ล่าสุด บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งระดับแนวหน้าได้ออกมากระตุ้นให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นที่มักถูกละเลยในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง นั่นคือผลกระทบด้านสุขภาวะทางเพศที่ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะสตรี ต้องเผชิญอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการดูแลแก้ไข ถึงแม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์ในการรักษามะเร็งและอัตราการรอดชีวิตจะพัฒนาไปไกล แต่อาการที่น่ากังวลใจ เช่น ภาวะเจ็บช่องคลอดเรื้อรัง และความเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ ยังคงบั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยนับพันนับหมื่นคน รวมถึงผู้ที่เคยป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ประเด็นที่น่ากังวลนี้เริ่มเป็นที่พูดถึงในวงกว้างขึ้น หลังมีบทความแสดงทัศนะในสื่อดังอย่าง The Guardian จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งท่านหนึ่ง ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ป่วยรายหนึ่งที่แม้จะรอดชีวิตจากมะเร็งชนิดที่รักษาหายได้ แต่กลับต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดทางเพศเป็นเวลาหลายปี อันเนื่องมาจากการขาดการดูแลหลังการรักษาที่เหมาะสมและการสื่อสารที่เปิดอก

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกกำลังเผชิญ และเป็นประเด็นที่สังคมไทยจำเป็นต้องตระหนักและให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องด้วยโรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและความเจ็บป่วยของคนไทย ในแต่ละปี มีสตรีไทยจำนวนหลายพันคนต้องเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง อาทิ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งมะเร็งหลายชนิดมีอัตราการรอดชีวิตสูง หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี (ข้อมูลมะเร็งในไทยจาก WHO) อย่างไรก็ดี ถึงแม้โครงการรณรงค์ตรวจคัดกรองและรักษาโรคมะเร็งระดับประเทศจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้สูงขึ้น แต่ผลกระทบระยะยาวจากการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางเพศ มักถูกมองข้ามและไม่ได้รับการบรรจุไว้ในแผนการรักษาหรือการดูแลติดตามผลอย่างจริงจัง

บทความของผู้เชี่ยวชาญใน The Guardian ได้ยกกรณีผู้ป่วยรายหนึ่ง ที่แม้จะรอดชีวิตจากมะเร็งนรีเวชชนิดที่รักษาหายได้ แต่กลับต้องเผชิญกับภาวะเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ (dyspareunia) เป็นเวลาหลายปี ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจ ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตโดยรวม ที่น่าตกใจคือ ประสบการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก ผลการวิจัยชี้ว่า สตรีมากถึงร้อยละ 75 ที่ผ่านการรักษามะเร็งบริเวณอุ้งเชิงกราน รายงานว่าประสบปัญหาทางเพศในระยะยาว ทว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับข้อมูลหรือความช่วยเหลือในการรับมือกับผลข้างเคียงเหล่านี้ (ข้อมูลจาก PubMed: ปัญหาทางเพศหลังการรักษามะเร็ง) ผู้เขียนบทความซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเน้นย้ำว่า “เราทุ่มเทสรรพกำลังอย่างมหาศาลเพื่อรักษามะเร็ง แต่กลับให้ความสำคัญน้อยกว่ามากกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยของเราหลังจากสิ้นสุดการรักษาแล้ว มันมีความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมประเด็นสุขภาพทางเพศหลังการรักษามะเร็ง และผู้ป่วยของเรากำลังทุกข์ทรมานจากผลพวงนี้”

อุปสรรคสำคัญที่พบโดยทั่วไป รวมถึงความรู้สึกอึดอัดใจและการขาดการฝึกอบรมที่เพียงพอของทีมแพทย์และพยาบาลในการเริ่มต้นบทสนทนาเรื่องสุขภาพทางเพศ ข้อจำกัดทางวัฒนธรรมที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่กล้าเปิดเผยปัญหาของตน ตลอดจนระบบสาธารณสุขที่ยังขาดการเชื่อมโยง โดยมักมุ่งเน้นไปที่การรักษาโรคในระยะเฉียบพลันมากกว่าการฟื้นฟูและสุขภาวะในระยะยาวของผู้ป่วย (บทความจาก The BMJ: การรับมือปัญหาสุขภาพทางเพศหลังมะเร็ง) สำหรับประเทศไทย ซึ่งประเด็นเรื่องเพศและความสัมพันธ์ใกล้ชิดมักถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเป็นเรื่องน่าอาย อุปสรรคเหล่านี้จึงยิ่งซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งอาจรู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง หรือแม้กระทั่งโทษตัวเองสำหรับอาการที่เกิดขึ้น ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนอาจเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการพูดคุยในประเด็นนี้ เนื่องจากขาดความมั่นใจและทรัพยากรที่จำเป็นในการให้ความช่วยเหลือ

