ผมเขียนบันทึกเรื่อง TSQM-N ที่ (๑)    เช้าวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๘ มีการประชุมกลั่นกรองข้อเสนอโครงการขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง ปี ๒๕๖๘   ที่ กสศ. จะมีทุนสนับสนุน ๑๙ ล้านบาท    และมีผังความคิดดังนี้

ทำให้ผมเกิดความคิดว่า     ประเทศไทยต้องการมุมมองใหม่ ต่อสิ่งที่เรียกว่า “การศึกษา”   และกิจการของ TSQM-N น่าจะเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนมุมมองนี้   

กลยุทธสำคัญคือ    TSQM-N เข้าไปหนุนให้ “ภาคี ๔ กลุ่ม”    ช่วยกันตีความหามุมมองใหม่ ที่จะทำให้การศึกษาหนุนการสร้างพลเมืองไทยคุณภาพสูง ได้ดีกว่าที่ผ่านมา     

กลุ่มแรก อยู่ในวงกลมของภาพข้างบน    ได้แก่ ครู ผอ. โรงเรียน   

กลุ่มที่สอง   อยู่เหนือภาพ คือ  หน่วยงานต้นสังกัด เขต อบจ. 

กลุ่มที่สาม   อยู่ด้านขวาของภาพ  คือสารพัดภาคีในพื้นที่   

กลุ่มที่สี่  ไม่อยู่ในภาพ คือบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการส่วนกลาง     

ผมมองว่ า ทีมจัดการโครงการ นำโดย อ. อ้อย เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ต้องหาทางชักชวนภาคีครบทั้งสี่กลุ่มเข้าร่วมขบวนการ    ในฐานะผู้ร่วมตีความหาความหมายใหม่ของ การศึกษา จากการปฏิบัติในโครงการ   แล้วหนุนให้ภาคีเหล่านั้นเป็นผู้สื่อสาร “ความหมายใหม่” เหล่านั้น  แก่สาธารณชน   

เท่ากับ “ความหมายใหม่” ของการศึกษา มาจากการสะท้อนคิดจากประสบการณ์ตรงของภาคี   และสื่อสารออกมาจากวาทกรรม (narratives) ของผู้นั้น   

นี่คือมุมมองใหม่ของผม ต่อการจัดการ TSQM-N ให้ก่อคุณค่าและผลกระทบ ต่ออนาคตของบ้านเมืองมากยิ่งขึ้น    ว่า   TSQM-N ต้องหนุนให้เกิด “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (change agent) ขึ้นในภาคีทั้ง ๔ กลุ่ม    หนุนให้ภาคีพัฒนาความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ขึ้น   

คือนอกจาก หนุนการพัฒนา S&K ของภาคี แล้ว    ยังต้องหนุน V&A ของท่านเหล่านั้น ต่อ “การศึกษา”   

วิจารณ์ พานิช

๑๘ พ.ค. ๖๘

บนเครื่องบิน จากเวียนนา กลับกรุงเทพ