ผลวิจัยชิ้นใหม่เขย่าความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับสาขาเรียนที่บัณฑิตจบใหม่มีโอกาสได้งานทำสูงที่สุด รายงานล่าสุดจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ชี้ว่า บัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์โภชนาการ, บริการก่อสร้าง, รวมถึงวิทยาศาสตร์พืชและสัตว์ มีอัตราการว่างงานต่ำสุดในสหรัฐฯ แซงหน้าแม้กระทั่งสาขาสาย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ที่เคยถูกมองว่าเป็นสาขาสุดฮิตมาตลอด ข้อมูลนี้เก็บรวบรวมจากบัณฑิตจบใหม่ในสหรัฐฯ อายุ ๒๒-๒๗ ปี สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป และกำลังกำหนดทิศทางใหม่ให้นักศึกษาที่จะเข้ามหาวิทยาลัยในปี ๒๕๖๘ (ที่มา: Entrepreneur)
ข่าวนี้น่าจะสร้างความสนใจไม่น้อยให้กับนักเรียนไทยและผู้ปกครอง ที่ส่วนใหญ่ยังยึดติดว่าการเรียนสาย STEM เป็นหนทางสู่ความมั่นคงทางอาชีพและรายได้สูง ทว่าตัวเลขล่าสุดกลับฉายภาพที่ซับซ้อนยิ่งกว่า อัตราการว่างงานโดยรวมของบัณฑิตจบใหม่ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ อยู่ที่ ๕.๕% ซึ่งสูงกว่าอัตราการว่างงานของผู้จบปริญญาตรีทั้งหมด (๒.๖%) อย่างเห็นได้ชัด แต่บัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์โภชนาการ, บริการก่อสร้าง, และวิทยาศาสตร์พืชและสัตว์ กลับมีอัตราการว่างงานเพียง ๑% หรือต่ำกว่านั้น สวนทางกับบัณฑิตสายวิทยาการคอมพิวเตอร์ (๖.๑%), เคมี (๖.๐%), และฟิสิกส์ (๗.๕%) ที่กลับต้องเผชิญกับตัวเลขการว่างงานที่สูงกว่า แม้จะมีทักษะเฉพาะทางและถูกมองว่ามีคุณค่าในตลาดแรงงานก็ตาม
ประเด็นที่น่าสนใจและอาจสวนกระแสความเชื่อทั่วไปจากรายงานนี้ คือความสำเร็จของสาขาวิชาที่คนมักมองว่า “เรียนไปก็หางานยาก” เช่น สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ มีอัตราการว่างงานเพียง ๓% และสาขาปรัชญาก็ใกล้เคียงกันที่ ๓.๒% ซึ่งทั้งคู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการว่างงานทั่วประเทศของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ๒๕๖๘ ซึ่งอยู่ที่ ๔.๒% ข้อค้นพบนี้ดูจะสอดคล้องกับแนวโน้มในไทย ที่บัณฑิตสายศิลปศาสตร์หรือสังคมศาสตร์บางสาขาก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ดีในอดีต
อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้ยังสะท้อนความแตกต่างด้านรายได้อย่างชัดเจน บัณฑิตสายวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์ยังคงครองแชมป์เงินเดือนเริ่มต้นสูงสุด เฉลี่ยปีละประมาณ ๘๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เกือบสองเท่าของรายได้บัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะและภาษาอังกฤษ ทว่าบัณฑิตสายโภชนาการกลับมีรายได้เฉลี่ยสูงถึง ๗๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตัวเลขนี้เทียบเคียงได้กับเงินเดือนในสายงานเทคโนโลยี และสูงกว่าค่ามัธยฐานรายได้ส่วนบุคคลของสหรัฐฯ ในปี ๒๕๖๖ (๔๒,๒๒๐ ดอลลาร์สหรัฐ) อย่างมาก (ที่มา: สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ) สำหรับในประเทศไทย สาขาโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหารก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน สะท้อนถึงความตื่นตัวด้านสุขภาพและความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะที่มากขึ้น (ที่มา: สวทช.)
อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่าสนใจจากรายงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ คือความสำคัญของการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เกือบครึ่งหนึ่งของนักศึกษาสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ โภชนาการ และปรัชญา รวมถึงสัดส่วนที่สูงกว่าในสาขาเคมีและฟิสิกส์ เลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก แนวโน้มนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่วุฒิการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีกำลังทวีความสำคัญต่อความก้าวหน้าในสายงานเฉพาะทาง (ที่มา: กระทรวงศึกษาธิการ)
ผู้เชี่ยวชาญทั้งในแวดวงวิชาการและธุรกิจต่างจับตามองการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายปฏิบัติการของ BlackRock บริษัทจัดการการลงทุนชั้นนำระดับโลก ออกมาสนับสนุนการจ้างงานบัณฑิตสายมนุษยศาสตร์ แม้ในภาคการเงินและเทคโนโลยี โดยกล่าวในงานประชุมครั้งล่าสุดว่า “เราต้องการคนที่เรียนจบประวัติศาสตร์หรือภาษาอังกฤษ เพราะความหลากหลายทางความคิดและการมองปัญหาจากหลายมุมนี่แหละที่เป็นพลังขับเคลื่อนนวัตกรรมที่แท้จริง” เช่นเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายสารสนเทศของ Goldman Sachs ให้ความเห็นว่า เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถจัดการงานเขียนโค้ดส่วนใหญ่ที่เคยเป็นหน้าที่ของวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้ การผสมผสานทักษะทางเทคนิคเข้ากับการฝึกฝนด้านปรัชญาอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่สำคัญสำหรับการจ้างงานในสายเทคโนโลยี (ที่มา: Entrepreneur)
กระแสการใช้ระบบอัตโนมัติกำลังสร้างแรงกดดันให้คนทำงานรุ่นใหม่ต้องสร้างจุดเด่นที่เหนือกว่าแค่ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๘ ผู้บริหารระดับสูงของ Microsoft กล่าวว่า ปัจจุบันวิศวกรของบริษัทใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดราว ๒๐-๓๐% ของงานทั้งหมด ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงของ Google ระบุตัวเลขของบริษัทตนว่าสูงกว่า ๓๐% ความเห็นเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่นักการศึกษาและนักเรียนไทยควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง ในยุคที่เครื่องมือ AI แพร่หลาย ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงซ้อน การมีวิจารณญาณทางจริยธรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นทักษะของ “สายศิลป์” จะยิ่งทวีคุณค่า (ที่มา: Reuters)
สำหรับภาคอุดมศึกษาไทยซึ่งมีขนาดใหญ่ ผลการศึกษานี้ชี้ว่าอาจถึงเวลาทบทวนแนวคิดเดิมๆ ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องชื่อเสียงและความมั่นคงที่ผูกติดกับปริญญาสาย STEM กำลังถูกท้าทาย ไม่ใช่เพราะคุณค่าของวิทยาศาสตร์ลดลง แต่เป็นการยอมรับถึงโอกาสการจ้างงานและทักษะที่หลากหลายจากสาขาวิชาอื่น ตัวอย่างเช่น สาขาวิทยาศาสตร์โภชนาการมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของไทย เนื่องจากไทยเป็นผู้นำการส่งออกอาหารระดับโลก มีนวัตกรรมด้านอาหาร และมาตรฐานสาธารณสุขที่สูงขึ้น
เช่นเดียวกับสาขามนุษยศาสตร์ ที่มักถูกมองในสังคมไทยว่าเป็นสาขาที่เรียนตามความชอบส่วนตัวมากกว่าจะมุ่งเน้นอาชีพ ก็กำลังพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง ไม่เพียงแต่อัตราการจ้างงานที่มั่นคง แต่ยังรวมถึงการประยุกต์ใช้ร่วมกับสาขาสมัยใหม่อีกด้วย บริษัทเทคโนโลยีในเอเชียและทั่วโลกกำลังมองหาบุคลากรที่สามารถจัดการกับประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม สื่อสารแนวคิดที่ซับซ้อน และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวิทยาศาสตร์ที่รวดเร็ว ความต้องการบัณฑิตมนุษยศาสตร์จากนายจ้างข้ามชาติถือเป็นสัญญาณสำคัญที่มหาวิทยาลัยและผู้กำหนดนโยบายของไทยไม่ควรมองข้าม (ที่มา: Bangkok Post)
ในอดีต นักเรียนและผู้ปกครองไทยมักได้รับอิทธิพลจากค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับอาชีพสายเทคนิคและการแพทย์อย่างสูง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ได้รับการสนับสนุนจากทุนการศึกษาและนโยบายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี ๒๕๔๐ เศรษฐกิจไทยได้พิสูจน์คุณค่าของทักษะที่ปรับตัวได้ และการระบาดใหญ่ของโควิด-๑๙ ก็ตอกย้ำความจำเป็นของบุคลากรสาธารณสุขและนักสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับสังคม (ที่มา: World Bank)
เมื่อมองไปข้างหน้า ภาคการศึกษาไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสในการปรับหลักสูตรให้สอดรับกับความต้องการของโลก การเติบโตของ AI กระแสโลกาภิวัตน์ของอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการ และการให้ความสำคัญกับการคิดวิเคราะห์ ล้วนชี้ว่ากลยุทธ์การอุดมศึกษาที่หลากหลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับนักเรียน บทเรียนที่ชัดเจนคือ แทนที่จะเลือกเรียนตามกระแสความเชื่อเดิมๆ ควรพิจารณาถึงโอกาสการมีงานทำระยะยาว รายได้ และความเป็นไปได้ในการศึกษาต่อ
สำหรับนักเรียนไทยที่กำลังเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย แนวทางสำคัญคือการมองหาหลักสูตรสหวิทยาการที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับมุมมองทางมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ การเลือกสาขาไม่ควรขึ้นอยู่กับความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากแนวโน้มข้อมูลจริง ความต้องการของภาคส่วนที่กำลังเติบโต และความถนัดส่วนตัว อาจารย์แนะแนวในมหาวิทยาลัยและผู้กำหนดนโยบายก็ควรส่งเสริมเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตลอดชีวิต รวมถึงการเสริมสร้างทักษะทางสังคม (soft skills) ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมด้านเทคนิค (ที่มา: UNESCO)
ท้ายที่สุด สาระสำคัญสำหรับสังคมไทยคือการเปิดใจให้กว้างและมองสถานการณ์ด้วยทัศนคติเชิงบวก ในขณะที่นายจ้างทั่วโลกกำลังมองหาบัณฑิตที่เชี่ยวชาญทั้งวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ และจริยธรรม การลงทุนของไทยในเส้นทางการศึกษาที่หลากหลายอาจเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุด