ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังพลิกโฉมวงการโฆษณาทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สร้างทั้งความกังวลและความหวังระลอกใหญ่ไปพร้อมกัน ในขณะที่เอเจนซี่โฆษณา, ยักษ์ใหญ่สายเทค, และเหล่าครีเอทีฟต่างต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่หลายคนหวั่นว่าจะเป็น “จุดอวสานของงานสร้างสรรค์” และเมื่อ Meta (บริษัทแม่ของ Facebook) และ Google ต่างเปิดตัวเครื่องมือ AI ที่สามารถสร้างสรรค์และยิงโฆษณาได้เองโดยอัตโนมัติ ก็เกิดเป็นคำถามสำคัญที่สั่นคลอนอนาคตของหน้าที่การงาน, กระบวนการสร้างสรรค์, และอาชีพของผู้คนนับพัน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่วงการโฆษณากำลังจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

ความเปลี่ยนแปลงนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่อย่าง WPP ทุ่มงบลงทุนมหาศาลกว่า 13,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อพัฒนาระบบข้อมูล, Machine Learning, และแคมเปญที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อให้ยังคงแข่งขันในตลาดได้ ส่วนโฆษณาที่สร้างโดย AI ซึ่งกลายเป็นข่าวดังเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอสอนคริกเก็ตที่จำลองภาพตำนานนักกีฬาอินเดีย หรือโฆษณาที่ใช้ลายมือของเชกสเปียร์ซึ่งสร้างจากหุ่นยนต์ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเครื่องจักรสามารถสร้างสารที่ทรงพลังและดึงดูดใจผู้คนได้ดีเพียงใด (The Guardian)

แล้วเรื่องนี้สำคัญกับคนไทยอย่างไร? การเติบโตของ AI อาจเข้ามาเปลี่ยนระบบนิเวศของวงการโฆษณาทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงาน, ธุรกิจขนาดเล็ก, และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภาพรวม วงการโฆษณาไทยก็เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเชีย ที่เป็นแหล่งรวมคนเก่งจากมหาวิทยาลัยและสถาบันศิลปะ เพื่อมาสร้างอนาคตในสายงานนักเขียนคำโฆษณา (Copywriter), นักออกแบบ (Designer), ฝ่ายผลิต (Production), และนักวางกลยุทธ์ (Strategist) แต่เมื่อ Meta ประกาศกร้าวว่า “อีกไม่นาน คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีทีมครีเอทีฟ ไม่ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ไม่ต้องวัดผลอะไรอีกต่อไป แค่นั่งรออ่านรายงานจากเราก็พอ” อนาคตของสายพานการผลิตโฆษณาที่เคยต้องพึ่งพามนุษย์เป็นหลักจึงดูสั่นคลอน

ในเวทีโลก ผู้บริหารในวงการต่างยอมรับถึงภัยคุกคามนี้ ในงานประชุม Enders Deloitte เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้บริหารระดับสูงหลายคนชี้ว่า AI มีแนวโน้มจะเข้ามาทำงานหลายอย่างแทนมนุษย์ โดยเฉพาะงานในฝ่ายโปรดักชันและงานสร้างสรรค์บางส่วน แม้ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ WPP ผู้คุมโปรเจกต์ AI ของบริษัท จะแย้งว่า “AI เข้ามาทำงานแทนเป็น ‘ชิ้นๆ’ (tasks) … ไม่ได้มาแย่ง ‘ตำแหน่งงาน’ (jobs) ไปทั้งหมด” แต่เขาก็ยอมรับว่ารูปแบบการทำงานของเอเจนซี่, โครงสร้างทีม, และความสัมพันธ์กับลูกค้าจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ CEO ของเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำอีกแห่งหนึ่งยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า AI จะทำให้ตำแหน่งงานจำนวนมากหายไป… ลูกค้าหลายรายเริ่มขอให้เราลดค่าบริการลงแล้ว ส่วนที่จะโดนผลกระทบหนักที่สุดคือฝ่ายโปรดักชันและทีมที่ปั้นไอเดียให้เป็นชิ้นงานจริง”

