ประเทศไทยเตรียมยกระดับมาตรการควบคุมกัญชาให้เข้มข้นขึ้น หลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติพยายามลักลอบนำกัญชาออกนอกประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ การขยับตัวเพื่อคุมเข้มกฎระเบียบครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึงสามปีหลังจากไทยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในภูมิภาคด้วยการปลดล็อกกัญชา ซึ่งแม้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในประเทศให้คึกคัก แต่ก็จุดประกายความกังวลในสังคมและกลายเป็นประเด็นร้อนในเวทีระหว่างประเทศ

เมื่อปี 2565 ไทยสร้างปรากฏการณ์เป็นชาติแรกในเอเชียที่ปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด โดยมุ่งหวังให้นโยบายนี้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตรและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ซบเซาอย่างหนักในเวลานั้น ปรากฏการณ์ร้านกัญชาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหลายพันแห่ง และท่าทีที่เปิดกว้างของไทยก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวสายเขียวจากทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว (วิกิพีเดีย) ทว่า การไร้กฎหมายควบคุมที่รัดกุมและครอบคลุม กลับนำไปสู่ปัญหาการใช้ในกลุ่มเยาวชน การเสพติด และล่าสุดคือการลักลอบขนกัญชาจำนวนมหาศาล จนจุดกระแสตีกลับจากคนในประเทศ

ช่วงหลายเดือนมานี้ พบนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากสหราชอาณาจักรและอินเดีย ถูกรวบตัวขณะพยายามขนผลิตภัณฑ์กัญชาออกนอกไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพื่อรับมือสถานการณ์นี้ เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานไทยจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้น โดยทางการอ้างรายงานว่ามีชาวสหราชอาณาจักรเกินกว่า 50 รายถูกจับข้อหาลักลอบขนยาเสพติดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 (Euronews; AP News) คดีดังเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ณ สนามบินนานาชาติสมุย ยึดกระเป๋าเดินทาง 22 ใบ อัดแน่นด้วยกัญชาน้ำหนักรวม 375 กิโลกรัม นำไปสู่การจับกุมชาวต่างชาติ 13 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ ด้านหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายชี้ว่ารูปแบบการลักลอบเปลี่ยนไป โดยพบขบวนการอาชญากรรมลวงนักท่องเที่ยวต่างชาติมารับจ้างขนยาเสพติด เสนอค่าตอบแทนล่อใจให้ขนผ่านสิงคโปร์ต่อไปยังยุโรป (The Sun)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันในการแถลงข่าวล่าสุดว่า เตรียมคลอดกฎระเบียบยาเสพติดฉบับใหม่เป็นการด่วน โดยกำหนดให้การซื้อกัญชาอย่างถูกกฎหมายทุกครั้งต้องมีใบสั่งแพทย์ (Devdiscourse; Straits Times) นับเป็นการกลับลำนโยบายครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยเปิดกว้างให้ใช้เพื่อสันทนาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านเดิมยังเน้นย้ำว่า “การส่งออกผลิตภัณฑ์กัญชาออกจากประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากทางการไทย ถือเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” เป็นการตอกย้ำคำเตือนก่อนหน้านี้ของกรมศุลกากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทันทีที่กัญชาถูกปลดล็อกอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 “ช่องโหว่” ทางกฎหมายก็เผยตัวออกมาแทบจะในทันที แม้จะมีข้อห้ามขายให้เยาวชน สตรีมีครรภ์ ห้ามสูบในที่สาธารณะ และสารสกัด THC เกิน 0.2% ยังเป็นสารควบคุม แต่การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยานและความไม่ชัดเจนของนโยบาย กลับเปิดทางให้ตลาดมืดและตลาดสีเทาเฟื่องฟูอย่างรวดเร็ว (วิกิพีเดีย; LA Times) พรรคเพื่อไทย พรรครัฐบาลปัจจุบัน ได้ให้คำมั่นว่าจะดึงกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติดอีกครั้งสำหรับการใช้เพื่อสันทนาการ แต่ก็เจอแรงต้านจากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคที่เคยหนุนการเปิดเสรีมาก่อน

นักวิจารณ์หลายฝ่ายมองว่า สุญญากาศทางกฎหมายที่เกิดขึ้นไม่เพียงเปิดช่องให้มีการใช้กัญชาในทางที่ผิดและการลักลอบขน แต่ยังกัดเซาะมาตรการคุ้มครองสาธารณสุขที่ภาครัฐอุตส่าห์วางรากฐานไว้ งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นหนึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2565 ในวารสาร Asian Pacific Journal of Tropical Medicine ชี้ว่าการค้ากัญชาผิดกฎหมายยังคงแพร่หลายและเฟื่องฟู แม้จะมีการปลดล็อกแล้วก็ตาม โดยผู้ค้าไร้ใบอนุญาตจำนวนมากเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ทางการแพทย์และอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐ (PubMed) ล่าสุดในสัปดาห์นี้ ผู้ติดตามนโยบายคาดการณ์ว่าการแบนกัญชาเพื่อสันทนาการจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนกัญชาทางการแพทย์จะยังถูกกฎหมายแต่ถูกจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวด (Asahi Shimbun)

