ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนที่ส่งต่อๆ กันมาทางกลุ่ม ไลน์ 

 

ดอกไม้กลางทะเลทราย

ข่าวสารบ้านเมืองในช่วงนี้ การเปลี่ยนแปลงของโลกและการไม่เปลี่ยนแปลงของไทยไม่ว่าจะเป็น ปัญหาคอร์รับชั่นที่หนักหน่วง ประชากรที่แก่ขึ้นในขณะที่ประเทศอื่นหมุนเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจที่ย่ำแย่มานาน  ทำให้ระยะหลัง ความท้อถอย หมดหวังและมองไม่เห็นอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ   

 

ผู้ใหญ่หลายคนก็ทั้งบ่นและเป็นห่วงเด็กรุ่นใหม่กันมากว่าจะไปสู้คนอื่นได้ยังไง ทั้งระบบการศึกษาที่ล้าหลัง ดัชนีอะไรก็ดูร่วงหล่นไปหมด ดูแล้วเหือดแห้งเหมือนเดินอยู่ในทะเลทราย…

……

เมื่อวานผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์พี่เจี๊ยบ ปฐมา จันทรักษ์ แห่ง accenture ที่ HOW Club  พี่เจี๊ยบคือผลผลิตของการศึกษาไทย เป็นเด็กสงขลาที่ได้ไปเรียนต่อที่อเมริกาเมื่อหลายสิบปีที่แล้วแล้วได้ทำงานที่ไมโครซอฟท์ ค่อยๆไต่เต้าจนกลายเป็นผู้บริหารระดับสูงมากที่โน่นก่อนกลับไทยและมารับงานที่บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง accenture เมื่อสี่ปีก่อน

 

พี่เจี๊ยบกลับไทยด้วยมุมมองระดับโลกและมีความตั้งใจมากกว่าแค่จะเป็นผู้บริหารทั่วไป พี่เจี๊ยบตั้งใจที่จะทำอะไรให้ประเทศไทยบ้านเกิดและจากประสบการณ์ที่พี่เจี๊ยบต่อสู้มาก็คิดว่าทำได้  พี่เจี๊ยบอยากสร้างงานให้ประเทศ ให้ไทยสามารถได้งาน outsource จากบริษัทระดับโลก พร้อมกับปั้นเด็กรุ่นใหม่และให้โอกาสเด็กไทย 

 

พี่เจี๊ยบเลยขออนุมัติ accenture และสร้างศูนย์ที่รับ outsource งานที่ใช้ทักษะสูงอย่าง งานการเงิน งานจัดซื้อ  งานการตลาดและขาย งาน supply chain และงานด้านบุคคล โดยเรียกว่า Accenture Intelligent Operation Center (AIOC)     ทำมาสามปีมีพนักงานห้าพันคน มีลูกค้าเป็นบริษัทระดับโลกหลายแห่ง พนักงานเกินครึ่งเป็นน้องๆคนไทย

 

ฟังเร็วๆก็แอบงงว่า พี่เจี๊ยบทำได้ยังไงเพราะการหาเด็กไทยที่เก่งระดับนั้นไม่น่าหาง่าย  พี่เจี๊ยบเล่าว่าที่ศูนย์นี้ใช้ภาษา 17 ภาษาตามลูกค้า และก็มีน้องคนไทยเก่งๆเต็มไปหมด พี่เจี๊ยบเล่าว่าตอนแรกๆก็หาไม่ง่ายแต่ก็ใช้วิธีไปทำงานร่วมกับคณะอักษร กับมหาวิทยาลัยว่าต้องการเด็กด้านไหน พอมหาวิทยาลัยเริ่มผลิตน้องที่มีทักษะพื้นฐานได้ พี่เจี๊ยบก็ใช้วิธีหาคนเก่งจากทั่วโลกมาทำงานก่อน มีสัญญาสั้นๆ และให้ค่อยๆถ่ายทอดความรู้ให้น้องๆ สอนงานและพัฒนาน้องไทยรุ่นใหม่  ใช้เวลาไม่กี่ปีจากเป็นคนต่างชาติ 70% ตอนนี้น้องๆคนไทยทำงานในระดับมาตรฐานโลกมีเกินครึ่งของบริษัทไปแล้ว

