เทรนด์พัฒนาตัวเองแนวใหม่กำลังฮิตติดลมบนทั้งในโลกโซเชียลและตามแผงหนังสือ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแรงบันดาลใจ เมล ร็อบบินส์ ได้จุดประกายหลักคิดง่ายๆ แค่สองคำว่า “ปล่อยพวกเขา” (Let Them) วลีเด็ดนี้กลายเป็นแก่นของ “ทฤษฎีปล่อยพวกเขา” (Let Them Theory) ฉบับขายดีของร็อบบินส์ ที่ชูว่าจะช่วยปลดล็อกอิสรภาพทางอารมณ์และสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน เพียงแค่เราเลิกคิดที่จะไปบงการหรือควบคุมการกระทำและความเห็นของคนอื่นแบบจุกจิก ร็อบบินส์ชี้ว่า แค่เปิดใจรับสองคำนี้ ก็จะช่วยให้เราหลุดจากวังวนความคิดฟุ้งซ่าน การต้องคอยเอาใจใครต่อใคร หรือการเก็บทุกเรื่องมาคิดมาก แถมยังช่วยประคองสุขภาพใจในโลกที่เต็มไปด้วยความเครียดและความไม่แน่นอนสารพัด (melrobbins.com, nytimes.com)
หลักการสำคัญนั้นเข้าใจง่ายและกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครทำอะไรให้เราขัดใจหรือไม่พอใจ ก็แค่ “ปล่อยพวกเขาไป” แทนที่จะไปตอบโต้ เข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือพยายามจะเปลี่ยนให้เขาเป็นอย่างที่เราต้องการ ให้เราหยุดแล้วปล่อยวางความอยากที่จะควบคุมนั้นเสีย ร็อบบินส์ย้ำว่า การปล่อยวางอย่างมีสตินี้ไม่ใช่การเพิกเฉยหรือเมินเฉย แต่เป็นการปลดแอกตัวเอง เป็นวิถีใหม่ที่จะดึงอำนาจในการควบคุมชีวิตและความสงบสุขกลับมาเป็นของเรา สำหรับคนไทยเรา กระแสความฮิตของทฤษฎี “ปล่อยพวกเขา” นี้ เหมือนเป็นคำตอบที่มาได้ถูกจังหวะเวลา กับสภาวะหมดไฟ การชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในสังคม และความเครียดจากวัฒนธรรมดิจิทัลที่ถาโถมเข้ามา ยิ่งซ้ำเติมด้วยแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วรอบด้านและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
หนังสือและคลิป TikTok สุดปังของร็อบบินส์ ล้วนกลั่นมาจากประสบการณ์ตรงของเธอเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผนจัดงานพรอมของลูกที่ไม่เป็นดั่งใจ หรือเรื่องกระทบกระทั่งกับเพื่อนในโซเชียลมีเดีย ทางออกของเธอก็คือ “ปล่อยพวกเขาไป” แล้วหันกลับมาโฟกัสที่ตัวเองเพื่อเติบโตอย่างแท้จริง แนวคิดนี้โดนใจคนไทยไม่น้อย ที่ปกติแล้วให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวในสังคม แต่คนรุ่นใหม่กลับต้องเผชิญทั้งกระแสปัจเจกนิยมแบบตะวันตกและการถูกจับจ้องผ่านโลกออนไลน์มากขึ้นทุกที การจะรักษาสมดุลระหว่างความเกรงใจ (การแคร์ความรู้สึกคนอื่น) กับความสนุก (การตามใจตัวเองบ้าง) ก็เลยยิ่งเจอแรงกดดันใหม่ๆ ในยุคที่เรื่องขอบเขตส่วนตัวกลายเป็นสิ่งจำเป็นและละเอียดอ่อนขึ้นเรื่อยๆ (abc.net.au)
เหล่านักจิตวิทยากำลังวิเคราะห์กันว่าทำไมทฤษฎี “ปล่อยพวกเขา” ถึงฮิตติดลมบนขนาดนี้ ดร. แจ็กลีน บอลช์ นักจิตวิทยาคลินิกชาวออสเตรเลีย ชี้ว่าจุดเด่นคือความเรียบง่ายและใช้ได้จริง “มันคือการรู้เท่าทันว่าเรากำลังพยายามจะควบคุมพฤติกรรมของคนอื่นให้เป็นไปตามความต้องการของเราเอง เมื่อไหร่ที่เรารู้ตัว เราก็จะหันกลับมาโฟกัสในสิ่งที่เราควบคุมได้จริงๆ นั่นก็คือตัวเราเอง” ด้าน ดร. ซารา ควินน์ นายกสมาคมจิตวิทยาแห่งออสเตรเลีย เสริมว่า “เวลาที่ใครกำลังรู้สึกแย่ พวกเขาสามารถนึกถึงทฤษฎีนี้ แล้วเตือนตัวเองให้พูดคำว่า ‘ปล่อยพวกเขาไป’ และฝึกที่จะปล่อยวาง” ผู้ประกอบวิชาชีพให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตในไทยหลายรายก็ให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยพบว่าระดับความวิตกกังวลพุ่งสูงขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาวในเมืองและชาวออฟฟิศที่ต้องต่อสู้กับความคาดหวังต่างๆ นานาจากสังคม (abc.net.au)
