งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นจากการใช้กัญชาในกลุ่มผู้สูงวัย เนื่องจากอัตราการใช้กัญชาในกลุ่มนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางกระแสการขยายตัวของการอนุญาตให้ใช้กัญชาอย่างถูกกฎหมาย และทัศนคติทางสังคมที่เปิดกว้างขึ้น ผลวิเคราะห์ล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกัน (JAMA) เผยว่าอัตราการใช้กัญชาในกลุ่มผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างเข้มข้นในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ถึงความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และแนวทางการกำกับดูแลการใช้กัญชาในสังคมไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว

ประเด็นการใช้กัญชาในผู้สูงอายุกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังมีกรณีศึกษาที่น่าเป็นห่วง กรณีศึกษาหญิงสูงวัย อายุ 76 ปี ที่ต้องการบรรเทาอาการนอนไม่หลับ ได้รับประทานเยลลี่ผสม THC หลายชิ้นในคืนเดียว เกินปริมาณที่แนะนำไปมาก ส่งผลให้เกิดอาการวิตกกังวลและใจสั่น จนต้องถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน แม้ท้ายที่สุดเธอจะปลอดภัยและได้กลับบ้าน แต่เรื่องราวนี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของผู้สูงอายุ ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ถูกมองข้ามในการถกเถียงเรื่องกัญชาในวงกว้าง ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ได้เคยเตือนไว้ว่า “เมื่ออายุมากขึ้น สมองของเราจะไวต่อสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมากขึ้น” สำหรับผู้สูงอายุชาวไทย ซึ่งหลายคนมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เหตุการณ์ทำนองนี้อาจบานปลายจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะหากเกิดการหกล้มหรือปฏิกิริยาระหว่างยา (nytimes.com)

ปัญหานี้ยิ่งทวีความสำคัญสำหรับประเทศไทย ซึ่งเคยปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์และการประกอบอาหารในปี 2565 ก่อนจะกลับมาทบทวนและคุมเข้มข้อจำกัดอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลด้านสาธารณสุข (bbc.com) ภาครัฐของไทยยังคงหารือถึงแนวทางการเข้าถึงกัญชาอย่างปลอดภัย ในประเทศที่โครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดการณ์ว่าภายในปี 2583 หนึ่งในห้าของประชากรไทยจะมีอายุ 65 ปีขึ้นไป (worldbank.org) แนวทางการรับมือกับสถานการณ์การใช้กัญชาที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุของไทย อาจกลายเป็นทั้งกรณีศึกษาและบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศเพื่อนบ้าน

ข้อมูลล่าสุดจาก ดร.ฮัน และคณะ แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนชาวอเมริกันอายุเกิน 65 ปีที่ใช้กัญชาในช่วงเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จากร้อยละ 4.8 ในปี 2564 เป็นร้อยละ 7 ในปี 2566 ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากไม่ถึงร้อยละ 1 ในปี 2548 แม้การศึกษาในไทยจะยังไม่ครอบคลุมเท่า แต่ก็เริ่มปรากฏแนวโน้มคล้ายคลึงกัน จากการขยายตัวของร้านจำหน่ายกัญชา และการที่ความเข้าใจ (หรือความเข้าใจผิด) เกี่ยวกับกัญชาเริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ (bangkokpost.com)

แรงจูงใจในการใช้กัญชาของผู้สูงอายุนั้นแตกต่างจากกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมักใช้เพื่อการสันทนาการเป็นหลัก ผลสำรวจชี้ว่าผู้สูงอายุมักใช้กัญชาเพื่อบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง ภาวะนอนไม่หลับ และความวิตกกังวล ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในกลุ่มผู้สูงอายุชาวไทย ที่อาจกำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากยาแผนปัจจุบัน หรือสนใจทดลองใช้สมุนไพรโบราณในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกที่หนักแน่นเกี่ยวกับสรรพคุณของกัญชายังมีจำกัด และผลวิจัยใหม่ๆ กลับชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจรุนแรงกว่าเดิม ทั้งอัตราการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินและโรงพยาบาลที่สูงขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม (jamanetwork.com)