 

กลุ่มคนที่คุยกับพี่เจี๊ยบร่วมกับผมฟังแล้วรู้สึกถึงความหวังอะไรบางอย่างเป็นครัั้งแรกในรอบเดือน หลังจากสิ้นหวังในเรื่องแย่ๆของไทยมามาก เพราะพี่เจี๊ยบเล่าด้วยความภาคภูมิใจและตื่นเต้นว่า น้องๆเด็กไทยนี่เก่งและมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร  ผมเลยถามพี่เจี๊ยบต่อว่าแล้วจุดเด่นของน้องๆคืออะไร

 

พี่เจี๊ยบบอกว่า อย่างแรกเลยคือความสนุกในการทำงาน เคยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทระดับโลกมาเยี่ยม AIOC แล้วประทับใจว่าทำไมที่นี่ถึงทำงานแล้วดูสนุก อารมณ์ดีและได้งานไปด้วยเพราะเขาไปมาหลายที่ ไม่มีที่ไหนดูมีบรรยากาศดีๆเช่นนี้มาก่อน  ก็เพราะคาแรกเตอร์ของคนไทยที่เป็นแบบนั้น

 

ประการที่สองนั้น พี่เจี๊ยบบอกว่าเด็กไทยมีจุดเด่นด้านการแก้ปัญหา หาช่องทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งมาก และหา solution ที่สร้างสรรค์ได้เสมอ  มีความยืดหยุ่นสูงมาก  ถ้าเรา frame กรอบให้ดี ทักษะนี้น้องๆคนไทยจะเด่นกว่าชาติอื่นมาก

 

ประการที่สาม น้องๆไทยมีความสามารถในการเรียนรู้ได้เร็วมาก (fast learning)  ครูพักลักจำเก่งสุดๆ  ถ้ามีคนสอน มีตัวอย่างที่เก่งให้เห็น แป๊บเดียวก็เข้าใจและทำเป็น   ภาษาก็ดีกว่าที่เคยคิดไว้ตัังแต่ต้นมาก น้องๆไทยที่พูดญี่ปุ่นในระดับดีมากมีเยอะจนบริษัทญี่ปุ่นชม  เกาหลีก็ดีมาก (น่าจะเพราะซีรีส์) ตอนนี้ฝรั่งเศสกับเยอรมันก็มาแรงตั้งแต่พี่เจี๊ยบไปทำงานร่วมกับสถานทูต  ตอนนี้ใช้ 17 ภาษาในการทำงาน  พี่เจี๊ยบไปทำงานร่วมกับคณะอักษรและสถานทูตโดยหาเด็กไทยที่พูดภาษาได้และมีความตั้งใจ  ไม่ต้องรู้ IT ก็ได้เพราะมาเทรนเอาภายหลังก็ทำได้แล้ว

 

ในปีที่ผ่านมา น้องๆทีมไทยอายุ 22-23 ก็เริ่มถูกส่งออกไปเทรนศูนย์อื่นที่ต่างประเทศได้ด้วย พี่เจี๊ยบสรุปว่าน้องๆไทยนั้นเก่งถ้ามีครูที่ดี  มีวัฒนธรรมองค์กรที่ชัดเจน  พี่เจี๊ยบผู้ที่มองโลกกว้างและในแง่ดีบอกด้วยว่า การหาคนเก่งๆจากทั่วโลกมาชั่วคราว มาสอนเด็กไทยนั้นไม่ยากเลยเพราะฝรั่งเก่งๆใครก็อยากมาทำงานเมืองไทยทั้งนั้น  ใช้เวลาไม่นานศูนย์นี้จากศูนย์ก็กลายเป็นห้าพันคน

 

