งานวิจัยล่าสุดจากวารสาร Journal of Positive Psychology (จิตวิทยาเชิงบวก) เผยความเชื่อมโยงที่น่าจับตามอง ระหว่างการมองโลกในแง่ดีกับประสิทธิภาพของยาในกลุ่ม SSRIs (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors) ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้ารุนแรง (major depressive disorder) ผลการศึกษาชี้ว่า ผู้ที่มีทัศนคติเชิงบวกไม่เพียงแต่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากยาต้านซึมเศร้ากลุ่มนี้มากขึ้นเท่านั้น แต่การที่ระดับการมองโลกในแง่ดีเพิ่มสูงขึ้นระหว่างการรักษายังช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด การค้นพบนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางการดูแลสุขภาพจิตทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกในอนาคต (PsyPost)
สำหรับสังคมไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับ “ภัยเงียบ” อย่างโรคซึมเศร้าและความกังวลด้านสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผลการศึกษาชิ้นนี้จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โรคซึมเศร้าถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยไม่น้อยต้องตกอยู่ในภาวะทุพพลภาพ อีกทั้งปัจจัยทางวัฒนธรรมบางประการอาจเป็นอุปสรรคต่อการขอความช่วยเหลือหรือการเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ยาในกลุ่ม SSRIs ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าส่งผลต่อระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนินในสมองนั้น ถูกใช้อย่างกว้างขวางโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทั่วประเทศ ทว่า ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะได้รับประโยชน์จากยาเท่าเทียมกัน จึงเกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดบางคนจึงตอบสนองต่อยา ขณะที่บางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น
งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ ซึ่งนำทีมโดยนักจิตวิทยานานาชาติ ได้คัดเลือกผู้เข้าร่วมการศึกษาอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้ารุนแรงจำนวน 86 ราย และกลุ่มควบคุมสุขภาพดีอีก 65 ราย โดยมีอายุเฉลี่ย 37 ปี ทีมวิจัยได้วัดระดับการมองโลกในแง่ดีโดยใช้แบบทดสอบ Revised Life Orientation Test (LOT-R) และติดตามความรุนแรงของอาการซึมเศร้าผ่านแบบประเมิน Hamilton Depression Rating Scale (HDRS) ในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่ได้รับยา SSRIs เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า ผู้ที่มีระดับการมองโลกในแง่ดีสูงตั้งแต่แรกเริ่ม และผู้ที่ระดับการมองโลกในแง่ดีพัฒนาขึ้นระหว่างการรักษา มีแนวโน้มที่อาการซึมเศร้าจะลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50 (ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการตอบสนองทางคลินิก) มากกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน
“การมองโลกในแง่ดีตั้งแต่เริ่มต้น และการเพิ่มขึ้นของระดับการมองโลกในแง่ดีระหว่างการรักษา ล้วนสัมพันธ์กับโอกาสที่สูงขึ้นในการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา SSRIs ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้ารุนแรง” คณะผู้วิจัยสรุป พร้อมชี้ให้เห็นว่าการมองโลกในแง่ดีไม่เพียงเป็นปัจจัยบ่งชี้ผลการรักษา แต่ยังเป็นเป้าหมายสำคัญในการบำบัดรักษาอีกด้วย (PsyPost)
การมองโลกในแง่ดี ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่จะคาดหวังสิ่งดีๆ และเชื่อมั่นว่าสถานการณ์เลวร้ายสามารถคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นได้นั้น ไม่ได้หมายถึงการหลีกหนีปัญหา แต่เป็นกรอบความคิดที่มุ่งเน้นการหาทางออกและความสามารถในการปรับตัวลุกขึ้นสู้ งานวิจัยทางจิตวิทยาที่ผ่านมาพบว่า การมองโลกในแง่ดีมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมสุขภาพที่เป็นประโยชน์หลายประการ ตั้งแต่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไปจนถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่แข็งแรง ซึ่งโดยรวมแล้วช่วยส่งเสริมให้ฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (APA) สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่มองโลกในแง่ดีมักมีความเครียดและการอักเสบในระดับที่ต่ำกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทราบกันดีว่าส่งผลให้อาการทางสุขภาพจิตทรุดโทรมลง
อย่างไรก็ดี งานวิจัยยังชี้ให้เห็นความจริงที่น่าขบคิดว่า ผู้ที่กำลังเผชิญภาวะซึมเศร้ามักมีแนวโน้มมองโลกในแง่ดีน้อยกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ประเด็นนี้สอดคล้องกับการสังเกตการณ์ที่มีมานานในแวดวงสุขภาพจิตของไทย ที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักแสดงออกถึงความรู้สึกสิ้นหวังอยู่เสมอ ทว่าผลการค้นพบใหม่นี้ได้จุดประกายความหวัง หากทีมแพทย์และครอบครัวสามารถช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยได้ ก็อาจเห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทีมวิจัยได้ควบคุมการรับประทานยาของผู้เข้าร่วมอย่างเข้มงวด ทั้งการนับเม็ดยาและการตรวจเลือด เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้ไม่ได้เกิดจากความแตกต่างในความสม่ำเสมอของการใช้ยาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีข้อควรคำนึงที่สำคัญคือ การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบเปิด (open-label) หมายความว่าผู้เข้าร่วมทราบว่าตนเองได้รับยาจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ “ผลจากความคาดหวัง” (expectancy effect) กล่าวคือ ความคาดหวังเชิงบวกต่อประสิทธิภาพของยาอาจมีส่วนทำให้ผลลัพธ์ออกมาดี ซึ่งอาจบดบังความชัดเจนของผลลัพธ์จากตัวยา SSRIs จริงเมื่อเทียบกับยาหลอก (placebo) (Verywell Mind)
ผู้มีบทบาทสำคัญในแวดวงสุขภาพจิตของไทย อาทิ บุคลากรจากกรมสุขภาพจิตและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ต่างแสดงความคิดเห็นเชิงบวกต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากงานวิจัยนี้ จิตแพทย์ระดับหัวหน้าแผนกจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครให้ทัศนะว่า “งานวิจัยนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่เราสังเกตเห็นในการปฏิบัติงานจริง คือผู้ป่วยที่มีทัศนคติเชิงบวกและมีความหวังมักจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าเมื่อได้รับยาต้านซึมเศร้า สิ่งสำคัญต่อไปคือการหาวิธีส่งเสริมการมองโลกในแง่ดีที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในชุมชนที่ยังคงมีการรับรู้ตนเองในแง่ลบอันเนื่องมาจากการตีตราทางสังคมต่อผู้ป่วยทางจิต”
ผลการค้นพบนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงกับกลุ่มนักการศึกษาและนายจ้างในประเทศไทย ท่ามกลางความตระหนักรู้ที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตที่นักเรียนและกลุ่มคนทำงานต้องเผชิญภายใต้สภาวะความเครียด การนำกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างการมองโลกในแง่ดี เช่น แบบฝึกหัดจิตวิทยาเชิงบวก การฝึกสติ และการให้คำปรึกษาที่เน้นจุดแข็ง มาปรับใช้อาจช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ ไม่เพียงแต่ในกลุ่มผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย (กระทรวงสาธารณสุข)
หากมองในมุมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พลังแห่งการเยียวยาของการมองโลกในแง่ดีนั้นสอดรับกับค่านิยมดั้งเดิมของไทยเป็นอย่างดี แนวคิดเรื่อง “น้ำใจ” หรือความเห็นอกเห็นใจและความเอื้ออาทร เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการปฏิบัติที่ส่งเสริมการมองโลกในแง่ดีผ่านความสัมพันธ์อันอบอุ่นและการสนับสนุนทางสังคม นอกจากนี้ พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมักแนะนำให้พุทธศาสนิกชนเจริญ “เมตตา” (การแผ่เมตตา) ซึ่งงานวิจัยระดับนานาชาติพบว่าช่วยส่งเสริมสภาวะอารมณ์และความหวังให้ดีขึ้น (BMC Psychology)
อย่างไรก็ตาม การมองโลกในแง่ดีที่มากเกินไปก็อาจมีข้อเสียเช่นกัน คณะผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า อาจนำไปสู่ความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล การตัดสินใจที่เสี่ยงเกินไป หรือความผิดหวังอย่างรุนแรงได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในประเทศไทยจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการสร้างสมดุลระหว่างการให้กำลังใจกับการตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผู้ป่วยซึมเศร้ารุนแรง หรือในสภาวะที่การเข้าถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมีจำกัด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าในการรักษา
เมื่อมองไปยังอนาคต ผลการค้นพบเหล่านี้ถือเป็นการปูทางไปสู่กลยุทธ์ใหม่ๆ ในการยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญอย่างยิ่งในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและมีความเป็นเมืองสูงขึ้น อันนำมาซึ่งรูปแบบความทุกข์ทางใจที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไป งานวิจัยในอนาคตอาจมุ่งสำรวจว่า การแทรกแซงที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการมองโลกในแง่ดีอย่างจริงจัง เช่น การบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT) หรือการให้ความรู้ทางจิตวิทยาในระดับชุมชน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของยา SSRIs ได้หรือไม่ นอกจากนี้ นักวิจัยยังคาดหวังว่าการวัดระดับการมองโลกในแง่ดีในทางคลินิกอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผู้ป่วยเบื้องต้นที่เป็นมาตรฐาน เพื่อช่วยในการวางแผนการดูแลสุขภาพจิตเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (The Journal of Positive Psychology)
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดสำคัญจากงานวิจัยนี้คือการมอบความหวังและแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง: แม้ว่ายาจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจำนวนมาก แต่การส่งเสริมกรอบความคิดที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายที่คอยสนับสนุน การทำกิจกรรมที่เสริมสร้างความมั่นใจ หรือการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ล้วนสามารถช่วยเพิ่มพูนประโยชน์จากการรักษาทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับภาวะอารมณ์เศร้าหมองหรือความรู้สึกสิ้นหวัง ลองติดต่อผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตที่ได้รับการฝึกอบรม และอย่ารีรอที่จะสอบถามถึงวิธีการสร้างเสริมการมองโลกในแง่ดีให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการฟื้นฟู ปัจจุบัน มีบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นทั่วประเทศ และกำลังใจจากครอบครัวก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้ผู้ที่อาจยังลังเลใจตัดสินใจเข้ารับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ (กรมสุขภาพจิต ประเทศไทย)
ในภาวะที่อัตราผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ในยุคการระบาดของโควิด-19 และเมื่อคำนึงถึงความสำคัญที่ไม่เคยลดน้อยถอยลงของสถาบันครอบครัวและชุมชนในสังคมไทย งานวิจัยชิ้นนี้นับเป็นเครื่องเตือนใจที่มาได้อย่างถูกจังหวะว่า: ความหวังนั้นมีความหมายอย่างแท้จริง และการมองโลกในแง่ดีอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จับต้องได้และวัดผลได้ในการเยียวยา