ผลสำรวจล่าสุดจาก Gallup เผยว่าชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นเชื่อว่าศาสนากำลังมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในสังคม นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สวนกระแสสังคมโลกที่ห่างเหินจากศาสนา (secular trends) มานานหลายปี โดยรายงานฉบับเดือนมิถุนายน ปี 2025 ระบุว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 34% มองว่าศาสนามีอิทธิพลต่อชีวิตในระดับชาติมากขึ้น ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าจับตาจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่เพียง 20% เท่านั้น ในทางกลับกัน แม้คนส่วนใหญ่ (59%) ยังคงมองว่าอิทธิพลของศาสนากำลังลดน้อยลง แต่สัดส่วนนี้ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 75% ในปี 2024 (Gallup)
แนวโน้มที่น่าสนใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์ทางการเมืองและวัฒนธรรมที่ซับซ้อนของสหรัฐอเมริกา สำหรับผู้อ่านชาวไทย การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อศาสนาของชาวอเมริกันเปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้เห็นเทรนด์ของโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบมาถึงแวดวงการศึกษา ภาคประชาสังคม หรือแม้แต่นโยบายต่างๆ ของเรา ประเด็นบทบาทของศาสนาในสังคมมักถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อยู่บ่อยครั้ง เพราะในขณะที่พุทธศาสนาเป็นแกนกลางของอัตลักษณ์ชาติไทย รัฐธรรมนูญของเราก็ยังคงยึดหลักการแยกศาสนาออกจากรัฐอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลสำรวจของ Gallup ในอดีตชี้ว่ามุมมองของผู้คนมักผันผวนไปตามเหตุการณ์สำคัญระดับชาติหรือโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 ในปี 2001 ความเชื่อที่ว่าศาสนามีอิทธิพลมากขึ้นได้พุ่งทะยานจาก 39% ไปอยู่ที่ 71% ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ Gallup เริ่มสำรวจหัวข้อนี้ในปี 1957 และยังเคยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอีกครั้งในช่วงการระบาดของโควิด-19 ในเดือนเมษายน 2020 ซึ่งในตอนนั้น 38% มองว่าศาสนามีอิทธิพลมากขึ้น นับเป็นตัวเลขที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2006
อย่างไรก็ดี การพุ่งขึ้นของตัวเลขล่าสุดนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เฉพาะหน้าเหมือนในอดีต นักวิเคราะห์ชี้ว่าความยึดมั่นในศาสนาส่วนบุคคลของชาวอเมริกันยังคงเดิม โดย 47% ระบุว่าศาสนา “สำคัญอย่างยิ่ง” ต่อชีวิต ซึ่งไม่ต่างจากปีก่อนหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าต้นตอของมุมมองที่เปลี่ยนไปนี้มาจาก “การเมือง” เนื่องจากผลสำรวจจัดทำขึ้นหลังพรรครีพับลิกันคว้าชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งระดับชาติ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าผลการเลือกตั้งและความรู้สึกว่าค่านิยมทางศาสนาได้รับการตอบสนองจากอำนาจทางการเมือง คือปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้
ในอดีต ข้อมูลของ Gallup ก็ตอกย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่สามารถส่งผลต่อมุมมองของสาธารณชนเกี่ยวกับบทบาทของศาสนาได้เช่นกัน หลังจากพรรครีพับลิกันกวาดเสียงข้างมากในสภาเมื่อปี 1994 ชาวอเมริกันก็มีแนวโน้มที่จะมองว่าศาสนามีอิทธิพลเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม หลังชัยชนะของพรรคเดโมแครตในปี 2008 และ 2020 มุมมองต่ออิทธิพลของศาสนาก็ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (16% ในปี 2021 และ 18% ในปี 2009) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยอาจกำลังประเมินอิทธิพลของศาสนาผ่านเลนส์การเมืองและผลการเลือกตั้ง มากกว่าที่จะมองจากความศรัทธาส่วนตัวหรือจำนวนคนเข้าโบสถ์ Gallup
เมื่อเจาะลึกผลสำรวจล่าสุด จะเห็นว่าแนวโน้มนี้เกิดขึ้นในทุกกลุ่มประชากรและกลุ่มการเมือง เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2022–2024 กับผลสำรวจล่าสุด สัดส่วนชาวอเมริกันที่เชื่อว่าศาสนามีอิทธิพลเพิ่มขึ้นนั้นสูงขึ้นถ้วนหน้าในอัตราสองหลักเกือบทุกกลุ่ม โดยการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดอยู่ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน (จาก 11% เป็น 35%) ตามมาด้วยพรรคเดโมแครต (จาก 32% เป็น 41%) และกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (จาก 21% เป็น 31%) ทำให้ช่องว่างระหว่างผู้สนับสนุนสองพรรคใหญ่ในประเด็นนี้แคบลงอย่างเห็นได้ชัด จาก 21 จุด เหลือเพียง 6 จุด
แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต กลุ่มเสรีนิยม (43%) และกลุ่มคนหนุ่มสาว (40%) กลับเป็นกลุ่มที่มองว่าศาสนามีอิทธิพลเพิ่มขึ้นมากที่สุด ส่วนกลุ่มที่เห็นด้วยน้อยที่สุด ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ (28%) กลุ่มสายกลาง (29%) และผู้ที่อาศัยในชนบท (29%) ในขณะเดียวกัน กลุ่มศาสนาหลัก ทั้งโปรเตสแตนต์ (33%) คาทอลิก (35%) และชาวอเมริกันที่ไม่มีศาสนา (36%) ต่างก็มีมุมมองที่ใกล้เคียงกันอย่างน่าทึ่ง ซึ่งชี้ว่ามุมมองต่อบทบาทของศาสนาในสังคมอาจอยู่เหนือความแตกต่างทางความเชื่อไปแล้ว
ที่น่าสนใจไปกว่านั้น Gallup ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทัศนคติของผู้คนที่จำแนกตามความถี่ในการเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา โดย 33% ของผู้ที่เข้าโบสถ์ทุกสัปดาห์, 31% ของผู้ที่เข้าเป็นครั้งคราว และ 37% ของผู้ที่ไม่ค่อยหรือไม่เคยเข้าเลย ต่างก็ตอบว่าศาสนากำลังมีอิทธิพลมากขึ้นในสังคม การที่มุมมองของทุกกลุ่มมาบรรจบกันเช่นนี้อาจบ่งชี้ว่าการรับรู้เรื่องอิทธิพลของศาสนาในปัจจุบันเป็นผลมาจากสัญญาณทางวัฒนธรรมหรือการเมืองมากกว่าประสบการณ์ทางศาสนาโดยตรง (รายงานจาก Gallup)
สำหรับคนไทย ผลสำรวจนี้อาจสะท้อนภาพที่ทั้งคุ้นเคยและน่าแปลกใจในเวลาเดียวกัน แม้ไทยจะเป็นเมืองพุทธ แต่สังคมเราก็มีการถกเถียงเรื่องบทบาทของศาสนาในการเมือง การศึกษา และนโยบายสาธารณะอยู่เสมอ แต่ต่างจากสหรัฐฯ ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายและวัฒนธรรมคอยกำกับไม่ให้ศาสนามีอิทธิพลต่อรัฐบาลอย่างเปิดเผย ในไทย สถาบันสงฆ์และวัดต่างมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมอย่างเข้มแข็ง และพิธีการของรัฐก็มักจะมีประเพณีทางพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่และคนเมืองกำลังแสดงออกถึงความหลากหลายทางศาสนาที่เพิ่มขึ้นและเริ่มตั้งคำถามต่อโครงสร้างแบบเดิมๆ ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มสังคมที่ห่างเหินศาสนาแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในโลกตะวันตก (ข้อมูลประเทศไทยจาก BBC)
ผู้เชี่ยวชาญอย่างผู้อำนวยการศูนย์ศาสนศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทยได้ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญว่า “ทัศนคติของชาวอเมริกันย้ำเตือนเราว่า พลังทางสังคมของศาสนามักจะแยกไม่ขาดออกจากบริบททางการเมือง แม้ว่าผู้คนจะไม่ได้เคร่งศาสนามากขึ้นในระดับบุคคล แต่ความรู้สึกของพวกเขาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อผลการเลือกตั้งหรือประเด็นถกเถียงในระดับชาติ” สิ่งนี้สอดคล้องกับข้อมูลในอดีตของ Gallup ซึ่งเชื่อมโยงการพุ่งขึ้นของมุมมองต่ออิทธิพลศาสนาเข้ากับช่วงเวลาที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองหรือสังคม ก่อนจะกลับสู่ภาวะปกติในเวลาต่อมา
บริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมช่วยอธิบายทัศนคติของชาวอเมริกันได้มากขึ้น โดยศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ยืนยันถึงแนวโน้มการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างเป็นทางการที่ลดลงในสหรัฐฯ ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา (ข้อมูลจาก Pew) อัตราการเป็นสมาชิกโบสถ์และการเข้าโบสถ์อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่กลุ่มคนที่เรียกว่า “nones” หรือผู้ที่ระบุว่าไม่มีศาสนา ก็มีจำนวนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ผู้เชี่ยวชาญชาวไทยด้านศาสนาเปรียบเทียบตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบการแยกตัวจากศาสนานี้มีแนวโน้มคล้ายคลึงกันในเขตเมืองและในกลุ่มผู้มีการศึกษาของไทย แม้ว่าประเพณีทางพุทธศาสนาจะยังคงได้รับการเคารพในพื้นที่สาธารณะก็ตาม
นักวิจัยของ Gallup และนักวิเคราะห์อิสระต่างเตือนว่าทัศนคติในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในขณะที่ประชากรสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงไป โดยคนรุ่นใหม่มักจะเคร่งศาสนาน้อยกว่าคนรุ่นก่อน แนวโน้มการยึดถือศาสนาที่ลดลงในระยะยาวก็อาจจะกลับมามีผลต่อมุมมองของผู้คนอีกครั้ง นอกจากนี้ หากกระแสลมทางการเมืองเปลี่ยนทิศ มุมมองต่อสถานะทางสังคมของศาสนาก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย
สำหรับประเทศไทย ประสบการณ์ของสหรัฐฯ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าขบคิดและให้ข้อมูลเชิงลึก ในยุคที่กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้วัฒนธรรมไทยและตะวันตกใกล้ชิดกันมากขึ้น การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ที่ไม่หยุดนิ่งระหว่างศาสนา การเมือง และมุมมองของสาธารณชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และผู้นำชุมชน ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียน มหาวิทยาลัย หรือวงสนทนาในครอบครัว นี่คือโอกาสที่เราจะได้ทบทวนความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างรูปแบบของไทยและอเมริกันอย่างมีวิจารณญาณ โดยเฉพาะในยามที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่และสังคมเมืองอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับคนไทยคือ การตระหนักว่าศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในหลากหลายมิติ และยอมรับว่ามุมมองที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ มักสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่าในด้านการเมือง สังคม และช่องว่างระหว่างวัย มากกว่าจะเป็นการ “หวนคืน” สู่ค่านิยมดั้งเดิมแบบตรงไปตรงมา ระบบการศึกษาและสื่อมวลชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพูดคุยอย่างมีเหตุผลและการคิดเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับบทบาทของศาสนา เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยสามารถใช้ชีวิตในโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน
ท้ายที่สุด ในขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตามองการเมือง วัฒนธรรม และศาสนาที่ผสมผสานกันในรูปแบบใหม่ๆ ข้ามทวีป การติดตามพัฒนาการเหล่านี้ในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจะช่วยให้คนไทยสามารถคาดการณ์แนวโน้มของโลกที่อาจส่งผลกระทบกลับมายังบ้านเราได้ดีขึ้น สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมและข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับความคิดเห็นของชาวอเมริกัน สามารถติดตามงานวิจัยของ Gallup ได้ผ่านช่องทางที่เป็นทางการ (Gallup)