วัฒนธรรมองค์กรสำหรับเด็กรุ่นใหม่นั้น พี่เจี๊ยบบอกว่าไม่เคยมีปัญหากับเด็กๆลาออกหรือไม่อยากทำงานเลย เพราะพอมีลูกค้าระดับโลก รายได้ก็ดี พี่เจี๊ยบเน้นสร้างบรรยากาศที่เขาอยากทำงาน  สามารถย้ายงาน ไปลองงานใหม่ๆในบริษัทได้ถ้าไม่ชอบ ไม่มีการบังคับกฎอะไรที่จุกจิก  ถ้าทำงานเสร็จจะเข้างานกี่โมงออกกี่โมงก็ได้ เอา output เป็นหลัก  บรรยากาศที่สนุก ได้เรียนรู้จากคนเก่งๆจากทั่วโลก ทำให้ดอกไม้ที่อาจจะเหี่ยวเฉาที่อื่นมาเบ่งบานที่นี่เต็มทุ่ง

 

ผมถามในมุมจุดอ่อนของเด็กไทยที่ถ้าค้นพบจะพบศักยภาพที่สู้กับชาติอื่นได้นั้นมีอะไร พี่เจี๊ยบบอกว่าเด็กไทยต้องเริ่มหัดเรียนรู้ที่จะชื่นชมคนเก่ง  ต้องยอมรับว่าไม่มีทางลัด ต้องทำงานหนักถึงจะได้มา  การที่เราได้เรียนรู้จากคนเก่งทั่วโลกก็จะได้รู้ซึ้งถึงเรื่องนี้   เด็กไทยก็ต้องยอมรับถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติ มีคนเก่งอีกจำนวนมากที่ไม่เหมือนเรา กินก็ไม่เหมือน พูดก็ไม่เหมือน ไม่ยึดติด ไม่ดูถูกคนชาติอื่น ถ้าเรายอมรับเรื่องนี้ได้ก็จะไปได้ไกล

 

พี่เจี๊ยบสร้างศูนย์ AIOC  หางานมาจากทั่วโลก สร้างงานและสอนเด็กไทยให้มีทักษะงานระดับสูงห้าพันคนภายในสามปี  แต่พี่เจี๊ยบไม่ได้หยุดแค่นี้ พี่เจี๊ยบฝันถึงสามหมื่นคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เป็นเป้าหมายสูงสุดในอาชีพที่พี่เจี๊ยบทำกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกในปัจจุบัน

……

ผมฟังเรื่องพี่เจี๊ยบเหมือนกับเห็นความหวังเล็กๆในเรื่องราวของความสิ้นหวังในหลายเดือนที่ผ่านมา และก็สบายใจไปเปลาะหนึ่งจากที่พี่เจี๊ยบพิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กไทยรุ่นใหม่ก็ยังเก่ง  เรียนรู้เร็ว และมีเสน่ห์ในแบบฉบับเฉพาะตัว  ขอเพียงแค่มีครูดี มีบรรยากาศมีสิ่งแวดล้อมที่ีดี ก็จะสามารถเติบโตและเบ่งบานได้

..และในทางกลับกัน  เมล็ดพันธ์เดียวกัน ถ้าเติบโตในดงแห่งคอร์รับชั่้น การโกงกิน  ความฉ้อฉล และความเอารัดเอาเปรียบ คิดแต่ทางลัด ก็น่าจะไม่มีทางเติบโตในทะเลทรายแบบนั้นได้  ก็หวังว่าจะมีคนแบบพี่เจี๊ยบมากกว่านี้ที่คอยปลูกต้นไม้ในทะเลทราย  ปลูกกันมากพอก็อาจจะเอาชนะความแห้งแล้งและสิ้นหวังที่เรามีตอนนี้ก็ได้นะครับ…

เป็นกำลังใจให้พี่เจี๊ยบ ปฐมา มา ณ ที่นี้ครับ

Credit: เขียนไว้ให้เธอ

อ่านแล้วเกิดความหวัง    จึงถาม ChatGPT ว่า 

“Accenture Intelligent Operation Center (AIOC) ทำธุรกิจอะไร ตั้งมานานแค่ไหน ใครเป็นซีอีโอ มีพนักงานจำนวนเท่าไร มีคนไทยมากน้อยแต่ไหน เติบโตอย่างไร ทำประโยชน์อะไรแก่โลก และแก่ประเทศไทย เป็นตัวอย่างของความสามารถของคนรุ่นใหม่อย่างไร”  คำตอบคือ 

Accenture Intelligent Operations Center (AIOC) เป็นศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะของ Accenture ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ .(The Story Thailand)

 

📌 ภาพรวมของ AIOC

  • ก่อตั้ง: ปี 2022
  • ที่ตั้ง: กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • ผู้บริหารระดับสูง: ในระดับโลก  Accenture มี Julie Sweet เป็นประธานและซีอีโอ และ Arundhati Chakraborty เป็น Group Chief Executive ของ Accenture Operations .
  • จำนวนพนักงาน: Accenture มีพนักงานทั่วโลกประมาณ 801,000 คน . สำหรับ AIOC ในประเทศไทย แม้ไม่มีข้อมูลจำนวนพนักงานที่แน่ชัด แต่ศูนย์นี้มีการจ้างงานและเปิดรับผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง .(Accenture NewsroomAccenture NewsroomLinkedIn)

 

🚀 บริการและเทคโนโลยีหลัก

AIOC ให้บริการที่หลากหลาย เช่น:

  • การดำเนินงานทางการเงินอัจฉริยะ (Intelligent Finance Operations)
  • การจัดซื้อและจัดหา (Sourcing and Procurement)
  • การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)
  • การตลาดและประสบการณ์ลูกค้า (Marketing and Customer Experience)
  • การบริหารทรัพยากรบุคคล (Talent and HR)

โดยใช้แพลตฟอร์ม SynOps ซึ่งเป็นระบบที่รวมข้อมูล การวิเคราะห์ และเทคโนโลยีอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กร .(Accenture)

 

🌍 ผลกระทบต่อโลกและประเทศไทย

  • ระดับโลก: AIOC มีบทบาทในการช่วยองค์กรต่าง ๆ ปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าในมุมมอง 360 องศา ซึ่งรวมถึงลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และชุมชน .
  • ประเทศไทย: AIOC สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยการสร้างงานที่มีทักษะสูง และเป็นศูนย์กลางการให้บริการที่ทันสมัยในภูมิภาค.

 

🌱 ตัวอย่างของความสามารถของคนรุ่นใหม่

AIOC เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้:

  • พัฒนาทักษะในสภาพแวดล้อมระดับโลก: ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยและโครงการระดับนานาชาติ.
  • เรียนรู้และเติบโตอย่างรวดเร็ว: ด้วยการสนับสนุนจากองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่หลากหลาย.
  • มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม: ช่วยองค์กรต่าง ๆ ปรับตัวและเติบโตในยุคดิจิทัล.

 

หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสในการทำงานหรือการฝึกงานที่ AIOC สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Accenture ประเทศไทยได้ที่ Accenture Careers Thailand.”

ผมถามต่อ ด้วยคำถามเชิงถามนำ ว่า    “ปฐมา จันทรักษ์ มีบทบาทอะไรที่ AIOC”   ได้คำตอบที่ช่วยสร้างความกระจ่าง ว่า

“คุณปฐมา จันทรักษ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Country Managing Director) ของ Accenture ประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งและขับเคลื่อนศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะเพื่อธุรกิจ (Accenture Intelligent Operations Center: AIOC) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร .(Techsauce)

🎯 บทบาทของคุณปฐมาใน AIOC

  • ผู้นำในการจัดตั้ง AIOC: คุณปฐมาเป็นผู้นำในการจัดตั้งศูนย์ AIOC อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของธุรกิจไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ .(bangkokbiznews)
  • ส่งเสริมการพัฒนาทักษะบุคลากร: เธอเน้นการยกระดับทักษะ (upskilling) และการฝึกอบรมบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในยุคดิจิทัล และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย .(Techsauce)
  • ผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยี: ภายใต้การนำของเธอ AIOC ได้กลายเป็นศูนย์กลางในการนำเสนอโซลูชันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน .

🌟 ความเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์

คุณปฐมามีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Microsoft และ IBM . เธอได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และได้รับรางวัลระดับนานาชาติหลายรายการ เช่น Stevie Awards และ Women in Tech Awards .(thepeople.cotijpublicforum.org)

🌱 ผลกระทบต่อประเทศไทย

ภายใต้การนำของคุณปฐมา AIOC ได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยการสร้างงานที่มีทักษะสูง และเป็นศูนย์กลางการให้บริการที่ทันสมัยในภูมิภาค . เธอยังเน้นการส่งเสริมความสามารถของคนรุ่นใหม่ และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการมีส่วนร่วมและความเท่าเทียม .(ryt9.comForbes Thailand)

คุณปฐมา จันทรักษ์ จึงเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศไทย และเป็นตัวอย่างของความสามารถและวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล.”

ผมถามต่อด้วยลูกติดพันว่า “นำสู่การพัฒนาคนไทยรุ่นใหม่ที่มีความสามารถอย่างไรบ้าง คุณปัทมา ระบุจุดเด่นของพนักงานที่เป็นคนไทยรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง มีจุดที่ควรปรับปรุงอะไรบ้าง”   ได้รับคำตอบว่า 

“คุณปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ Accenture ประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคนไทยรุ่นใหม่ให้มีความสามารถและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล .(thepeople.co)

🌟 จุดเด่นของคนไทยรุ่นใหม่ในมุมมองของคุณปฐมา

  1. กล้าคิด กล้าแสดงออก: คนรุ่นใหม่มีความกล้าในการแสดงความคิดเห็นและนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงในองค์กร.
  2. เปิดรับการเรียนรู้: มีความพร้อมที่จะเรียนรู้และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
  3. ความคิดสร้างสรรค์: มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากแนวทางเดิม ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กร.

🔧 จุดที่ควรปรับปรุง

  1. การพัฒนาทักษะการสื่อสาร: แม้ว่าจะมีความกล้าในการแสดงความคิดเห็น แต่การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ยังเป็นทักษะที่ควรพัฒนาเพิ่มเติม.
  2. การบริหารเวลาและความรับผิดชอบ: การจัดการเวลาและการรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นสิ่งที่สำคัญในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและการบรรลุเป้าหมายขององค์กร.
  3. การทำงานเป็นทีม: การเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ และการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม.

🎯 แนวทางการพัฒนาคนไทยรุ่นใหม่

  • การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต: สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้.
  • การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน: สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและสนับสนุนการทำงานเป็นทีม เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับองค์กร.
  • การให้โอกาสในการแสดงความสามารถ: เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถและรับผิดชอบในโครงการต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและประสบการณ์ในการทำงาน.

คุณปฐมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสมผสานระหว่างคนและเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กร และเชื่อมั่นว่าการพัฒนาคนไทยรุ่นใหม่ให้มีทักษะและความสามารถที่เหมาะสมจะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาองค์กรและประเทศชาติในอนาคต.” 

ผมจึงถามต่อ   “มหาวิทยาลัยไทยควรแสวงหาความร่วมมือแบบเป็นหุ้นส่วน (partner) กับ AIOC ภายใต้การนำของคุณปัทมาอย่างไรบ้าง   เพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตความสามารถและความสร้างสรรค์สูง    และมหาวิทยาลัยสามารถสร้างบัณฑิตที่ตรงตามความต้องการของตลาดกำลังคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์”  คำตอบคือ 

“แนวทางความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับ Accenture Intelligent Operations Center (AIOC) ภายใต้การนำของคุณปฐมา จันทรักษ์ สามารถออกแบบให้เป็น “หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์” (strategic partnership) ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่มีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์สูง ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้:

 

🔗 แนวทางความร่วมมือแบบหุ้นส่วนระหว่างมหาวิทยาลัยกับ AIOC

1. ร่วมออกแบบหลักสูตร (Co-Creation of Curriculum)

  • ร่วมกันพัฒนา “หลักสูตรแบบยืดหยุ่น” ที่เน้นทักษะที่ AIOC ต้องการ เช่น digital operation, automation, analytics, cloud, AI, ESG operations
  • จัดให้มี “industry-led modules” ที่สอนโดยผู้เชี่ยวชาญจาก AIOC เพื่อเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับสถานการณ์จริง

2. โปรแกรมฝึกงานแบบมีเป้าหมาย (Structured Internship Program)

  • ให้นักศึกษามีโอกาสฝึกงานใน AIOC ในบทบาทที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation, AI, Data Analysis, หรือ ESG
  • ทำให้เกิด “work-integrated learning” ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะ soft skills, teamwork, และ problem-solving