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Google และ Meta ได้ค่อยๆ ดูดส่วนแบ่งการตลาดจากสื่อดั้งเดิมไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันทั้งสองแพลตฟอร์มครองส่วนแบ่งเกือบ 2 ใน 3 ของงบโฆษณาต่อปีในสหราชอาณาจักร ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) ในประเทศไทยเอง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็ครองเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลส่วนใหญ่เช่นกัน ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคไปจนถึงแคมเปญการท่องเที่ยว ผู้ลงโฆษณาในไทย ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงเทพฯ ไปจนถึงสตาร์ทอัพดาวรุ่งในเชียงใหม่ ต่างพึ่งพาเครื่องมือเหล่านี้อย่างหนัก ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเอเจนซี่โฆษณาและฟรีแลนซ์ในประเทศ

แต่ท่ามกลางความกังวล ผู้บริหารเอเจนซี่บางส่วนกลับมองเห็นโอกาสและความจำเป็นของ “มันสมองมนุษย์” บรรดาผู้กำกับฝ่ายสร้างสรรค์ (Creative Director) ทั้งในไทยและทั่วโลกต่างยืนยันว่า “ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงยังคงเป็นทักษะของมนุษย์” โฆษณาจาก AI ในปัจจุบัน แม้จะรวดเร็วและดูสวยงามน่าทึ่ง แต่ก็มักจะขาดความแปลกใหม่, ความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรม, หรืออารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนรักแบรนด์ ผู้บริหารระดับสูงของเอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่งกล่าวว่า “หลายครั้งแค่มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นงานจาก AI เพราะมันจะดูสวยงามเกินจริงจนเหมือนพลาสติก… งานระดับเทพอย่างโฆษณากอริลลาตีกลองของ Cadbury คือสิ่งที่ AI ไม่มีวันคิดเองได้แน่ๆ แต่ใครจะไปรู้ ในอนาคต AI อาจฉลาดพอที่จะสร้างสรรค์งานจากโจทย์สุดเพี้ยนแบบนี้ก็เป็นได้”

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาทีวีที่ผสมผสานความตลกขบขันและความซาบซึ้งได้อย่างกลมกล่อม หรือแคมเปญไวรัลที่สะท้อนชีวิตจริงของคนไทยได้อย่างถึงแก่น ความเสี่ยงก็คือโฆษณาจาก AI ที่ถูกผลิตออกมาจำนวนมากอาจบั่นทอนเอกลักษณ์ความเป็นไทยและบดบังความสามารถของคนในประเทศ แต่ในทางกลับกัน นี่อาจเป็นการสร้างความเท่าเทียมเช่นกัน เพราะเมื่อ Meta และ Google ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือสร้างแคมเปญคุณภาพสูงได้ง่ายขึ้น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในต่างจังหวัดก็สามารถใช้ AI สร้างการตลาดที่มีประสิทธิภาพได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลงมหาศาล ซึ่งอาจเป็นตัวจุดประกายเศรษฐกิจท้องถิ่นและส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการได้

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงกังขาในเจตนาของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ผู้บริหารเอเจนซี่จำนวนมากบ่นว่า แม้ Meta และ Google จะบอกว่าบริการของตนช่วยให้การโฆษณาเป็น “ประชาธิปไตย” ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ แต่ในความเป็นจริง พวกเขากลับกำลังดูดเม็ดเงินโฆษณามหาศาลทั่วโลกไป และบีบคั้นเอเจนซี่ดั้งเดิมด้วยความเร็วและขนาดของบริการ ผู้บริหารระดับสูงจากมีเดียเอเจนซี่ชั้นนำแห่งหนึ่งในไทยให้ความเห็นว่า “อันตรายคือเราอาจกลายเป็นแค่ ‘ส่วนเสริม’ ที่ถูกคาดหวังให้คิดกลยุทธ์ให้ลูกค้า ในขณะที่กำไรและทีมงานของเราเล็กลงเรื่อยๆ”

สมาคมวิชาชีพและสถาบันการศึกษาในไทยก็กำลังจับตามองผลกระทบนี้เช่นกัน การเข้ามาของเครื่องมือ AI อาจทำให้ต้องมีการยกเครื่องหลักสูตรในมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ โดยหันมาเน้นการวางกลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์, การแก้ปัญหา, และการเล่าเรื่องที่อิงกับวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทำได้ไม่ดีนัก บางส่วนเสนอให้มีหลักสูตรอบรมหรือใบรับรองใหม่ๆ ในด้านการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม (Ethical AI), ความเข้าใจด้านข้อมูล (Data Literacy), และการคิดเชิงสร้างสรรค์ที่ยืดหยุ่น (Adaptive Creative Thinking) เพื่อปั้นบุคลากรโฆษณารุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับอนาคต

หากมองย้อนกลับไป วงการโฆษณาเคยผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาแล้ว ทั้งจากวิทยุและโทรทัศน์ ตามด้วยอินเทอร์เน็ตที่เข้ามาเขียนกฎกติกาใหม่ทั้งหมด ในแต่ละครั้ง การปรับตัวเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่ท้ายที่สุดก็นำไปสู่ตำแหน่งงานและรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ผู้นำในวงการบางส่วนจึงยังมองโลกในแง่ดีอย่างระมัดระวังว่า AI จะกลายเป็นเพียง “เครื่องมือ” ชิ้นสำคัญ ที่ช่วยให้ครีเอทีฟมีเวลาไปคิดการใหญ่, ทดลองไอเดียใหม่ๆ, และมุ่งเน้นไปที่การเล่าเรื่องที่มีคุณค่า ขณะที่ปล่อยให้เครื่องจักรจัดการกับงานซ้ำซากจำเจ

แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร? ในระยะสั้น แบรนด์ใหญ่ระดับโลกน่าจะยังลังเลที่จะปล่อยให้เครื่องจักรคุมงานสร้างสรรค์ทั้งหมด เพราะกังวลเรื่องความเสี่ยงของแบรนด์, ความผิดพลาดทางวัฒนธรรม, หรือการสูญเสียเสน่ห์จากไอเดียของมนุษย์ แต่เมื่อ AI ฉลาดและปรับตัวได้ดีขึ้น หลายคนมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ในที่สุดแล้วเครื่องจักรจะสามารถเทียบชั้นความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้ในบางมิติ

สำหรับเอเจนซี่ในไทย รวมถึงพนักงาน, ฟรีแลนซ์, และนักศึกษาที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน หัวใจสำคัญคือการปรับตัว นี่อาจหมายถึงการหันไปเน้นจุดแข็งที่ทำให้ผลงานของไทยโดดเด่น นั่นคือการเล่าเรื่องที่สะท้อนคุณค่า, อารมณ์ขัน, และประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของคนไทย พร้อมกับเรียนรู้ที่จะใช้ AI ในฐานะ “ผู้ช่วยมือฉมัง” ไม่ใช่ “ผู้มาแทนที่”

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อความที่ชัดเจนคือ วงการโฆษณากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่โอกาสยังคงมีอยู่สำหรับผู้ที่สามารถผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เข้ากับความเฉียบคมทางเทคโนโลยีได้ นักเรียน, นักศึกษา, คนทำงาน, และธุรกิจทุกขนาดควรเร่งพัฒนาทักษะด้านความเข้าใจข้อมูล (Data Literacy), การวางกลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์, และการตลาดดิจิทัล รวมถึงติดตามว่า AI กำลังเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจอย่างไร การพัฒนาความสามารถใหม่ๆ และการสนับสนุนการเล่าเรื่องที่สะท้อนตัวตนอย่างแท้จริง จะทำให้ภาคโฆษณาของไทยไม่เพียงอยู่รอด แต่ยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในยุคของปัญญาประดิษฐ์

สำหรับคนในวงการ หรือคนที่ฝันอยากจะก้าวเข้ามา นี่คือเวลาที่ต้องลงทุนกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต, ฝึกฝนความสามารถในการปรับตัว, และผลักดันความคิดสร้างสรรค์แบบไทยให้ก้าวไกลในเวทีโลก

ที่มา: The Guardian