ผลวิจัยล่าสุดเผยว่า ผู้ที่มีนิสัยหลงตัวเอง มีแนวโน้มจะติดโซเชียลมีเดียได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ประเด็นนี้ยิ่งตอกย้ำความน่ากังวลเรื่องปัญหาสุขภาพจิตในโลกยุคดิจิทัล งานศึกษาชิ้นนี้เป็นการรวบรวมผลวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้า และให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญแก่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในบ้านเรา ในขณะที่การใช้โซเชียลมีเดียในไทยยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ X (ทวิตเตอร์เดิม) ได้เปลี่ยนวิถีการปฏิสัมพันธ์ การแชร์ข้อมูล และการสร้างตัวตนของผู้คนไปอย่างมาก ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกที่มีการใช้โซเชียลมีเดียสูงมาก โดยในปี 2567 มีผู้ใช้งานกว่า 52 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่า 74% ของประชากรทั้งหมด (DataReportal) แม้แนวโน้มนี้จะช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกันมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็นำไปสู่การใช้งานที่กลายเป็นปัญหาหรือควบคุมไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งเข้าข่ายภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย (ncbi.nlm.nih.gov)
งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาที่ผ่านการรีวิวจากผู้เชี่ยวชาญ และสรุปเนื้อหาโดย PsyPost ได้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างภาวะหลงตัวเอง (narcissism) ซึ่งเป็นลักษณะบุคลิกภาพที่ให้ความสำคัญกับตัวเองสูงเกินไป ต้องการการยอมรับนับถืออย่างมาก และมีแนวโน้มชอบโปรโมตตัวเอง กับแนวโน้มการเสพติดโซเชียลมีเดีย จากการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยก่อนหน้านี้ในหลายประเทศ ทั้งฝั่งตะวันตกและเอเชีย ทีมวิจัยพบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนและสอดคล้องกันว่า คนที่ได้คะแนนจากแบบทดสอบภาวะหลงตัวเองสูงกว่า ก็มีแนวโน้มจะรายงานการใช้โซเชียลมีเดียแบบควบคุมไม่ได้มากกว่าเช่นกัน
แล้วเรื่องนี้สำคัญกับคนไทยอย่างไร? ในสังคมไทย การใช้สมาร์ตโฟนที่แพร่หลาย ประกอบกับวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับ “หน้าตา” และภาพลักษณ์ทางสังคม ได้สร้างสภาวะที่เอื้อต่อการนำเสนอตัวตนและแสวงหาการยอมรับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยิ่งส่งเสริม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สภาพแวดล้อมดิจิทัลแบบนี้อาจไปเสริมลักษณะนิสัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหลงตัวเองโดยไม่รู้ตัว เช่น การหมกมุ่นกับการปั้นโปรไฟล์ออนไลน์ให้ดูดี หรือการเฝ้าตามติดยอดไลค์ ยอดแชร์ และจำนวนผู้ติดตามอย่างไม่วางตา
ทีมวิจัย ซึ่งผลงานของพวกเขาได้รับการสรุปโดย PsyPost อธิบายว่า “โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีภาวะหลงตัวเองในการแสวงหาคำชม ความสนใจ และการยืนยันตัวตน สิ่งนี้สามารถลุกลามไปสู่การใช้งานซ้ำๆ จนควบคุมไม่ได้ และกลายเป็นพฤติกรรมเสพติดในที่สุด” (PsyPost)
นักจิตวิทยาในไทยหลายรายให้ข้อมูลว่า พบผู้รับบริการ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ที่เผชิญภาวะวิตกกังวล ความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ หรือกระทั่งภาวะซึมเศร้า อันเนื่องมาจากแรงกดดันและความคาดหวังจากโลกโซเชียลมีเดียมากขึ้น ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิตท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า “เราพบเห็นกรณีของเยาวชนที่พยายามจะวางมือถือและตัวตนบนโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบางคน ปัญหานี้ลุกลามจนส่งผลกระทบหนักต่อความสัมพันธ์ในชีวิตจริงและการดำเนินชีวิตประจำวัน”