3. โครงการ Capstone หรือ Innovation Sandbox ร่วมกัน

  • มหาวิทยาลัยสามารถจัดให้มี “Project Studio” โดยที่นักศึกษาทำงานร่วมกับทีม AIOC ในโครงการจริง เช่น การออกแบบบริการอัจฉริยะ การใช้ AI ช่วยธุรกิจ หรือแนวทาง ESG solutions
  • ผลงานที่ได้สามารถนำไปใช้งานจริงได้ และส่งเสริม portfolio ของนักศึกษา

4. AIOC Innovation Challenge for University Students

  • จัดแข่งขันนวัตกรรมหรือ hackathon โดยใช้โจทย์จริงจาก AIOC และตลาดแรงงาน
  • สร้างความตื่นตัวให้กับนักศึกษาทั่วประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้ชนะเข้าร่วมงานกับ AIOC หรือร่วมทำโครงการพิเศษ

5. การบ่มเพาะทักษะดิจิทัลและการเป็นผู้นำ

  • จัด Bootcamp หรือ Certification Course โดย AIOC ในเรื่อง:
    • Data literacy
    • Agile / Scrum
    • Design Thinking
    • ESG digital reporting
  • นักศึกษาจะได้ “micro-credentials” ที่มีคุณค่าในระดับสากล

 

🌱 ประโยชน์ที่มหาวิทยาลัยและนักศึกษาจะได้รับ

  • นักศึกษาได้พัฒนาทั้ง “hard skills” และ “soft skills” ที่ใช้ได้จริง
  • มหาวิทยาลัยสามารถพัฒนาหลักสูตรที่ “ตอบโจทย์ตลาด” และ “ปรับตัวทันเทคโนโลยี”
  • เสริมชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยด้านการผลิตบัณฑิตที่พร้อมทำงานในระดับโลก
  • ช่วยให้ประเทศพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีความสามารถสูงและมีจิตสำนึกด้านความยั่งยืน (ESG)

 

💡 บทบาทของคุณปฐมา

คุณปฐมาเป็นผู้นำที่เน้นการสร้าง “ecosystem” ระหว่างอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และการศึกษา เธอมองว่าคนรุ่นใหม่ไทยมีศักยภาพสูง หากได้รับการบ่มเพาะด้วยทักษะที่ถูกต้อง พร้อมส่งเสริมให้เกิดรูปแบบ “co-innovation” ระหว่างภาคเอกชนกับการศึกษา ดังนั้น ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจึงตรงกับวิสัยทัศน์ของเธอในการขับเคลื่อนประเทศด้วยทรัพยากรมนุษย์รุ่นใหม่

 

หากคุณต้องการ ฉันสามารถช่วยร่างแผนความร่วมมือหรือเอกสารเสนอโครงการระหว่างมหาวิทยาลัยของคุณกับ AIOC ได้ด้วยเช่นกัน.”

ผมถามต่อ   “นอกจากใช้ความร่วมมือกับ AIOC พัฒนาหลักสูตรสร้างบัณฑิตที่ตอบโจทย์ตลาดแล้ว   มีช่องทางใช้ความร่วมมือนี้พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยได้อย่างไรบ้าง”

คำตอบคือ “แนวทางการใช้ความร่วมมือกับ Accenture Intelligent Operations Center (AIOC) เพื่อพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจต่อประเทศไทยนั้นมีความเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะในบริบทของ ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ และ ‘เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-based Economy)’ ซึ่งต้องอาศัยทั้งทรัพยากรความรู้จากภาควิชาการ และเทคโนโลยี/เครือข่ายจากภาคเอกชน เช่น AIOC

ด้านล่างคือแนวทางความร่วมมือเพื่อพัฒนา ‘วิจัย–นวัตกรรม–เศรษฐกิจ’ (Research–Innovation–Economy Pipeline) ที่เป็นรูปธรรม:

 

