เพื่อรักษาความยุติธรรมในสนามสอบเข้ามหาวิทยาลัย “เกาเข่า” (Gaokao) บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยักษ์ใหญ่ของจีนหลายแห่งได้พร้อมใจกันปิดบริการแชตบอต AI ชั่วคราวในช่วงเวลาการสอบที่เคร่งเครียดที่สุดของประเทศ ตามรายงานจากสื่อชั้นนำอย่าง The Verge และ Bloomberg การระงับฟีเจอร์ AI สำคัญๆ อย่างกะทันหันนี้ ถือเป็นมาตรการป้องกันครั้งใหญ่เพื่อต่อสู้กับการทุจริตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายคล้ายกันในแวดวงการศึกษา ต้องจับตามอง

เกาเข่า คือการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติของจีน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามสอบที่ใหญ่และกดดันที่สุดในโลก โดยปีนี้มีนักเรียนเข้าสอบกว่า 13 ล้านคนระหว่างวันที่ 7 ถึง 10 มิถุนายน (Wikipedia) เนื่องจากการสอบนี้เปรียบเสมือนใบเบิกทางเพียงหนึ่งเดียวสู่รั้วมหาวิทยาลัยสำหรับเยาวชนจีนส่วนใหญ่ การแข่งขันจึงดุเดือดและการคุมสอบก็เข้มงวดอย่างยิ่ง ความกังวลเรื่องการโกงข้อสอบด้วย AI ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อเครื่องมือ Generative AI อย่าง Qwen ของ Alibaba, Doubao ของ ByteDance, Yuanbao ของ Tencent และ Kimi ของ Moonshot กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยความสามารถตั้งแต่แก้โจทย์คณิตศาสตร์สุดซับซ้อน ไปจนถึงการจดจำและตีความภาพถ่ายของข้อสอบ

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จึงตัดสินใจปิดฟังก์ชันจดจำภาพและตอบคำถามบนแชตบอต หรือในบางกรณีก็ปิดบริการทั้งหมดตลอดช่วงเวลาสอบ จากข้อมูลของ Bloomberg แชตบอตอย่าง Yuanbao และ Kimi ได้ขึ้นข้อความแจ้งผู้ใช้ว่าการระงับบริการมีขึ้น “เพื่อรับประกันความยุติธรรมในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย” เช่นเดียวกับ DeepSeek แพลตฟอร์ม AI ที่กำลังมาแรง ก็ได้ปิดการเข้าถึงชั่วคราว โดยตัวแทนบริษัทให้เหตุผลว่าต้องการรักษาความโปร่งใสของการสอบ

แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการของจีนจะมีกฎห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือและแล็ปท็อป เข้าห้องสอบอยู่แล้ว แต่ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ต่างแสดงความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับการแอบใช้ AI ทั้งก่อนและระหว่างการสอบ รายงานล่าสุดบนโซเชียลมีเดียของจีนอย่าง Weibo สะท้อนจากกระแสที่นักเรียนต่างพากันพูดคุยถึงการปิดตัวของซอฟต์แวร์เหล่านี้ แม้จะไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากบริษัทก็ตาม (The Guardian) กระแสร้อนแรงนี้สะท้อนความกังวลใหญ่หลวงต่อความยุติธรรมทางการศึกษา ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวนำนโยบายไปหลายขุม

การปิดแชตบอต AI ในช่วงสอบเกาเข่าของจีนสะท้อนภาพใหญ่ 2 ด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก นั่นคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI เพื่อช่วยในการเรียน และการเพิ่มขึ้นของการทุจริตดิจิทัล ผลสำรวจล่าสุดที่เผยแพร่ในปี 2025 ระบุว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยกว่า 23,000 คนจาก 109 ประเทศ ยอมรับว่าใช้เครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT ในงานที่เกี่ยวกับการเรียน ซึ่งหลายคนยอมรับว่าใช้เพื่อทำแบบประเมินหรือข้อสอบปลายภาค (PubMed Abstract) ประสิทธิภาพของ AI ในการทำข้อสอบยังได้รับการยืนยันจากงานวิจัยที่ชี้ว่า ChatGPT สามารถทำข้อสอบวิชาสรีรวิทยาระดับมหาวิทยาลัยได้คะแนนสูงกว่านักศึกษาแพทย์เสียอีก (PubMed Abstract) ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาในโลกตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาก็เริ่มปรับตัวโดยหันกลับไปใช้การสอบบนกระดาษและตรวจข้อสอบด้วยมือ ตามรายงานของ Wall Street Journal เมื่อเดือนพฤษภาคม

สำหรับผู้อ่านชาวไทย กรณีของจีนจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนที่ดังขึ้นมาได้ถูกจังหวะ วงการศึกษาของไทยเองก็กำลังปรับตัวและนำเครื่องมือ AI มาใช้ในการเรียนการสอนและการประเมินผลมากขึ้น มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ AI ในงานวิชาการ ซึ่งรวมถึงเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจนเพื่อปรับใช้ AI ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของแต่ละรายวิชา (MUIC AI Assessment Scale, Chulalongkorn Guidelines) นโยบายเหล่านี้ส่งเสริมการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมกับเตือนไม่ให้มีการคัดลอกผลงานหรือใช้เป็นเครื่องมือทุจริต แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังท้าทายคือการทำให้กฎระเบียบและการตรวจสอบก้าวทันความเร็วของเทคโนโลยี

ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่าจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน สถาบันวิจัยด้านการศึกษาแนะนำว่าโรงเรียนต้องผสมผสานการใช้ซอฟต์แวร์ตรวจจับ AI, การปรับรูปแบบการประเมิน และการให้ความรู้ด้านทักษะดิจิทัล (digital literacy) เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งความซื่อสัตย์ทางวิชาการ (Thaiger) หนึ่งในข้อเสนอคือการออกแบบข้อสอบที่ “AI เลียนแบบได้ยาก” โดยเน้นวัดผลทักษะการคิดวิเคราะห์ การสอบปากเปล่า และการวัดผลจากชิ้นงาน ซึ่งเป็นวิธีที่เครื่องมืออัตโนมัติไม่สามารถทำแทนได้ (LinkedIn) ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอย่าง Turnitin และเครื่องมือตรวจจับ AI อื่นๆ ก็ถูกนำมาใช้ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยเพื่อตรวจสอบเนื้อหาที่น่าสงสัยมากขึ้น (Thaiger)

ค่านิยมและทัศนคติของคนไทยต่อการสอบก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ การสอบ TCAS ของไทยก็เป็นการสอบที่ชี้ชะตาชีวิต ไม่ต่างจากเกาเข่าของจีน มันสามารถกำหนดอนาคตของทั้งตัวเด็กและครอบครัว และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในสังคม ทั้งสองระบบต่างต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องความเท่าเทียม โอกาสทางสังคม และความเหลื่อมล้ำ ทำให้ภัยคุกคามจากการโกงด้วย AI กลายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ (Thailand TCAS history) การเดิมพันที่สูงลิ่วนี้อาจล่อใจให้นักเรียนบางคนมองหาทางลัด ดังนั้น ครู นักเรียน และผู้กำหนดนโยบายจึงต้องร่วมมือกันเพื่อยับยั้งการใช้ AI ในทางที่ผิด

เมื่อมองไปข้างหน้า ประสบการณ์จากกรณีเกาเข่าจะเป็นเหมือนกรณีศึกษาชิ้นสำคัญสำหรับความปลอดภัยของระบบการสอบทั่วโลก ในขณะที่เครื่องมือ AI มีความสามารถสูงขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งมาตรการทางเทคโนโลยีและกรอบจริยธรรมจะต้องได้รับการทบทวนอยู่เสมอ คนในวงการเตือนว่าการแข่งขันแบบ “หนีไล่จับ” ระหว่างผู้คุมสอบกับคนโกงข้อสอบอาจยังคงดำเนินต่อไป เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับการต่อสู้กับ “โพยข้อสอบ” ในอดีต แต่ท้ายที่สุดแล้ว การทบทวนรูปแบบการประเมินผลใหม่ทั้งหมดอาจเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่า การปรับเปลี่ยนไปสู่การประเมินจากโครงงาน (project-based work) การสอบปากเปล่า และการจำลองสถานการณ์จริง จะช่วยแก้ปัญหาการคัดลอกด้วยเครื่องมืออัตโนมัติได้ในระยะยาว (Times Higher Ed)

สำหรับนักเรียน ผู้ปกครอง และครูชาวไทย ขั้นตอนที่ควรทำคือ: เรียกร้องให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลความสามารถและนโยบายการปิดใช้งานของ AI อย่างโปร่งใส, พูดคุยกับผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อผลักดันให้มีนโยบายการใช้ AI ที่ชัดเจนและเป็นธรรม, และเข้ารับการอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อตามให้ทันเทคนิคการตรวจจับ AI และการออกแบบข้อสอบรูปแบบใหม่ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างพื้นที่พูดคุยอย่างเปิดอกกับนักเรียนเกี่ยวกับคุณค่าของความซื่อสัตย์ทางวิชาการ ซึ่งไม่ใช่แค่กฎระเบียบ แต่เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จในระยะยาวของสังคมไทย

ขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตามาตรการป้องกันการทุจริตด้วย AI ของจีน ประเทศไทยและทุกระบบการศึกษาต่างต้องเผชิญความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างสมดุลระหว่างโอกาสทางเทคโนโลยีกับการเฝ้าระวัง ความสำเร็จของเด็กรุ่นต่อไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้เนื้อหาเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางเครื่องมือ สิ่งล่อใจ และทางเลือกทางจริยธรรมในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ได้อย่างไร