ในแวดวงจิตวิทยาที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ พบว่าทฤษฎี “ปล่อยพวกเขา” มีส่วนเชื่อมโยงกับแนวทางการบำบัดที่มีอยู่แล้วหลายอย่าง แม้ตัวทฤษฎีเองจะยังไม่ได้เป็นกรอบความคิดที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ารากฐานของมันสอดคล้องกับหลัก “การยอมรับความจริงอย่างสิ้นเชิง” (radical acceptance) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบำบัดพฤติกรรมแบบวิภาษวิธี (Dialectical Behavior Therapy - DBT) และการบำบัดด้วยการยอมรับและสร้างพันธะสัญญา (Acceptance and Commitment Therapy - ACT) ทั้งสองแนวทางการบำบัดนี้มีงานวิจัยสนับสนุนมากมาย และเน้นการยอมรับสถานการณ์ตามที่เป็นจริง ปล่อยวางการตัดสินคนอื่นหรือตัวเอง และหันมาใส่ใจกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ (Radical acceptance psychology) ดร. ควินน์ ย้ำถึงความเชื่อมโยงนี้ว่า “มันช่วยให้คนเราจัดการกับความทุกข์ใจได้ง่ายขึ้น โดยสนับสนุนให้เรายอมรับ แทนที่จะพยายามควบคุมในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายก็มีแต่จะเสียเปล่า”
เช่นเดียวกัน แนวคิดบางส่วนจากการวิเคราะห์การสื่อสารระหว่างบุคคล (Transactional Analysis - TA) การบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy - CBT) หรือแม้แต่หลักธรรมคำสอนเก่าแก่อย่างบทสวดแห่งความสงบ (Serenity Prayer) ที่ว่า “ขอพลังให้ยอมรับในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขอความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ทำได้ และขอสติปัญญาที่จะเห็นความแตกต่างของทั้งสองสิ่ง” ล้วนสอดรับกับปรัชญา “ปล่อยพวกเขา” ทั้งสิ้น กรอบคิดเหล่านี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในแวดวงการบำบัดรักษามานานหลายสิบปี และพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการช่วยลดความวิตกกังวลและเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ไปเสียทั้งหมด นักบำบัดและนักจิตวิทยาบางกลุ่มออกมาเตือนว่า แม้ทฤษฎี “ปล่อยพวกเขา” จะมีประโยชน์ในการช่วยลดการตอบสนองที่โอเวอร์เกินไป และส่งเสริมการสร้างขอบเขตที่ดีต่อสุขภาพ แต่มันก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ซับซ้อนดูตื้นเขินเกินจริงได้ ข้อกังวลหลักคือ การที่ทฤษฎีนี้เน้นไปที่ “ตัวบุคคล” มากเกินไป อาจทำให้คนไม่กล้าแสดงออกในสิ่งที่ควร หรือลดทอนการสื่อสารอย่างมีความหมาย หรืออาจถูกตีความผิดๆ ว่าเป็นการสนับสนุนให้เราถอยห่างจากความสัมพันธ์ที่สำคัญไปเลยก็ได้ นักจิตวิทยาคลินิก แมรี กอสเล็ตต์ เตือนว่า “ความเจ็บปวดบางครั้งก็เป็นบ่อเกิดของการเติบโตที่ลึกซึ้งได้ ความเสี่ยงคือการนำคำว่า ‘ปล่อยพวกเขา’ มาใช้แบบผิดๆ เพื่อหลีกหนีความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจของตัวเอง แทนที่จะเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจและรับมือกับมัน”
ประเทศไทยถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการพิจารณาความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ในสังคมที่ความผูกพันในครอบครัวเหนียวแน่นและหน้าตาทางสังคมยังคงเป็นเรื่องสำคัญ การจะนำทฤษฎี “ปล่อยพวกเขา” มาปรับใช้อาจต้องอาศัยความเข้าใจในบริบทวัฒนธรรมอย่างรอบคอบ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในบ้านเราเองก็เริ่มนำแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการยอมรับอย่างมีสติคล้ายๆ กันนี้ มาประยุกต์ใช้ในโครงการส่งเสริมสุขภาวะในองค์กรต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดรับเทรนด์การดูแลตัวเองจากต่างแดนที่เพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น สำหรับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ การ “ปล่อยวาง” จากการต้องคอยเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นไม่หยุดหย่อน หรือจากความคาดหวังของครอบครัว ก็อาจช่วยให้รู้สึกโล่งใจแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนได้ แต่เส้นทางนี้ก็ใช่ว่าจะง่ายดายเสมอไป
รากฐานทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยเรา เช่น หลักธรรมทางพุทธศาสนาเรื่องอุเบกขา (การวางเฉย ไม่ยึดติด) และค่านิยมเรื่องความใจเย็น อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยให้คนไทยเปิดรับทฤษฎี “ปล่อยพวกเขา” ได้ไม่ยาก ถึงกระนั้น ด้วยความที่ทฤษฎีนี้มาจากโลกตะวันตก ซึ่งมักจะเน้นการยืนยันสิทธิของตนเองในฐานะปัจเจกบุคคล ก็อาจจะไปขัดกับแนวคิดแบบกลุ่มนิยมที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและชุมชนในสังคมไทยอยู่บ้าง บรรดาผู้ขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตจึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสมผสานเครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและค่านิยมดั้งเดิมที่มีอยู่
มองไปในอนาคต ความนิยมแบบถล่มทลายของทฤษฎี “ปล่อยพวกเขา” บ่งชี้ว่ามันน่าจะยังคงมีอิทธิพลต่อแวดวงข้อมูลสุขภาพจิต กลุ่มช่วยเหลือตัวเองในโลกออนไลน์ หรือแม้กระทั่งแนวทางการให้คำปรึกษาในบ้านเราต่อไปอีกระยะ ยิ่งเมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจได้ง่ายขึ้น ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดการพูดคุยถกเถียงกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับจุดสมดุลที่ลงตัวระหว่างการมีขอบเขตที่ดีต่อสุขภาพและการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผู้ที่มีส่วนกำหนดนโยบายและนักการศึกษาอาจพิจารณานำกลยุทธ์ “การปล่อยวาง” นี้ไปผสมผสานเข้ากับโครงการรณรงค์ใหญ่ๆ เพื่อรับมือกับปัญหาภาวะหมดไฟและความวิตกกังวล โดยจำเป็นต้องนำเสนอในบริบทที่สอดคล้องกับความเป็นไทย
สำหรับผู้อ่านชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง และนักการศึกษา ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริงนั้นชัดเจน “ปล่อยพวกเขาไป” ไม่ได้หมายถึงการทอดทิ้งความรับผิดชอบหรือเมินเฉยต่อคนที่เรารัก แต่คือการหันมาทุ่มเทพลังงานให้กับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ลองนำขั้นตอนเหล่านี้ไปปรับใช้ดู:
- หยุดคิดสักนิดก่อนจะตอบโต้พฤติกรรมของคนอื่น แล้วลองถามตัวเองว่า “เรื่องนี้เราปล่อยผ่านได้ไหม”
- โฟกัสที่การควบคุมการตอบสนองของตัวเราเอง ไม่ใช่ไปควบคุมทางเลือกของคนอื่น
- สร้างขอบเขตส่วนตัวอย่างสบายใจ ไม่ต้องรู้สึกผิดหรือขุ่นข้องหมองใจ โดยให้เกียรติทั้งความต้องการของตัวเองและความสัมพันธ์ที่เรามี
- อย่าลืมว่าสุขภาพใจที่ดีนั้นต้องควบคู่ไปกับการยอมรับและการสื่อสารกันอย่างเปิดอก หากความรู้สึกแย่ๆ ยังคงอยู่ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
- ผสมผสานแนวทางใหม่ๆ เหล่านี้ให้เข้ากับค่านิยมแบบไทยๆ เรื่องความเห็นอกเห็นใจ ความผูกพันในครอบครัว และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน
ท้ายที่สุดแล้ว การค้นพบวิธีรับมือกับความเครียดที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านแนวคิด “ปล่อยพวกเขา” ของเมล ร็อบบินส์ หรือผ่านภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา ก็ล้วนสามารถมอบความสงบทางใจที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมไทยที่หมุนเร็วไม่หยุดนิ่ง ในโลกที่อุดมไปด้วยความคิดเห็น คำตัดสิน และความคาดหวังไม่รู้จบ การอนุญาตให้ตัวเองได้ “ปล่อยพวกเขาไปบ้าง” อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญ สู่ชีวิตที่แข็งแกร่งและมีความสุขมากขึ้นอย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: