ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา ค้นพบความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่จุดประกายความหวังในการรับมือกับ “สารเคมีอมตะ” สุดอันตราย สารกลุ่มนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า กลุ่มสารเพอร์ฟลูออโรอัลคิลและโพลีฟลูออโรอัลคิล (PFAS) ซึ่งเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งและปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่นๆ อีกหลายประการ งานวิจัยชิ้นล่าสุดชี้ว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีเส้นใยเบต้ากลูแคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันละสามครั้ง สามารถลดความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายเหล่านี้ในกระแสเลือดได้ถึงร้อยละแปด ภายในระยะเวลาเพียงสี่สัปดาห์ นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้านสาธารณสุขทั้งในระดับโลกและสำหรับประเทศไทย (GB News, The Guardian)
สาร PFAS หรือที่ใครๆ ต่างก็เรียกว่า “สารเคมีอมตะ” นั้น ได้ชื่อนี้มาเพราะคุณสมบัติที่ตกค้างยาวนานหลายสิบปีทั้งในสิ่งแวดล้อมและในร่างกายมนุษย์ สารกลุ่มนี้เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่มีมากกว่า 15,000 ชนิด และถูกใช้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น กระทะเคลือบสารกันติด เสื้อผ้ากันน้ำ บรรจุภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Wikipedia) สารเหล่านี้จะปนเปื้อนและสะสมอยู่ในแหล่งน้ำ ดิน สัตว์ป่า และท้ายที่สุดก็วนกลับเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ โดยสาร PFAS บางชนิดอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าที่ร่างกายจะขับออกจากกระแสเลือดได้แม้เพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ได้รับ สำหรับประเทศไทย ซึ่งสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากทั้งที่นำเข้าและผลิตในประเทศอาจมีการปนเปื้อนสาร PFAS ประกอบกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังตามหลังมาตรฐานสากล สถานการณ์นี้จึงน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง
งานวิจัยชิ้นนี้ของมหาวิทยาลัยบอสตัน ประกอบด้วยการทดลองในสัตว์ทดลองและการศึกษาเชิงสังเกตในกลุ่มอาสาสมัครขนาดเล็ก และได้รับความสนใจจากทั่วโลกอย่างล้นหลาม หลังจากผลการวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) ได้รับการตีพิมพ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยพบว่าอาสาสมัครที่รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเส้นใยเบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตก่อนอาหารทุกมื้อเป็นเวลาสี่สัปดาห์ มีระดับสาร PFAS ในเลือดลดลงเฉลี่ยถึงร้อยละแปด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาร PFAS กลุ่มสายยาว (long-chain PFAS) ซึ่งเป็นกลุ่มที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความเสี่ยงโรคมะเร็ง โรคต่อมไทรอยด์ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และปัญหาด้านการเจริญพันธุ์ (The Guardian) ผลการค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแนวทางเดิมๆ ในการลดการสัมผัสสาร PFAS มักจะเน้นไปที่การควบคุมการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แทนที่จะให้ความสำคัญกับการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายหลังจากได้รับเข้าไปแล้ว
กลไกที่อยู่เบื้องหลังประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้คือ เส้นใยเบต้ากลูแคนจะพองตัวเป็นเจลในระบบทางเดินอาหาร ช่วยขัดขวางการดูดซึมสาร PFAS กลับเข้าสู่ร่างกาย คล้ายกับกลไกที่ใยอาหารช่วยลดการดูดซึมกรดน้ำดีนั่นเอง หนึ่งในทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันกล่าวว่า “หัวใจสำคัญคือวิธีนี้ทำได้จริง หาซื้อง่าย และราคาไม่แพง” ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนจำนวนมากที่ปกติก็รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงอยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานพร้อมมื้ออาหาร เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งกรดน้ำดีออกมาช่วยเคลื่อนย้ายสาร PFAS เพื่อเตรียมขับออกจากร่างกาย (The Guardian) ที่น่าสนใจคือ ผลลัพธ์นี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดกับสาร PFAS กลุ่ม “สายยาว” (long-chain) อย่าง PFOS และ PFOA ซึ่งเป็นสารเคมีที่ตกค้างในร่างกายคนเราได้นานหลายปี แต่จะเห็นผลน้อยกว่ากับสาร PFAS กลุ่ม “สายสั้น” (short-chain) ที่มีโมเลกุลเล็กกว่า ซึ่งร่างกายสามารถขับออกทางปัสสาวะได้ง่ายกว่าอยู่แล้ว
ในการศึกษาในสัตว์ทดลองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์เมื่อปี 2026 (พ.ศ. 2569) พบว่าหนูทดลองที่ได้รับอาหารเสริมเบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ต ไม่เพียงแต่มีระดับสาร PFAS ในเลือดต่ำกว่ากลุ่มควบคุม แต่ยังมีค่าไขมันในเลือดที่ดีขึ้น และมีไขมันสะสมในตับน้อยลงอีกด้วย (PubMed) ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า การที่ปริมาณสาร PFAS สะสมในร่างกายลดลงนี้ เป็นเพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้าไปรบกวนวงจรการหมุนเวียนของสารเคมีเหล่านี้ระหว่างตับและลำไส้ (enterohepatic recirculation) จึงช่วยกระตุ้นการขับสารพิษออกทางอุจจาระ
แนวทางใหม่นี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่ซึ่งการสัมผัสสาร PFAS ถือเป็นภัยเงียบที่กำลังคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คนทั่วไปยังไม่ค่อยตระหนักถึงอันตรายนี้มากนัก การที่ประเทศไทยเป็นทั้งฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกสำหรับบางอุตสาหกรรม และยังเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของสินค้าอุปโภคบริโภค ยิ่งทำให้คนไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสาร PFAS ผ่านทางน้ำดื่ม ดินที่ปนเปื้อน และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีรายงานการตรวจพบสารเคมีอันตรายเหล่านี้จากแหล่งอุตสาหกรรมบางแห่งในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร รวมถึงในบรรจุภัณฑ์และสิ่งทอนำเข้าด้วย แม้ว่าองค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมในไทยจะออกมาเรียกร้องให้มีการติดตามตรวจสอบและออกมาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่การออกกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องก็ยังคงล่าช้ากว่าประเทศชั้นนำในยุโรปและบางประเทศในอเมริกาเหนืออยู่มาก (Wikipedia)
ความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการสัมผัสสาร PFAS นั้นร้ายแรงและซับซ้อนกว่าที่คิด หน่วยงานระดับโลกอย่างสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US Environmental Protection Agency) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ต่างชี้ว่าสาร PFAS เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งไต มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งอัณฑะ รวมถึงก่อให้เกิดความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง คอเลสเตอรอลสูง ปัญหาด้านระบบสืบพันธุ์ และปัญหาพัฒนาการในเด็ก (The Guardian) แม้ว่าบางประเทศจะมีการยกเลิกการใช้โดยสมัครใจและมีกฎหมายห้ามใช้สารเหล่านี้แล้ว แต่บริษัทผู้ผลิตสารเคมีรายใหญ่หลายแห่งก็ยังคงย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่กฎหมายยังไม่เข้มงวด ซึ่งน่าเสียดายว่าหนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อสิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งว่า “การที่ผลิตภัณฑ์ซึ่งมีสาร PFAS เป็นส่วนประกอบถูกใช้อย่างกว้างขวาง บวกกับความรู้ความเข้าใจของผู้บริโภคที่ยังมีจำกัด ทำให้คนไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่มองไม่เห็นนี้ไปอีกนานหลายปี คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างกระทะเคลือบสารกันติด กระเป๋ากันน้ำ หรือเครื่องสำอางนำเข้า อาจเป็นแหล่งที่ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษเหล่านี้” ประกอบกับมีการตรวจพบสาร PFAS ปนเปื้อนในน้ำดื่ม ปลา และพืชผักที่ปลูกในประเทศในหลายจังหวัด การมีทางเลือกที่ทำได้ง่ายๆ เพื่อช่วยลดปริมาณสารเคมีสะสมในร่างกายจึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคชาวไทย
ใยอาหารอย่างเบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ต จริงๆ แล้วพบได้ในอาหารหลายชนิดที่คนไทยคุ้นเคยกันดีและรับประทานเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น ข้าวโอ๊ต เห็ดบางชนิด (อย่างเห็ดหอม เห็ดไมตาเกะ) และข้าวบาร์เลย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยตรงจะให้ปริมาณที่เข้มข้นและแน่นอนกว่า ทำให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีได้ในระยะเวลาอันสั้น งานวิจัยนานาชาติหลายชิ้นชี้ว่า การได้รับใยอาหารทั้งชนิดที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำร่วมกัน จะช่วยยับยั้งการดูดซึมสาร PFAS ได้ดียิ่งขึ้น และแนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้พร้อมมื้ออาหาร เพื่อให้สอดรับกับช่วงเวลาที่ร่างกายหลั่งกรดน้ำดีออกมา (The Guardian) นักโภชนาการจากสถานพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นว่า “ช่วงเวลาที่รับประทานอาหารเสริมนั้นสำคัญอย่างยิ่ง หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการขับสาร PFAS ออกจากร่างกาย”
อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดบางประการ คือ การศึกษาในมนุษย์เป็นเพียงการศึกษาเชิงสังเกตและมีกลุ่มตัวอย่างค่อนข้างเล็ก และถึงแม้ว่าการลดลงของสาร PFAS ถึงร้อยละแปดจะถือว่ามีนัยสำคัญ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้น “ล้างพิษ” ออกจากร่างกายได้อย่างหมดจด ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ใช้วิธีนี้เป็นเพียงมาตรการเสริม ควบคู่ไปกับความพยายามโดยรวมในการลดการสัมผัสสาร PFAS ที่ต้นเหตุ เช่น การผลักดันให้มีกฎหมายควบคุมที่เข้มงวดขึ้น การเลือกซื้อสินค้าอย่างรู้เท่าทัน และการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้าง ทั้งนี้ มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องพบว่า ยาลดคอเลสเตอรอลบางชนิด เช่น คอเลสไทรามีน (cholestyramine) ก็สามารถช่วยลดสาร PFAS ได้เช่นกัน แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ในทางกลับกัน การเสริมใยอาหารกลับให้ประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (The Guardian)
หากมองในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จะเห็นว่าคนไทยให้ความสำคัญกับใยอาหารมาเนิ่นนาน สะท้อนผ่านตำรับยาแผนโบราณที่ใช้พืชผักพื้นบ้านซึ่งมีเส้นใยสูงมาช่วยในการขับพิษและบำรุงร่างกาย จึงนับเป็นโอกาสดีที่จะนำองค์ความรู้ใหม่นี้มาประยุกต์ใช้กับกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขของไทยในยุคปัจจุบัน โดยต่อยอดจากภูมิปัญญาดั้งเดิมเกี่ยวกับคุณสมบัติ “ล้างพิษ” ของอาหารบางชนิด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหามลพิษจากสาร PFAS ส่วนใหญ่เป็นภัยคุกคามที่มาจากยุคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ การจะพึ่งพาเพียงภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่างเดียวคงไม่สามารถรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างรอบด้าน
ในอนาคตอันใกล้นี้ ทีมนักวิจัยวางแผนที่จะทำการศึกษาในมนุษย์ที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม จังหวะเวลาในการรับประทาน และชนิดของใยอาหารที่จะให้ผลดีและปลอดภัยที่สุด ชุมชนวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตามองความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความต้องการแนวทางจัดการปัญหา PFAS ที่ได้ผลจริงและทุกคนเข้าถึงได้กำลังเพิ่มสูงขึ้น ไม่ใช่แค่ในประเทศร่ำรวยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในประเทศกำลังพัฒนาที่ทรัพยากรด้านกฎหมายและการแก้ไขปัญหามลพิษยังคงมีจำกัด สำหรับประเทศไทยเอง ความสำเร็จในการรับมือกับปัญหานี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเพื่อควบคุมการนำเข้าสารเคมีและการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการตรวจวิเคราะห์น้ำและดิน และการรณรงค์ให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ปลอดภัยมากขึ้น
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กังวลเกี่ยวกับปัญหานี้ เบื้องต้นมีคำแนะนำดีๆ ที่สามารถทำตามได้หลายอย่าง เช่น เพิ่มการรับประทานใยอาหารจากแหล่งธรรมชาติ อย่างข้าวโอ๊ต เห็ดบางชนิด (เช่น เห็ดหอม เห็ดไมตาเกะ) ข้าวบาร์เลย์ หรืออาจพิจารณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีเบต้ากลูแคนเป็นส่วนประกอบ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากระบุข้อมูลชัดเจน และถ้าเป็นไปได้ ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองการทดสอบจากหน่วยงานอิสระภายนอก (third-party testing) ติดตามข่าวสารการเรียกคืนสินค้าและคำแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวกับสาร PFAS อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเลือกซื้อเครื่องครัวนำเข้า เสื้อผ้า หรืออาหารสำเร็จรูป ให้มองหาผลิตภัณฑ์ที่ระบุชัดเจนว่า “ปราศจากสาร PFAS” (PFAS-free) หรือ “ปลอดสารเคมีอมตะ” (free from forever chemicals) และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การร่วมกันสนับสนุนข้อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลระดับชาติเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมี
โดยสรุป แม้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทเส้นใยจะไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง แต่หลักฐานใหม่ๆ ที่ค้นพบนี้ ก็นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สร้างความหวังและนำไปปฏิบัติได้จริงสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องสาร PFAS เพื่อช่วยดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีขึ้น ในขณะที่สังคมไทยกำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การผสมผสานนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาและวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา อาจเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยปกป้องคนไทยจากภัยเงียบที่แฝงตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เอกสารอ้างอิง: