เรื่องราวของคุณแม่ชาวสวิสที่ย้ายมาอยู่เกาะสมุย แล้วรู้สึกเหมือนได้ปลดแอกจากพันธนาการของ “แม่สายอินสตาแกรม” กำลังเป็นไวรัลในสื่อต่างชาติ บทสัมภาษณ์ล่าสุดของเธอเผยว่าการเลี้ยงลูกในเมืองไทยนั้นเครียดน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบชีวิตสบายๆ ในไทยกับความกดดันที่ต้องสร้างภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบบนโซเชียลมีเดียที่แม่ชาวตะวันตกต้องเจอ บทความหนึ่งสรุปคำพูดของเธอไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้าไปส่งลูกสาวสาย 10 นาทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในฐานะแม่คนหนึ่งในเมืองไทย เธอไม่รู้สึกเครียดเลย” ซึ่งสะท้อนความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์หรือโลกตะวันตก (Business Insider ผ่าน MSN)
สำหรับคุณแม่จำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะในโลกตะวันตก โซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมได้กลายเป็นดาบสองคม แม้จะช่วยให้เชื่อมต่อกับผู้คนและสร้างชุมชนได้ แต่ก็ผลักดันให้เกิดการแข่งขันในการเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบจนน่าเหนื่อยใจ บทความพิเศษใน Washington Post ชี้ว่า โดยเฉพาะคุณแม่ยุคมิลเลนเนียลจะรู้สึกกดดันหนักที่ต้องจัดงานวันเกิดสุดอลังการ เตรียมข้าวกล่องหน้าตาน่ารัก และจัดทริปครอบครัวที่ดูดีไร้ที่ติ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอาไว้อวดคนอื่น ปรากฏการณ์ “แม่สายอินสตาแกรม” ทำให้พ่อแม่ต้องคัดสรรแต่ช่วงเวลาดีๆ มาโชว์ราวกับเป็นไฮไลต์หนัง จนนำไปสู่ความวิตกกังวลและความเครียดเรื้อรัง
การทำความเข้าใจว่าทำไมความกดดันนี้ถึงลดลงเมื่อมาอยู่เมืองไทย สะท้อนให้เห็นความต่างทางวัฒนธรรมและสังคมที่น่าสนใจ งานวิจัยและคำบอกเล่าของชาวต่างชาติที่อาศัยในไทยชี้ว่า การเลี้ยงลูกในสังคมไทยถูกจับตาน้อยกว่าและมีคนรอบข้างคอยช่วยเหลือมากกว่า คุณแม่ชาวอเมริกันคนหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์ไปในทางเดียวกันเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 ว่า “ประเทศไทยสอนให้ฉันรู้ว่าการมีคนรอบข้างช่วยเลี้ยงลูกนั้นเป็นของขวัญที่ทรงพลังแค่ไหน ทำให้ฉันเข้าใจความหมายของคำว่า ‘การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งต้องอาศัยคนทั้งหมู่บ้าน’ อย่างแท้จริง” (Business Insider)
ในสังคมไทย ค่านิยมดั้งเดิมยังมีอิทธิพลต่อการเลี้ยงลูก วัฒนธรรมที่ผู้คนช่วยเหลือเกื้อกูลกันหมายความว่าครอบครัวขยาย เพื่อนบ้าน และเพื่อนฝูงต่างมีบทบาทในการช่วยดูแลเด็ก ซึ่งสร้างบรรยากาศที่มองว่าการเลี้ยงลูกเป็นความรับผิดชอบร่วมกันและเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เวทีประกวดความเป็นพ่อแม่ นักมานุษยวิทยาและนักวิจัยด้านครอบครัวตั้งข้อสังเกตว่า โดยทั่วไปบรรทัดฐานการเลี้ยงลูกของไทยจะเปิดกว้างและหลากหลาย โดยมุ่งเน้นให้เด็กเติบโตมาอย่างดีและปรับตัวเข้ากับสังคมได้ มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบเพียงเปลือกนอก (Cup of Jo – Parenting in Thailand) แม้ว่าการแข่งขันด้านการเรียนและแนวคิด “พ่อแม่เสือ” (tiger parenting) จะมีอยู่บ้างในบางวัฒนธรรมของเอเชีย แต่โดยทั่วไปสังคมไทยจะผ่อนคลายกว่าในเรื่องกิจวัตรประจำวันที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน เช่น เวลาอาหาร การแต่งตัว และการเล่น
นอกจากนี้ แนวคิดแบบไทยๆ อย่าง “ใจเย็นๆ” ยังช่วยส่งเสริมความสงบ ความอดทน และการควบคุมอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ผู้ให้สัมภาษณ์ในบล็อกของชาวต่างชาติหลายแห่งเล่าว่า การมาสายหรือความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แทบไม่เคยถูกสังคมมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ดังที่เห็นในกระทู้ Reddit เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกของชาวต่างชาติในไทย พ่อแม่ชาวตะวันตกจำนวนมากรู้สึกว่าความเครียดในชีวิตประจำวันลดลง พวกเขายกย่องสภาพแวดล้อมที่สงบสุข ชุมชนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว และคุณภาพชีวิตโดยรวม (Reddit: Expats with Kids in Thailand) พี่เลี้ยงเด็กและสมาชิกในครอบครัวก็มักจะยื่นมือเข้ามาช่วยมากกว่าจะคอยตัดสินหรือวิจารณ์โดยไม่มีใครขอ
ผลวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าโซเชียลมีเดียสามารถเพิ่มความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูกได้ แม้งานวิจัยโดยตรงจาก PubMed เกี่ยวกับประสบการณ์ “แม่สายอินสตาแกรม” ในไทยยังมีจำกัด แต่งานวิจัยทั่วโลกต่างชี้ตรงกันว่าความเครียดในการเลี้ยงลูกเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโลกออนไลน์ ยิ่งคุณแม่เปรียบเทียบตัวเองกับครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อความรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอและรู้สึกท่วมท้นมากขึ้นเท่านั้น (Lifehacker – Parenting Podcasts) อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเชิงคุณภาพเกี่ยวกับการปรับตัวของชาวต่างชาติก็พบว่า การย้ายไปอยู่ในวัฒนธรรมที่เน้นความเป็นชุมชนมากขึ้น สามารถลดผลกระทบนี้ได้โดยนำพาพ่อแม่เข้าไปอยู่ในเครือข่ายที่คอยสนับสนุน โดยไม่เน้นเรื่องภาพลักษณ์หรือการแข่งขัน
“พอได้เห็นแม่ฝรั่งคนอื่นๆ ในไทย ฉันก็รู้ว่าจริงๆ แล้วไม่มีใครมานั่งสนใจเรื่องเวลาหน้าจอหรือข้าวกล่องที่ต้องเป๊ะปังอลังการขนาดนั้น” คุณแม่อีกคนหนึ่งซึ่งเขียนบล็อกเกี่ยวกับประสบการณ์ใช้ชีวิตในเมืองไทยเล่า (Nomad Mum: Living in Thailand with Kids) เธออธิบายว่าผู้ดูแลเด็กในไทย ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเจ้าหน้าที่ที่โรงเรียน มักจะให้ความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กแบบองค์รวมมากกว่าการแสดงความสำเร็จของการเป็นพ่อแม่
รากฐานทางวัฒนธรรมเบื้องหลังเรื่องนี้มาจากพุทธศาสนา ซึ่งเน้นการยึดหลักสายกลาง ความเห็นอกเห็นใจ และการไม่ตัดสินผู้อื่น ผู้ใหญ่มักจะเตือนคนในครอบครัวเสมอถึงความสำคัญของคำว่า “สบายๆ” คือการทำใจให้สบายและไม่ปล่อยให้ความกังวลเข้ามาครอบงำ ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกผิดของพ่อแม่ที่ไม่สามารถทำตามมาตรฐานในอุดมคติได้จึงไม่รุนแรงเท่าไรนัก แม้ว่าความสำเร็จในโรงเรียนจะยังคงเป็นสิ่งสำคัญ โดยข้อมูลจากวิกิพีเดียเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกในไทยได้อธิบายถึงแนวโน้มของ “พ่อแม่เสือ” โดยเฉพาะในครอบครัวชนชั้นกลางในเมือง แต่ความอดทนอดกลั้นของคนในชุมชนก็ช่วยลดความคาดหวังในการจัดการเรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวันของการเลี้ยงลูกได้ (Wikipedia – Parenting in Thailand)
สิ่งนี้แตกต่างจากประเทศตะวันตก ที่ซึ่งการแข่งขันในการเลี้ยงลูกกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบไปแล้ว ทั้งการจัดอันดับโรงเรียน การเสพสื่อโซเชียล และโปรแกรมกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เข้มข้น นักสังคมวิทยาชี้ว่า คุณแม่ชาวตะวันตกมักต้องแบกรับทั้งบทบาทแม่ตามขนบดั้งเดิมและหน้าที่การงานในยุคใหม่ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งความกดดันนี้ยิ่งถูกซ้ำเติมจากการต้องสร้างภาพชีวิตบนโลกออนไลน์ (Salon: Tiger Mom Debate) แม้แต่แหล่งข้อมูลจากฝั่งศาสนาคริสต์ยังระบุว่า คุณแม่คริสเตียนในโลกตะวันตกรู้สึกกดดันมากขึ้นที่จะต้อง “ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง” โดยมีวัฒนธรรมดิจิทัลเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกผิดแทนที่จะช่วยบรรเทา (Christianity Today: Pressure on Moms) แต่ในประเทศไทย การยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบ ประกอบกับความช่วยเหลือที่จับต้องได้จากคนรอบข้าง ช่วยลดความวิตกกังวลเหล่านี้ลงได้
