลากหลาย ได้แก่กรณีที่คู่หุ้นส่วนปฏิบัติตัวดีทั้งคู่  กรณีที่คู่หุ้นส่วนคนหนึ่งไม่ตั้งใจผูกพัน   และกรณีไม่ผูกพันทั้งคู่   ทำความเข้าใจว่าเมื่อไรนักเรียนควรขอความช่วยเหลือจากครูหรือเพื่อนคนอื่น
  • สร้างเกณฑ์สำหรับการเป็นคู่หุ้นส่วนผูกพันที่ดี   ซึ่งก็คือสภาพที่ทั้งสองฝ่ายมี “ทักษะพวกเรา” ที่กล่าวแล้วข้างต้น
  • สร้างเกณฑ์สำหรับการเป็นหุ้นส่วนผูกพันที่ดีระดับบุคคล   ซึ่งก็คือการมี “ทักษะฉัน” ที่กล่าวแล้ว
  • เปิดโอกาสให้นักเรียนได้จับคู่หุ้นส่วนหมุนเวียนกับไปแบบจับฉลาก  เพื่อให้มีประสบการณ์เป็นหุ้นส่วนกับเพื่อนที่แตกต่างกัน   และเพื่อให้นักเรียนได้คุ้นเคยกัน   
  • ให้นักเรียนสะท้อนคิดระหว่างฝึก   และให้คำแนะนำป้อนกลับว่าควรปรับปรุงอย่างไร
  • ครูให้คำแนะนำป้อนกลับแก่นักเรียนระหว่างฝึก      

ถึงขั้นนี้ นอกจากเกิดความผูกพัน (engagement) ระหว่างครูกับนักเรียนแล้ว    นักเรียนก็ได้เริ่มฝึกทักษะความผูกพันระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกัน (peer engagement)         

ประเด็นสะท้อนคิดสำหรับครู ในการเตรียมหนุนให้เกิด peer engagement

  • ฉันมีเป้าหมายเริ่มต้นของการสร้าง peer engagement อย่างไร
  • ขั้นตอนแรกๆ คืออะไรบ้าง
  • คาดว่าจะต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง  เตรียมข้ามผ่านอย่างไรบ้าง
  • ตัวฉันเองจะสร้างเครือข่าย peer engagement กับเพื่อนครูอย่างไร 

 

หุ้นส่วนผูกพันต่อการเรียนที่บ้านและในชุมชน

ถึงขั้นนี้ เราได้ทำความเข้าใจพลังของการผูกพันเป็นหุ้นส่วน (engagement)   ที่สำหรับนักเรียนเน้นที่ความผูกพันกับการเรียน  ที่ความผูกพันระหว่างครูกับนักเรียนช่วยหนุนให้นักเรียนผูกพันกับการเรียนได้ดียิ่งขึ้น   และในบทที่ ๗ นี้ เราได้เรียนรู้วิธีที่นักเรียนเป็นหุ้นส่วนส่งเสริมการผูกพับต่อการเรียนของกันและกัน ที่เรียกว่า peer engagement    ในตอนที่ผ่านมา ได้กล่าวว่า เพื่อนครูด้วยกันก็ควรใช้พลังของ peer engagement ด้วย เพื่อร่วมกันทำหน้าที่หนุนการเรียนของนักเรียน   

เรื่องการใช้พลังของ engagement สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนนี้ ต้องไม่จำกัดวงอยู่เฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น  ต้องขยายสู่สมาชิกที่บ้านของนักเรียน  และสู่สมาชิกของชุมชนโดยรอบที่นักเรียนดำรงชีวิตอยู่ด้วย    ดังจะกล่าวรายละเอียดในบทที่ ๑๑               

วิจารณ์ พานิช

๒๓ เม.ย. ๖๘  ปรับปรุง ๑๒ พ.ค. ๖๘