ในเวทีโลก ความกังวลเรื่องสถานการณ์กัญชาในไทยได้ลุกลามข้ามพรมแดน ทางการสหราชอาณาจักรประเมินว่า ตั้งแต่ไทยปลดล็อกกัญชา จำนวนพัสดุไปรษณีย์บรรจุกัญชาที่ส่งจากไทยไปยังสหราชอาณาจักรพุ่งสูงขึ้นมาก จนนำไปสู่ปฏิบัติการร่วมระหว่างตำรวจสองชาติ ซึ่งยึดกัญชาได้กว่าสองตันนับจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 (AOL) ปัญหาการลักลอบขนกัญชาที่เกิดขึ้นไม่เพียงสร้างความเสี่ยงทางกฎหมายให้ตัวบุคคล แต่ยังสร้างความท้าทายทางการทูตระหว่างไทยกับชาติพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญด้วย

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญต่างเน้นย้ำความจำเป็นของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งและการประสานงานที่เป็นระบบยิ่งขึ้น นักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ชี้ว่า “การปลดล็อกกัญชาของไทยซึ่งถือเป็นการบุกเบิกนั้น ขาดการลงทุนคู่ขนานในด้านการให้ความรู้ประชาชนและการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เมื่อความเสี่ยงต่างๆ เริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม ทั้งปัญหาการเสพติด การเข้าถึงของเยาวชน หรืออาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลจึงถูกกดดันให้ต้องหันกลับมาทบทวนแนวทางการกำกับดูแลที่ดีที่สุด” ขณะที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่ไม่ประสงค์ออกนาม ให้ข้อมูลถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการบังคับใช้กฎหมายกัญชาทั้งเก่าและใหม่อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก

สำหรับสังคมไทย ประเด็นกัญชาได้ส่งผลกระทบหลายมิติ ทั้งสาธารณสุข สวัสดิภาพเด็กและเยาวชน ภาพลักษณ์ประเทศ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งมองเห็นโอกาสและความก้าวหน้าในการผลิตกัญชาทางการแพทย์หรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่เชื่อมโยงกับกัญชา แต่หลายชุมชนกลับกังวลถึงผลกระทบทางลบต่อเยาวชน รวมถึงการที่ชาวต่างชาติบางกลุ่มฉวยโอกาสจากความคลุมเครือทางกฎหมายเพื่อหาประโยชน์ในทางมิชอบ ในเชิงวัฒนธรรม ‘กัญชา’ ซึ่งคนไทยคุ้นเคยกันดี มีรากฐานการใช้เป็นยาสมุนไพรแผนโบราณมาแต่โบราณ แต่การนำมาใช้เพื่อสันทนาการอย่างแพร่หลายและการลักลอบขนข้ามชาติถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ยังเป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง การผลักดัน “ทางสายกลาง” ที่จะรักษานวัตกรรมทางการแพทย์ควบคู่ไปกับการควบคุมการใช้อย่างเข้มงวด ก็กำลังได้รับความสนใจและแรงหนุนจากผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยเช่นกัน

เมื่อมองไปข้างหน้า กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นแนวโน้มจะพลิกโฉมธุรกิจกัญชาในไทยครั้งใหญ่ นักวิเคราะห์คาดว่าจำนวนร้านค้าปลีกกัญชาจะลดฮวบ เมื่อมีการบังคับใช้เงื่อนไขใบสั่งยา และบทลงโทษสำหรับการขายและส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาตจะหนักหน่วงขึ้น นักท่องเที่ยวต่างชาติควรเตรียมใจรับการตรวจค้นที่สนามบินอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะหากจะเดินทางต่อไปยังประเทศที่มีกฎหมายกัญชาเข้มงวด ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจและเกษตรกรไทยที่ทุ่มลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรมกัญชาที่เพิ่งตั้งไข่นี้ กำลังเผชิญอนาคตที่ไม่แน่นอน เมื่อผู้กำหนดนโยบายพยายามหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและผลกระทบต่อสังคม (ABC News)

สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกท่าน สถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนไปนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนสำคัญว่ากฎหมายกัญชายังไม่นิ่ง การติดตามข่าวสารและกฎระเบียบล่าสุด รวมถึงการปฏิบัติตามข้อบังคับเรื่องการซื้อ การใช้ และการเดินทางอย่างเคร่งครัด ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในแง่กฎหมายและสังคม การครอบครองหรือใช้กัญชาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์อาจนำไปสู่บทลงโทษได้ในไม่ช้า นอกจากนี้ การนำส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชกัญชาหรือผลิตภัณฑ์จากกัญชาออกนอกประเทศถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และอาจเจอผลกระทบร้ายแรงเมื่อเดินทางไปต่างแดน แม้จะเป็นเพียงของฝากชิ้นเล็กน้อยก็ตาม

ท้ายที่สุด การใช้อย่างรับผิดชอบ การตระหนักถึงกฎหมายที่อาจเปลี่ยนแปลง และการติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง ในยามที่ประเทศไทยกำลังจัดทัพนโยบายกัญชาอันซับซ้อนนี้ ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติควรใช้ความระมัดระวัง และเคารพกฎหมายทั้งของไทยและนานาชาติ