แนวทางการรักษามะเร็งในประเทศไทยโดยทั่วไปมักมุ่งเน้นไปที่การกำจัดก้อนมะเร็ง การให้เคมีบำบัด และรังสีรักษา โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้รอดชีวิตอย่างเป็นระบบค่อนข้างน้อย และยิ่งน้อยลงไปอีกเมื่อเป็นเรื่องสุขภาวะทางเพศ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยานรีเวชอาวุโส จากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นว่า “เราพบผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่แม้การรักษามะเร็งจะประสบผลสำเร็จด้วยดี แต่ก็ยังคงลังเลที่จะปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาด้านเพศสัมพันธ์ นี่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเราที่ทำให้การพูดคุยในเรื่องนี้เป็นไปได้ยาก ทั้งสำหรับตัวผู้ป่วยเองและผู้ให้บริการทางการแพทย์” นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าแนวทางปฏิบัติระดับสากล อาทิ จากสมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกแห่งสหรัฐอเมริกา (ASCO) จะแนะนำให้มีการปรึกษาหารือเรื่องสุขภาพทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหลังการรักษา แต่กลับมีสถานพยาบาลในประเทศไทยเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่นำนโยบายที่ครอบคลุมหรือจัดการฝึกอบรมบุคลากรในประเด็นนี้มาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม (แนวทางการดูแลผู้รอดชีวิตจากมะเร็งของ ASCO)

สถานการณ์เช่นนี้สวนทางกับความตื่นตัวในระดับสากลเกี่ยวกับเวชศาสตร์การดูแลผู้รอดชีวิต (survivorship medicine) และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งสุขภาวะทางเพศได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเป็นองค์ประกอบสำคัญของสุขภาวะองค์รวม ในกลุ่มประเทศตะวันตก มีการจัดตั้งคลินิกดูแลผู้รอดชีวิตแบบสหสาขาวิชาชีพ บริการให้คำปรึกษาเฉพาะทาง และทรัพยากรด้านกายภาพบำบัดอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยเหลือสตรีและคู่ของพวกเธอในการรับมือกับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจอันเนื่องมาจากการรักษา (ข้อมูลจาก Cancer Australia: เรื่องเพศกับมะเร็ง) เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผู้ป่วยมะเร็งชาวไทยส่วนใหญ่มักต้องอาศัยข้อมูลจากแผ่นพับที่มีอยู่อย่างจำกัด หรือต้องค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองทางอินเทอร์เน็ต หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับกลุ่มเพื่อนผู้ป่วยด้วยกันเองอย่างไม่เป็นทางการ

สำหรับตัวผู้ป่วยเอง อาการที่ไม่ได้รับการดูแลบรรเทา เช่น ภาวะช่องคลอดแห้ง การเกิดพังผืด หรืออาการเจ็บปวดต่างๆ อาจนำไปสู่การหลีกเลี่ยงความใกล้ชิด ปัญหาในความสัมพันธ์ หรือความทุกข์ทรมานทางอารมณ์ ซึ่งยิ่งเป็นการซ้ำเติมผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากโรคมะเร็ง ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงสำหรับสตรีในวัยเจริญพันธุ์ที่ต้องการรักษาสภาวะการมีบุตร หรือผู้ที่ต้องการสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีหลังสิ้นสุดการรักษา ดังที่ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่ง ให้ทัศนะว่า “หากปราศจากการสนับสนุนที่เหมาะสม แม้จะรักษาโรคหายแล้ว ผู้ป่วยก็อาจยังรู้สึกว่าชีวิตยังไม่สมบูรณ์ ระบบบริการสุขภาพของเราจำเป็นต้องโอบรับแนวทางการดูแลผู้รอดชีวิตอย่างครบวงจร ซึ่งรวมถึงสุขภาพทางเพศด้วย หากเรามุ่งหวังที่จะเยียวยาผู้ป่วยอย่างแท้จริงทั้งร่างกายและจิตใจ”

บริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยิ่งทำให้ปัญหานี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ในสังคมไทย การพูดคุยถึงปัญหาเรื่องเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีสูงวัยหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท ถือเป็นเรื่องต้องห้าม (taboo) มาเป็นเวลานาน วัฒนธรรม “การรักษาหน้าตา” หรือความพยายามอดทนเพื่อรักษาความสงบสุขในครอบครัว อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริงกลับไม่กล้าที่จะเปิดปาก กลุ่มผู้สนับสนุนและองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศ เช่น สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย และสมาคมให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งต่างๆ ได้พยายามรณรงค์ให้สังคมเปิดใจกว้างและลดการตีตราในประเด็นนี้ แต่ก็ยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่หยั่งรากลึกมานาน (สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย) การบูรณาการประเด็นสุขภาพทางเพศเข้ากับหลักสูตรการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง และงานสังคมสงเคราะห์ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่มักยังอยู่ในรูปแบบของโครงการนำร่อง

เมื่อมองไปในอนาคต ภาระการดูแลผู้รอดชีวิตจากมะเร็งที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย ควบคู่ไปกับความปรารถนาของผู้ป่วยที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพและมีความหมาย ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และแนวทางการดูแลครั้งสำคัญ ประสบการณ์จากนานาประเทศได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศหลายประการ อาทิ การให้ข้อมูลความรู้เชิงรุกแก่ผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการรักษา การตรวจคัดกรองปัญหาทางเพศอย่างสม่ำเสมอในระหว่างการนัดติดตามผล การจัดตั้งคลินิกสหสาขาวิชาชีพที่บูรณาการการทำงานของแผนกสูตินรีเวช กายภาพบำบัด และทีมสนับสนุนด้านจิตสังคม ตลอดจนการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการพูดคุยที่เปิดกว้างและปราศจากการตัดสิน (บทความจาก The Lancet Oncology: การจัดการปัญหาสุขภาพทางเพศหลังมะเร็ง) สำหรับประเทศไทย การนำรูปแบบดังกล่าวมาปรับใช้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างแข็งขันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถานพยาบาล กลุ่มผู้ป่วย และนักการศึกษาภาคประชาสังคม เพื่อให้มั่นใจว่าบริการที่จัดให้จะสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม

ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งในประเทศไทยและครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมสำคัญได้โดย: การสอบถามแพทย์ผู้ดูแลโดยตรงเกี่ยวกับผลกระทบทางเพศที่อาจเกิดขึ้น การขอความช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านโรคมะเร็งหรือกลุ่มชุมชนออนไลน์ และการร่วมกันผลักดันให้เกิดการดูแลที่ดีขึ้นผ่านเครือข่ายผู้ป่วย ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์เอง ก็ควรหมั่นเพิ่มพูนความรู้และสร้างความคุ้นเคยในการสนทนาประเด็นที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ โดยอาศัยองค์ความรู้จากองค์กรระหว่างประเทศและบทเรียนจากโครงการนำร่องต่างๆ ในประเทศ ขณะที่ผู้กำหนดนโยบาย ก็สามารถสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ โดยการบูรณาการการดูแลผู้รอดชีวิตและประเด็นสำคัญอย่างสุขภาพทางเพศ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย รวมถึงบรรจุไว้ในวาระการปฏิรูปการศึกษาทางการแพทย์

บทสรุปของเรื่องนี้ชัดเจนยิ่ง: การรอดชีวิตจากโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ผู้ป่วยสมควรได้รับการฟื้นฟูในทุกมิติของชีวิต รวมถึงสิทธิในการมีความรักและได้รับความรัก โดยปราศจากความเจ็บปวดหรือความรู้สึกอับอาย สังคมโดยรวมจะได้รับประโยชน์ หากตระหนักและร่วมกันสนับสนุนเส้นทางการฟื้นคืนสุขภาวะนี้ ในขณะที่ประชาคมด้านมะเร็งวิทยาทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่การดูแลแบบองค์รวมโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ประเทศไทยก็ต้องไม่ละเลยหรือทิ้งประเด็นสุขภาพทางเพศของผู้ป่วยไว้ข้างหลังเช่นกัน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งอ้างอิงโดยละเอียด สามารถศึกษาได้จาก บทความต้นฉบับใน The Guardian รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่สำคัญจาก แนวทางการดูแลผู้รอดชีวิตจากมะเร็งของ ASCO, ข้อมูลมะเร็งในไทยจาก WHO และ ข้อมูลจาก Cancer Australia: เรื่องเพศกับมะเร็ง