สำหรับผู้อ่านชาวไทย มุมมองของชาวต่างชาติเหล่านี้เป็นทั้งเครื่องยืนยันและข้อคิดเตือนใจ บางครอบครัวในเมืองอาจเริ่มเห็นอิทธิพลของกระแสสมบูรณ์แบบนิยมที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาผ่านโรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรจากต่างประเทศ หรือการใช้โซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ผู้ปกครองชาวต่างชาติเห็นตรงกันคือ ประเทศไทยยังคงเป็นที่พักใจจากวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกที่เต็มไปด้วยการตัดสินและการแข่งขันได้ดีกว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กในไทยแนะนำให้ส่งเสริมทัศนคติแบบ “ใจเย็นๆ” พร้อมกับต่อต้านแรงกดดันจากต่างชาติในการสร้างภาพการเลี้ยงลูกที่เพอร์เฟกต์บนโลกออนไลน์
ในอนาคต การที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับกระแสโลกาภิวัตน์ทางดิจิทัลและการเติบโตของวัฒนธรรมอินฟลูเอนเซอร์ อาจเข้ามาบั่นทอนวัฒนธรรมการช่วยเหลือเกื้อกูลกันที่เป็นเอกลักษณ์ของเราได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจึงกระตุ้นให้ครอบครัวต่างๆ เปิดใจพูดคุยกันถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อคุณค่าในตัวเอง โดยเฉพาะในกลุ่มคุณแม่ ในขณะที่ผู้ปกครองจำนวนมากขึ้นนิยมโพสต์เรื่องราวสำคัญของครอบครัวลงบนโลกออนไลน์ การตระหนักอยู่เสมอว่าการสนับสนุนจากคนรอบข้างอย่างแท้จริงนั้นสำคัญกว่ายอดไลก์ จะช่วยรักษาคุณค่าของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวไว้ได้
สำหรับผู้ปกครองทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ บทเรียนที่ได้รับนั้นชัดเจน: โอบรับความไม่สมบูรณ์แบบ ยอมรับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง และให้ความสำคัญกับความสุขของลูกมากกว่าภาพลักษณ์ที่ฉาบฉวย การเป็นพ่อแม่นั้นยากพออยู่แล้ว บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่เราจะช่วยกันทำให้มันง่ายขึ้นอีกสักนิด
สำหรับผู้ที่ต้องการลดความเครียดในการเลี้ยงลูกในประเทศไทย:
- มองหากลุ่มกิจกรรมสำหรับเด็กหรือกลุ่มผู้ปกครอง ซึ่งมักเน้นการช่วยเหลือกันมากกว่าการแข่งขัน
- จำกัดการเปรียบเทียบตัวเองบนโซเชียลมีเดีย โดยเลือกติดตามบัญชีที่ส่งเสริมความเป็นตัวของตัวเอง หรือลองพักจากโลกดิจิทัลเป็นประจำ
- ทำตัวเป็นแบบอย่างในเรื่อง “ใจเย็นๆ” ให้ลูกเห็น ยอมรับว่าการมาสายหรือข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เป็นโอกาสในการให้อภัย
- พูดคุยกับโรงเรียนเกี่ยวกับทัศนคติเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เวลาหน้าจอ และเป้าหมายการเรียนรู้
- จำไว้ว่าจิตวิญญาณแบบ “ไม่เป็นไร” ของวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นทัศนคติที่ผ่อนคลายและให้อภัย เป็นสมบัติล้ำค่าต่อสุขภาพใจของพ่อแม่
อ้างอิง:
- “ฉันย้ายจากสวิตเซอร์แลนด์มาอยู่ไทย ฉันรู้สึกกดดันน้อยลงที่จะต้องเป็น ‘แม่สายอินสตาแกรม’ ที่นี่”, Business Insider ผ่าน MSN.
- “ชาวมิลเลนเนียลเบื่อที่จะต้องพยายามเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ”, Washington Post.
- “ความแตกต่างในการเลี้ยงลูกระหว่างไทยกับสหรัฐฯ”, Business Insider.
- “การใช้ชีวิตกับลูกๆ ในประเทศไทย”, Nomad Mum.
- “ชาวต่างชาติที่มีลูก: อยู่ไทยต่อหรือย้ายกลับไปตะวันตก?”, Reddit.
- “การเลี้ยงลูกในประเทศไทย”, Wikipedia.
- “ผลวิจัย: ‘แม่เสือ’ และนักวิจารณ์ต่างก็พูดถูกเรื่องการเลี้ยงลูก”, Salon.
- “คุณแม่คริสเตียนรู้สึกกดดันมากขึ้นที่จะต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง”, Christianity Today.
- “พอดแคสต์การเลี้ยงลูกที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่”, Lifehacker.
- “การเลี้ยงลูกในไทย: ความแตกต่างที่น่าประหลาดใจ”, Cup of Jo.