ตัวอย่างเช่น ผลการศึกษาในแคนาดาพบว่า อัตราการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินหรือโรงพยาบาลจากปัญหาเกี่ยวข้องกับกัญชา ของกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 65 ปีในรัฐออนแทรีโอ พุ่งสูงขึ้นกว่า 26 เท่า ระหว่างปี 2551 ถึง 2564 ขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการปฏิรูปกฎหมายกัญชา พบว่าอัตราการเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินจากปัญหาเกี่ยวข้องกับกัญชาในกลุ่มผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นจาก 21 คนต่อประชากร 100,000 คนในปี 2548 เป็น 395 คนต่อประชากร 100,000 คนในปี 2562 บุคลากรทางการแพทย์ในไทยเริ่มรายงานพบกรณีคล้ายกันนี้มากขึ้น โดยมักเกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวหรือคนไทยที่กลับจากต่างประเทศ ซึ่งได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาในรูปแบบรับประทาน น้ำมัน หรือสายพันธุ์ที่มีความเข้มข้นสูง (pubmed.ncbi.nlm.nih.gov)

ผู้เชี่ยวชาญในงานวิจัยล่าสุดหลายชิ้นต่างเน้นย้ำให้ใช้ความระมัดระวัง มีการชี้ว่าผู้สูงอายุมักใช้ยาตามใบสั่งแพทย์หลายขนาน ทำให้เสี่ยงต่อปฏิกิริยาระหว่างยากับสารแคนนาบินอยด์ ซึ่งอาจคาดเดาไม่ได้หรือเป็นอันตราย ดร.ไมแรน หัวหน้าผู้เขียนผลการศึกษาในออนแทรีโอ และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยสุขภาพบรูแยร์ในออตตาวา อธิบายว่า “มีสัญญาณเตือนหลายประการ… แม้จะไม่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ก็เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่มีรูปแบบการใช้ที่เข้มข้นกว่า” ขณะที่ ดร.พราวอสซัด นักวิจัยด้านกัญชาจากสถาบันวิจัยและศึกษาแห่งแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ ชี้ให้เห็นถึงอัตราการเสพติดกัญชาที่สูงในกลุ่มทหารผ่านศึกสูงอายุ รวมถึงภาวะพึ่งพิงทางร่างกายและอาการถอนยา ซึ่งสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดในทางที่ผิดในกลุ่มประชากรที่เปราะบางนี้

เบื้องหลังเรื่องราวสุขภาพรายบุคคลเหล่านี้ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งในเชิงประชากรศาสตร์และการตลาด บริษัทกัญชาหลายแห่งพุ่งเป้าทำการตลาดไปยังกลุ่มผู้สูงอายุโดยตรง เครือข่ายร้านจำหน่ายในสหรัฐฯ มีการมอบส่วนลดและจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้สูงวัย โดยมุ่งสร้างฐานลูกค้าที่เรียกว่า “ลูกค้ากลุ่มวัยเก๋า” (wisdom customers) ร้านจำหน่ายกัญชาในไทยก็เริ่มดำเนินรอยตาม โดยบางแห่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ “เพื่อสุขภาพผู้สูงวัย” วางจำหน่ายอย่างเด่นชัดเคียงข้างยาหม่องสมุนไพรและยาแผนโบราณ (thairath.co.th) การผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย เช่น การใช้กัญชาในตำรับยาโบราณ เข้ากับการตลาดสมัยใหม่ระดับโลก ยิ่งทำให้การกำกับดูแลและความพยายามในการให้ความรู้แก่สาธารณชนมีความซับซ้อนมากขึ้น

ปัญหาที่พบบ่อยประการหนึ่งคือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความเสี่ยงของกัญชา งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่อ้างอิงใน JAMA Network Open พบว่าเกือบร้อยละ 44 ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเชื่อว่าการสูบกัญชาทุกวันปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นความเชื่อที่อันตราย เนื่องจากมีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ถึงความเสี่ยงต่อหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ และสมอง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว (jamanetwork.com) โครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขในไทยรายงานถึงความสับสนคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยกลางคนที่ยังจดจำภาพกัญชาในฐานะยาสมุนไพรพื้นบ้าน โดยอาจไม่ตระหนักถึงความแรงที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ของผลิตภัณฑ์ในยุคปัจจุบัน (dms.moph.go.th)

ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันทางสุขภาพในผู้ใช้กัญชาสูงวัยมักเกี่ยวข้องกับอาการตื่นตระหนก ปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด การทำงานประสานกันของร่างกายบกพร่อง และการหกล้ม ซึ่งภาวะเหล่านี้อาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความเปราะบางของร่างกาย การสูญเสียมวลกระดูก และโรคประจำตัวอื่นๆ ที่พบบ่อยในผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นที่ชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเข้ารับการรักษาพยาบาลจากปัญหาเกี่ยวข้องกับกัญชา กับการวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมในระยะต่อมา ผลการศึกษาในออนแทรีโอพบว่าผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมสูงกว่าผู้ที่เข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินด้วยปัญหาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกัญชาร้อยละ 23 และสูงกว่าประชากรทั่วไปถึงร้อยละ 72 ดร.ไมแรน เน้นย้ำว่าแม้ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นผลจากการศึกษาเชิงสังเกตและยังไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลได้ แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลซึ่งจำเป็นต้องมีการตอบสนองด้านสาธารณสุขอย่างเร่งด่วน

การขาดแคลนงานวิจัยทางคลินิกที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อศึกษาผลกระทบของกัญชาในผู้สูงอายุ ถือเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ งานวิจัยจำนวนมากไม่ได้ระบุวิธีการใช้กัญชาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการสูบ การสูบไอ การรับประทาน หรือการใช้ทาภายนอก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึม สรรพคุณ และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การทดลองทางคลินิกส่วนใหญ่มักไม่รวมผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะสุขภาพซับซ้อนเข้าร่วมการศึกษา ทำให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในไทยมีข้อมูลน้อยมากเกี่ยวกับปริมาณการใช้ที่ปลอดภัย วิธีการใช้ที่น่าเชื่อถือ หรือความเสี่ยงที่แท้จริงของผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ (pubmed.ncbi.nlm.nih.gov)

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายนี้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นจากภาพรวมกฎระเบียบที่ยังไม่ชัดเจนและกระจัดกระจาย ในทางเทคนิค กัญชายังคงจัดเป็นสารควบคุมภายใต้กฎหมายยาเสพติด แต่นโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปมาและยังขาดเอกภาพ ประกอบกับผลประโยชน์ทางการค้า ทำให้สถานการณ์โดยรวมยังคงคลุมเครือ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ รวมถึงบุคลากรจากโรงเรียนแพทย์ชั้นนำหลายแห่ง ได้เรียกร้องให้มีการฝึกอบรมและให้ข้อมูลแก่สาธารณชนอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้เกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ ปฏิกิริยาระหว่างยา และความเสี่ยงจากการขับขี่ยานพาหนะหรือการทำกิจกรรมต่างๆ ในบ้านที่ไม่ปลอดภัยในกลุ่มผู้ใช้สูงอายุ (thairath.co.th)

ในมิติทางวัฒนธรรม กัญชามีประวัติศาสตร์อันยาวนานแต่ก็มีความซับซ้อนในสังคมไทย นานก่อนที่จะมีการปลดล็อกกัญชา กัญชาถูกนำมาใช้ในตำรับยาแผนโบราณและเป็นส่วนประกอบในอาหารบางชนิด แม้โดยทั่วไปจะใช้ในปริมาณและความเข้มข้นที่น้อยกว่าผลิตภัณฑ์ในยุคปัจจุบันมาก การค้าและการแพร่หลายอย่างรวดเร็วของผลิตภัณฑ์กัญชาที่มีฤทธิ์แรง เช่น ผลิตภัณฑ์แบบรับประทาน สารสกัด และอุปกรณ์สูบไอ ได้ก้าวล้ำหน้าทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและงานวิจัยทางการแพทย์ไปมาก จนก่อให้เกิดช่องว่างด้านสาธารณสุข สำหรับหลายครอบครัวไทย เรื่องราวทำนองเดียวกับกรณีหญิงสูงวัยชาวแคลิฟอร์เนีย ที่บุตรหลานผู้หวังดีนำ “ตัวช่วยในการนอนหลับ” กลับมาฝาก กำลังกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยขึ้น

ประเทศไทยจะเผชิญกับจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินจากปัญหาเกี่ยวข้องกับกัญชาเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันหรือไม่? หากประสบการณ์จากสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นดัชนีชี้วัด ความเสี่ยงนั้นมีอยู่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทัศนคติในสังคมไทยเริ่มเปลี่ยนไป และผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเปิดใจทดลองใช้มากขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ของไทยเริ่มพบเห็นกรณีการใช้เกินขนาดโดยไม่ตั้งใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักจะซับซ้อนยิ่งขึ้นจากภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดสมอง ปฏิกิริยาระหว่างยา หรือความทุกข์ทรมานจากผลกระทบทางจิตประสาทที่ไม่คุ้นเคย แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลชั้นนำของไทยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความรู้ตามหลัก “เริ่มน้อย ค่อยเป็นค่อยไป” และกระตุ้นให้ครอบครัวปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนผู้สูงอายุจะใช้อาหารเสริมหรือการรักษาทางเลือกใหม่ๆ (bangkokpost.com)

เมื่อมองไปข้างหน้า หน่วยงานด้านสาธารณสุข ผู้นำชุมชน และภาคอุตสาหกรรมกัญชาเอง ต่างก็เผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการออกมาตรการและแนวทางที่ชัดเจน อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สำหรับการใช้กัญชาในผู้สูงอายุ ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมีดังนี้:

  • ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาใดๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ ไต หรือปัญหาทางจิตเวช
  • เริ่มต้นด้วยปริมาณสาร THC ที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์กัญชาชนิดรับประทานที่มีความเข้มข้นสูง
  • สังเกตอาการข้างเคียง เช่น วิตกกังวล วิงเวียนศีรษะ สับสน โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกของการใช้
  • ตรวจสอบรายการยาทุกชนิดที่แพทย์สั่ง เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาขณะขับขี่ยานพาหนะ หรือปฏิบัติงานที่ต้องอาศัยการตัดสินใจและการประสานงานของร่างกาย

สำหรับสมาชิกในครอบครัว การสื่อสารกันอย่างเปิดอกถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง บุตรหลานควรพูดคุยถึงความเสี่ยงและประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นกับญาติผู้ใหญ่ และช่วยดูแลเรื่องการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือจากแหล่งจำหน่ายที่มีมาตรฐาน ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากตลาดที่ไม่ได้รับการควบคุม หรือ “ยาต้ม” ที่ไม่ทราบความแรงและส่วนผสมที่ชัดเจน

ในระดับนโยบาย ภาครัฐของไทยจำเป็นต้องยกระดับการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับกัญชา ติดตามแนวโน้มอุบัติการณ์ในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด และปรับปรุงการสื่อสารข้อมูลความรู้แก่ผู้ป่วยและประชาชนให้ทันท่วงทีเมื่อมีผลการวิจัยใหม่ๆ ออกมา คณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลต่างๆ ควรพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทางเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุที่ใช้กัญชา สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบายไปจนถึงผู้ประกอบการร้านจำหน่ายกัญชา ควรให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลที่โปร่งใสและเป็นจริง มากกว่าการโฆษณาเกินจริง เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถตัดสินใจโดยมีข้อมูลประกอบที่เพียงพอ ในขณะที่กระแสการใช้กัญชากำลังขยายวงกว้างในสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่ภาวะผู้สูงวัย

สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกท่าน สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ความระมัดระวังและการสื่อสารอย่างรอบด้าน แม้ว่ากระแสความสนใจในกัญชาจะเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ความเสี่ยงต่างๆ ก็มีอยู่จริงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลท่าน และพึงระลึกเสมอว่าการรักษาแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะคุ้นเคยเพียงใด จำเป็นต้องมีการปรับใช้อย่างสมดุลควบคู่ไปกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่และการกำกับดูแลที่รัดกุม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกัญชาและสุขภาพผู้สูงอายุ สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์กรมการแพทย์ dms.moph.go.th