วงการการศึกษาและเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเผชิญกับความกังวลครั้งใหม่ หลังผลวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นถึงกระแสตีกลับของนโยบาย “หัดเขียนโค้ด” ที่เคยถูกผลักดันอย่างหนัก วิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่เคยถูกมองว่าเป็นใบเบิกทางสู่อนาคตที่มั่นคงและมั่งคั่ง กำลังกลายเป็นบทเรียนราคาแพง เมื่อบัณฑิตจบใหม่ต้องเผชิญกับอัตราการว่างงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แซงหน้าบัณฑิตสาขาอื่นที่ไม่ใช่สายเทคนิค และจุดประกายให้เกิดการถกเถียงครั้งใหญ่ในไทยถึงทิศทางการศึกษาดิจิทัลและความเป็นจริงของตลาดแรงงาน (Futurism)
สถานการณ์นี้สะเทือนมาถึงประเทศไทยอย่างจัง ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมต่างทุ่มสุดตัวเพื่อผลักดันการเรียนเขียนโค้ดและทักษะดิจิทัลในโรงเรียน ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ผู้กำหนดนโยบายของไทยได้เดินหน้าโครงการระดับชาติเพื่อจัดชั้นเรียนเขียนโค้ดให้นักเรียนระดับประถมหลายพันคน โดยตั้งเป้าเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยแข่งขันในเวทีโลกได้ (Pattaya Mail, Nation Thailand) ทว่าข้อมูลล่าสุดจากสหรัฐฯ และบริษัทวิเคราะห์ชั้นนำกลับชี้ว่าตลาดงานเทคโนโลยีกำลังอิ่มตัว ซึ่งนับเป็นโจทย์ด่วนที่ท้าทายนักวางแผนการศึกษาและแรงงานของไทย
รายงานฉบับล่าสุดจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ซึ่งถูกอ้างอิงในสื่อต่างประเทศหลายแห่ง เผยว่าบัณฑิตสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับอัตราการว่างงานถึง 6.1% และที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือบัณฑิตวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่เผชิญอัตราการว่างงานสูงถึง 7.5% ตัวเลขทั้งสองสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5.8% ของบัณฑิตจบใหม่ในทุกสาขาวิชา ที่น่าสนใจคือ บัณฑิตวารสารศาสตร์ที่มักถูกมองว่าอยู่ในช่วงขาลง กลับมีอัตราว่างงานเพียง 4.4% ซึ่งหมายความว่าพวกเขามีโอกาสตกงานน้อยกว่าบัณฑิตสายเทคโนโลยีด้วยซ้ำ (Entrepreneur)
การพลิกผันนี้สวนทางกับความเชื่อตลอดทศวรรษที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง กระแส “Learn to Code” ที่โด่งดังไปทั่วโลกช่วงปลายทศวรรษ 2010 ได้ก่อให้เกิดโครงการริเริ่มจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่มุ่งเป้าไปที่นักเรียนตั้งแต่ระดับประถมถึงมหาวิทยาลัย ประเทศไทยเองก็เดินตามแนวโน้มนี้ โดยริเริ่มโครงการห้องเรียนดิจิทัล สร้างมาตรฐานหลักสูตรการเขียนโค้ดใหม่ และสนับสนุนให้เด็กๆ เป็น “ผู้สร้าง” เทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ “ผู้บริโภค” (Elite Plus Magazine) เหล่าผู้สนับสนุนต่างวาดฝันถึงอนาคตอันสดใสว่าทักษะการเขียนโค้ดจะเป็นเกราะป้องกันบัณฑิตจากผลกระทบของระบบอัตโนมัติ การย้ายฐานการผลิต และวิกฤตเศรษฐกิจ
แต่ภาพความจริงในปัจจุบันกลับสวนทาง ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (entry-level) ในสายเทคฯ กลับหายากขึ้นทุกที เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์สูง หรือไม่ก็ย้ายฐานงานไปต่างประเทศเพื่อลดต้นทุน ซ้ำร้าย การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีอัตโนมัติก็เข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานใหม่ๆ ก่อนที่บัณฑิตจะทันได้เข้าไปแข่งขันเสียอีก ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลและธุรกิจรายหนึ่งให้ความเห็นกับ Newsweek ว่า “เราผลิตบัณฑิตออกมามากเกินไปโดยไม่ได้จัดการกับปัญหาการกีดกันและการเอาเปรียบในกระบวนการจ้างงานสายเทคฯ ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นกำลังหายไป การฝึกงานแบบไม่ได้รับค่าจ้างยังคงมีอยู่ทั่วไป และบริษัทต่างๆ ก็กำลังย้ายฐานการผลิตหรือใช้ระบบอัตโนมัติมาแทนที่งานที่บัณฑิตเหล่านี้ถูกฝึกมาเพื่อทำ” (Futurism)
ความรู้สึกผิดหวังนี้สะท้อนผ่านความเห็นอย่างตรงไปตรงมาของนักวิจารณ์การเงินชั้นนำรายหนึ่งว่า “เราสร้างกระแส ‘ตื่นทอง’ แห่เรียนเขียนโค้ดขึ้นมา ในจังหวะที่ทองกำลังจะหมดเหมืองพอดี บริษัทต่างๆ กำลังตัดงบประมาณด้านวิศวกรรมลง 40% ในขณะที่จำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์กลับพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มันคือหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน เมื่ออุปทานล้นตลาด ค่าจ้างก็ดิ่งลงเหว” (Futurism)
ข้อมูลเชิงลึกจากประเทศไทยก็สะท้อนภาพที่ไม่ต่างจากทั่วโลกนัก แม้จะมีรายละเอียดที่แตกต่างไปบ้าง ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า การว่างงานของบัณฑิตไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยปัจจุบันมีบัณฑิตปริญญาตรีว่างงานอยู่ราว 91,000 คน ขณะที่บัณฑิตจบใหม่ปีละกว่า 410,000 คนต้องดิ้นรนหางานทำ (Nation Thailand) แม้ทักษะไอทีและดิจิทัลยังเป็นที่ต้องการในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีทักษะขั้นสูงด้านการเขียนโค้ด ความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือธุรกิจดิจิทัล แต่จำนวนตำแหน่งงานจริงกลับมีไม่เพียงพอต่อบัณฑิตจำนวนมหาศาลที่เข้าสู่ตลาด ผลศึกษาจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่ามีตำแหน่งงานเพียง 22% เท่านั้นที่เปิดรับผู้ไม่มีประสบการณ์อย่างแท้จริง โดยส่วนใหญ่ต้องการคนที่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อนแล้ว
รัฐบาลไทยได้ทุ่มงบมหาศาลไปกับโครงการ “Coding for Better Life” โดยตั้งเป้าสร้างห้องเรียนดิจิทัล 1,500 แห่ง และนำการเขียนโปรแกรมเข้าสู่ทุกระดับชั้นการศึกษาที่สำคัญ (Nation Thailand) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และพันธมิตรระดับโลกได้จัดการฝึกอบรมครูด้านการเขียนโค้ด และวางแผนที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเขียนโค้ดระดับนานาชาติเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมแล้วกว่า 700 แห่ง ณ ต้นปี 2567 แต่ถึงจะมีความพยายามเหล่านี้ ประเทศไทยก็ยังคงเผชิญกับภาวะขาดแคลนทักษะดิจิทัลอย่างรุนแรง ข้อมูลจากภาครัฐเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ประมาณการว่ามีความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลถึง 100,000 คนต่อปี แต่ปัจจุบันสามารถผลิตได้เพียงประมาณ 25,000 คน ทำให้เกิดภาวะบัณฑิตล้นตลาดในบางแขนง แต่กลับขาดแคลนอย่างหนักในสาขาเฉพาะทาง
ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในไทยแตกออกเป็นสองฝ่าย ผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการแย้งว่าการเขียนโค้ดยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลได้แทรกซึมเข้าไปในภาคการเกษตร ธุรกิจ และการบริหารราชการแผ่นดิน ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารสูงสุดของ depa ได้เน้นย้ำว่า “ทักษะการเขียนโค้ดไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่คือการนำวิธีคิดเชิงดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในทุกสาขาอาชีพ รวมถึงการเกษตร การดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาชนบท” อย่างไรก็ตาม ผู้นำในภาคเอกชนกลับเตือนว่าระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ได้เตรียมความพร้อมให้บัณฑิตสำหรับความท้าทายในโลกแห่งความเป็นจริง รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยท่านหนึ่งได้ให้ข้อสังเกตว่า “ในจำนวนบัณฑิตจบใหม่ 420,000 คนต่อปี มีเพียงประมาณ 254,000 คนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในระบบ ส่วนที่เหลืออีก 160,000 คนเลือกที่จะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือยังคงต้องพึ่งพาทางการเงินจากพ่อแม่” (Nation Thailand)
สำหรับบัณฑิตไทยจบใหม่สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ การหางานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความท้าทาย หลายคนเล่าว่าจำเป็นต้องพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เช่น การฝึกงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง การเรียนรู้ภาษาโปรแกรมเพิ่มเติม หรือการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เพียงเพื่อให้ได้เข้าสัมภาษณ์งาน TDRI สรุปว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือโอกาสงานระดับเริ่มต้นมีน้อย, กระแสการจ้างงานจากต่างประเทศ (outsource) และการที่นายจ้างยืนกรานว่าต้องการผู้มีประสบการณ์และทักษะอื่นๆ ที่จำเป็น (soft skills) เช่น การแก้ปัญหาและการสื่อสาร
อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจในบริบทของไทยคือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลระหว่างเมืองกับชนบท รายงานปี 2567 จากมูลนิธิเอเชีย (แม้จะยังไม่สามารถเข้าถึงฉบับเต็มได้ในขณะที่เขียน) ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างจังหวัดต่างๆ กับกรุงเทพมหานครในแง่ของโอกาสงานด้านไอทีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บัณฑิตในเมืองจึงมีโอกาสหางานสายเทคฯ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องได้มากกว่า ขณะที่บัณฑิตจากพื้นที่ห่างไกล แม้จะจบไอทีมา ก็อาจต้องทำงานนอกสาย หรือต้องรีบย้ายเข้าเมืองหลวงทันทีที่เรียนจบ
เวลานี้ ผู้กำหนดนโยบายการศึกษาของไทยกำลังหารือถึงทิศทางต่อไป นักวิจารณ์จากแวดวงวิชาการและสมาคมอุตสาหกรรมเรียกร้องให้มีการฝึกอบรมที่นำไปใช้ได้จริงมากขึ้น, การพัฒนาบุคลากรให้ตรงจุด (โดยเน้นในสาขาที่ยังขาดแคลน เช่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์และวิทยาศาสตร์ข้อมูล) และความร่วมมือที่เข้มแข็งขึ้นระหว่างมหาวิทยาลัยและนายจ้างเพื่อเสนอการฝึกงาน การฝึกอาชีพ และการเรียนรู้ระหว่างทำงานจริง นอกจากนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปหลักสูตรเพื่อผนวกการเขียนโค้ดเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับทุกคน โดยต้องไม่โฆษณาเกินจริงว่านี่คือตั๋วสู่ความมั่งคั่งในสายเทคโนโลยี
ในอดีต การที่ประเทศไทยเร่งรีบรับเอาทักษะดิจิทัลมาใช้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมพลเมืองให้เข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำมาซึ่งประโยชน์ที่แท้จริง เช่น การบริการภาครัฐแบบดิจิทัลที่ดีขึ้นและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แต่การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและการชะลอตัวของการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องปรับทิศทางอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ดูเหมือนว่ากระแสเรียนโค้ดได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว การจัดการความคาดหวังจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “คนรุ่นใหม่ที่หลงทาง” เพราะการว่างงานและความผิดหวัง
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าแม้ความต้องการทักษะดิจิทัลพื้นฐานจะยังคงอยู่ แต่ตลาดแรงงานมีแนวโน้มที่จะต้องการกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่มีขนาดเล็กลง แต่มีความเฉพาะทางมากขึ้น นั่นคือผู้ที่มีชุดทักษะที่ทันสมัยและล้ำหน้า, มีความสามารถในการแก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง และสามารถปรับตัวได้ดี ส่วนบัณฑิตสาขาอื่นจะต้องรู้จักผสมผสานทักษะการเขียนโค้ดเข้ากับความสามารถเฉพาะทางของตน และเมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกภาคส่วน ตำแหน่งงานใหม่ๆ จะเกิดขึ้นในสาขาที่ไม่เคยถูกมองว่าเป็นสายไอทีมาก่อน เช่น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์, สุขภาพ, โลจิสติกส์ และการเกษตร
สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองชาวไทยที่กำลังตัดสินใจเลือกเส้นทางอนาคต คำแนะนำที่จับต้องได้คือให้ความสำคัญกับการสร้างชุดทักษะที่กว้างขึ้น ความสามารถทางภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ, ประสบการณ์จริงจากการฝึกงาน และความรู้แบบสหวิทยาการ ล้วนเป็นปัจจัยที่จะสร้างความแตกต่างในตลาดแรงงานยุคใหม่ นอกจากนี้ การติดตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และรับฟังเสียงจากนายจ้างแทนที่จะเดินตามกระแสการศึกษาอย่างเดียวก็เป็นสิ่งสำคัญ
สรุปได้ว่ากระแส “ตื่นทอง” แห่เรียนเขียนโค้ดนั้นให้ผลลัพธ์ที่หลากหลาย แม้ว่าการเขียนโค้ดจะเป็นทักษะที่มีคุณค่าและควรเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาของนักเรียนทุกคน แต่นี่ไม่ใช่ตั๋วการันตีอาชีพที่มั่นคงหรือรายได้สูงอีกต่อไป ผู้กำหนดนโยบาย, นักการศึกษา, นักเรียน และผู้ปกครองชาวไทยจะต้องมองภาพอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น, การปรับตัว และความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต
สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาหรือพิจารณาที่จะเรียนต่อในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า:
- หาประสบการณ์จริงจากการแข่งขันแฮกกาธอน, การฝึกงาน หรือการทำงานฟรีแลนซ์
- พัฒนาทักษะเสริมด้านการสื่อสาร ธุรกิจ หรือการออกแบบ
- เปิดใจมองหาเส้นทางอาชีพนอกเหนือจากสายงานเทคฯ แบบเดิมๆ
- ติดตามเทรนด์อุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ก่อนตัดสินใจเลือกเรียนสาขาเฉพาะทาง
- ผลักดันการปฏิรูปการศึกษาที่เชื่อมโยงห้องเรียนเข้ากับความต้องการของตลาดแรงงาน
ในขณะที่ภูมิทัศน์ดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงคือ ความสามารถในการปรับตัวและการเต็มใจที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าเทคโนโลยีหรือความต้องการของตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างไร
ที่มา: Futurism, Nation Thailand, Pattaya Mail, Entrepreneur, Elite Plus Magazine, Nation Thailand