🔬 แนวทางพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับ AIOC

1. Co-Research Lab ระหว่างมหาวิทยาลัยกับ AIOC

  • จัดตั้ง ‘ศูนย์วิจัยร่วม’ (Joint Innovation or Digital Lab) ภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้ความเชี่ยวชาญของอาจารย์นักวิจัย ผสมกับ real-time business cases จาก AIOC
  • หัวข้องานวิจัยอาจรวมถึง:
    • การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ (AI-driven Decision Making)
    • ESG data operations และการรายงานเพื่อความยั่งยืน
    • Intelligent automation สำหรับภาคอุตสาหกรรมและบริการ
    • ระบบอัจฉริยะเพื่อบริการภาครัฐ (GovTech)

2. โครงการนำร่องเชิงทดลอง (Pilot Innovation Projects)

  • ใช้ระบบของ AIOC ทดลอง  ‘ต้นแบบนวัตกรรม’ ที่มาจากงานวิจัยในมหาวิทยาลัย เช่น:
    • โมเดลการพยากรณ์พฤติกรรมลูกค้า
    • ระบบสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับธุรกิจไทยขนาดกลาง
  • เมื่อได้ผลลัพธ์ สามารถนำไปใช้ได้จริงในเครือข่ายลูกค้าของ AIOC

3. ร่วมยื่นทุนวิจัยหรือร่วมทุนตั้ง Innovation Fund

  • เสนอโครงการร่วมกับหน่วยทุนในประเทศ เช่น วช. สกสว. บพค. หรือ EECi
  • หรือ AIOC สามารถจัดตั้ง  ‘AIOC Innovation Grant’ ที่มหาวิทยาลัยสามารถขอทุนวิจัย/พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

4. การสร้างฐานข้อมูลวิจัยและธุรกิจร่วมกัน

  • สร้าง ‘Data Collaboration Platform’ ให้มหาวิทยาลัยเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เปิดเผยทั่วไป (de-identified) จากภาคธุรกิจ ซึ่งสามารถนำไปใช้วิเคราะห์เชิงลึก และพัฒนางานวิจัยได้ เช่น:
    • พฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจประกัน การธนาคาร การสื่อสาร
    • การวิเคราะห์ผลกระทบ ESG ในห่วงโซ่อุปทาน
  • ส่งผลให้เกิดงานวิจัยคุณภาพสูงที่มี  impact จริง

5. พัฒนา Startup จากงานวิจัย (Spin-Offs)

  • ใช้ AIOC เป็น  incubator สำหรับทีมวิจัย/นักศึกษา/คณาจารย์ ที่ต้องการพัฒนางานวิจัยต่อเป็น startup
  • AIOC สนับสนุน:
    • ที่ปรึกษาทางธุรกิจ
    • ช่องทางการทดลองตลาด
    • ความเชื่อมโยงกับลูกค้าระดับโลก

 

💡 ประโยชน์เชิงระบบเศรษฐกิจไทย

  • เพิ่มจำนวน ‘นวัตกรรมที่นำไปใช้จริง’ จากงานวิจัยมหาวิทยาลัย
  • ยกระดับงานวิจัยเชิงธุรกิจให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมไทย
  • สร้างรายได้จากการพาณิชย์งานวิจัย (research commercialization)
  • ส่งเสริมการเกิด ‘เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’ ในระดับประเทศ

 

🧩 บทบาทของ AIOC ในฐานะ ‘Research & Innovation Catalyst’

คุณปฐมาเคยกล่าวว่า AIOC ไม่ใช่แค่ศูนย์ให้บริการอัจฉริยะ แต่เป็น ‘ระบบนิเวศน์แห่งการเรียนรู้และสร้างคุณค่าใหม่ให้สังคม’ ดังนั้น ความร่วมมือในด้านวิจัยและนวัตกรรมเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่จะต่อยอดจากการพัฒนาบัณฑิตไปสู่การสร้างองค์ความรู้ที่ทรงพลัง

หากคุณต้องการ ฉันสามารถช่วยร่างกรอบความร่วมมือ (MOU/LOI) หรือ Roadmap การวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยของคุณกับ AIOC ได้เช่นกัน.”

เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ไหมครับ

วิจารณ์ พานิช

๑๔ พ.ค. ๖๘

ห้อง ๒๖๔  Movenpick Hotel, Lausanne, Switzerland