ครูอาจารย์และครูแนะแนวในโรงเรียนไทยก็ต้องรับมือกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาวะทางอารมณ์ของนักเรียนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ปัญหาเหล่านี้มีทั้งการบูลลี่ในโลกออนไลน์ (cyberbullying) อาการกลัวตกกระแส (FOMO) และการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมากเกินไป ปัญหาเหล่านี้มักเกี่ยวโยงกับแนวโน้มภาวะหลงตัวเองที่งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ให้เห็น โดยนักเรียนจะพยายามหาการยอมรับผ่านความนิยมในโลกออนไลน์และตัวตนดิจิทัลที่สร้างขึ้นมาอย่างดี
หากมองย้อนไปในสังคมไทย จะเห็นว่าแนวคิดเรื่อง “หน้าตา” ซึ่งหมายถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงในสังคมนั้นฝังรากลึก ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นสมรภูมิใหม่ในการรักษาหน้าตา ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ผลเสียต่อสุขภาพได้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้การอยากได้รับการยอมรับทางสังคมจะเป็นเรื่องปกติ แต่แรงผลักดันที่อยากจะนำเสนอแต่ภาพลักษณ์สวยหรูบนโลกออนไลน์ตลอดเวลา อาจเป็นการตอกย้ำทัศนคติที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และบั่นทอนความสัมพันธ์ที่แท้จริงได้
เมื่อเยาวชนไทยใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากขึ้นทุกวัน ความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตที่อาจตามมาพร้อมๆ กับการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลก็เพิ่มสูงขึ้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การเสพติดอินเทอร์เน็ต รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียแบบควบคุมไม่ได้ อาจนำไปสู่ปัญหาการนอนหลับ ผลการเรียนแย่ลง และการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง (WHO) งานวิจัยใหม่ที่เชื่อมโยงภาวะหลงตัวเองกับการเสพติดโซเชียลมีเดียนี้ ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อเสนอที่ต้องการให้มีการสอนทักษะการใช้สื่อดิจิทัล (digital literacy) การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ที่ตรงเป้า และการมีบริการช่วยเหลือสำหรับกลุ่มเสี่ยง
เมื่อมองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า เมื่อมีแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น ช่องทางในการโปรโมตตัวเองและแสวงหาการยอมรับทางออนไลน์ก็จะยิ่งมีมากขึ้น ดังนั้น ครอบครัว โรงเรียน และผู้กำหนดนโยบายในไทยจึงควรเร่งดำเนินการเชิงรุก เช่น สอนเยาวชนเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียอย่างถูกสุขลักษณะ ส่งเสริมความสัมพันธ์นอกโลกออนไลน์ และสร้างช่องทางให้เยาวชนเห็นคุณค่าในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาการยอมรับจากโลกดิจิทัลเพียงอย่างเดียว
สำหรับคนไทยที่อาจมีความกังวล ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตมีคำแนะนำดังนี้:
- กำหนดขอบเขตการใช้โซเชียลมีเดียที่ชัดเจนทั้งในครอบครัวและโรงเรียน
- สนับสนุนให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดอกเกี่ยวกับแรงกดดันและภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์
- ส่งเสริมงานอดิเรกนอกจอ ช่องทางแสดงออกที่สร้างสรรค์ และความสัมพันธ์ในชีวิตจริง
- ขอคำปรึกษาจากครูแนะแนวหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หากเริ่มมีพฤติกรรมการใช้งานที่ควบคุมไม่ได้
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือความช่วยเหลือ สามารถศึกษาได้จากแหล่งต่างๆ เช่น กรมสุขภาพจิต โครงการให้ความรู้ด้านดิจิทัลในโรงเรียน หรือองค์กรระหว่างประเทศอย่าง องค์การอนามัยโลก (WHO)
ในขณะที่งานวิจัยยังคงมีออกมาอย่างต่อเนื่องและเทคโนโลยีก็พัฒนาไปไม่หยุด การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างลักษณะนิสัย เช่น ภาวะหลงตัวเอง กับการใช้โซเชียลมีเดีย จะยังคงสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสุขภาพจิตและโครงสร้างทางสังคมของคนไทย