ภาษีศุลกากร หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าภาษีสินค้านำเข้า กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันในแวดวงนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งในบ้านเราและทั่วโลก รัฐบาลใช้ภาษีประเภทนี้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการการค้าระหว่างประเทศ ช่วยปกป้องอุตสาหกรรมในบ้านเกิด และบางครั้งก็ใช้เป็นไม้เด็ดตอบโต้ประเทศคู่ค้า แต่เคยสงสัยไหมว่า ภาษีเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ อย่างไร? การทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของภาษีศุลกากรจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยกำลังปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองในเวทีเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและเสียงเรียกร้องให้หันมาอุ้มชูธุรกิจในประเทศให้มากขึ้น
พูดง่ายๆ ภาษีศุลกากรก็คือภาษีที่รัฐเรียกเก็บจากสินค้าที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาในประเทศ ตัวอย่างเช่น ถ้าไทยเก็บภาษีนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ 10% ข้าวชนิดนั้นก็จะแพงขึ้นสำหรับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการในไทย เหตุผลหลักๆ ที่ใช้ภาษีแบบนี้ก็เพื่อช่วยปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศไม่ให้โดนสินค้าราคาถูกจากต่างชาติเข้ามาตีตลาด ช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจท้องถิ่นเติบโต และเป็นแหล่งรายได้ให้รัฐบาล แต่ในทางกลับกัน ภาษีศุลกากรก็อาจทำให้ข้าวของแพงขึ้น สร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ทางการค้า และอาจโดนประเทศอื่นเอาคืนด้วยมาตรการภาษีได้เหมือนกัน (Investopedia)
ฝ่ายที่สนับสนุนการใช้ภาษีศุลกากรมองว่า ภาษีเป็นเกราะป้องกันสำคัญสำหรับ “อุตสาหกรรมตั้งไข่” หรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่แข็งแกร่งพอจะสู้กับยักษ์ใหญ่จากต่างแดนได้ ยกตัวอย่าง หากไทยต้องการปั้นอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การตั้งกำแพงภาษีนำเข้ารถ EV อาจทำให้รถที่ผลิตในประเทศดูน่าสนใจและราคาจับต้องได้มากขึ้นสำหรับคนไทย นอกจากนี้ ผู้สนับสนุนยังชี้ว่าภาษีศุลกากรช่วยรักษาตำแหน่งงานในภาคส่วนสำคัญๆ ของไทย เช่น เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในต่างจังหวัด ทั้งยังเป็นเม็ดเงินให้รัฐนำไปพัฒนาบริการสาธารณะต่างๆ ได้อีกด้วย (World Bank - นโยบายการค้า)
อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายก็แย้งว่าการใช้ภาษีศุลกากรก็มีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน สินค้านำเข้าที่แพงขึ้นอาจแปลว่าครัวเรือนและธุรกิจไทยต้องควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้นสำหรับของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อาหารการกินไปจนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น ภาษีนำเข้าเหล็กอาจทำให้ต้นทุนการก่อสร้างพุ่งสูง กระทบชิ่งไปถึงราคาบ้าน ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังเตือนว่า เมื่อประเทศหนึ่งขึ้นภาษี ประเทศอื่นๆ ก็อาจตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกัน จนบานปลายเป็น “สงครามการค้า” อย่างที่เราเห็นในกรณีพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเมื่อไม่นานมานี้ (BBC - สงครามการค้าคืออะไร?) สถานการณ์แบบนี้อาจส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอิเล็กทรอนิกส์ หากประเทศคู่ค้าตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีข้าว อาหารทะเล หรือชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์จากไทย
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนชี้ว่า ผลกระทบของภาษีศุลกากรนั้นซับซ้อนกว่าที่เห็นผิวเผิน งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ “The Review of Economic Studies” พบว่าในระยะยาว ภาษีศุลกากรอาจนำไปสู่ความไร้ประสิทธิภาพและขัดขวางการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมที่ได้รับการปกป้องนั้นเสียเอง (Oxford Academic - The Review of Economic Studies) การได้รับความคุ้มครองอาจทำให้บริษัทในประเทศขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาสินค้าหรือปรับปรุงกระบวนการผลิต ทำให้เสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกไป นอกจากนี้ เนื่องจากภาษีศุลกากรทำให้สินค้าทั่วไปแพงขึ้น ผลกระทบจึงมักตกหนักที่ครัวเรือนรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มอื่น (บทวิเคราะห์จาก Brookings Institution)
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ไทยท่านหนึ่ง อธิบายว่า “แม้ภาษีศุลกากรจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ปกป้องอุตสาหกรรมสำคัญได้ แต่ไทยก็ต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบต่อผู้บริโภคและข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศด้วย เช่น ข้อตกลงกับอาเซียนและองค์การการค้าโลก (WTO)” ท่านกล่าวเสริมว่า “การหาจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการปกป้องงานในประเทศกับการดูแลให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายอย่างยิ่ง”
สำหรับประเทศไทย ภาษีศุลกากรมีบทบาทสำคัญมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในภาคเกษตรและยานยนต์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในอดีต ภาษีนำเข้ารถยนต์ได้ช่วยประคับประคองผู้ผลิตรถยนต์ในไทย จนกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศในปัจจุบัน (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)) แต่เมื่อไทยเดินหน้าทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน อัตราภาษีโดยเฉลี่ยก็ลดลง ทำให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากต่างชาติมากขึ้น ซึ่งแม้จะเป็นผลดีต่อธุรกิจส่งออกของไทย แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายหนักหน่วงให้กับผู้ผลิตในประเทศ
ค่านิยมแบบไทยๆ ที่เน้นการสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นและความพอเพียงนั้น ดูจะสอดคล้องกับเหตุผลบางประการของการใช้ภาษี โดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือชุมชนในชนบท อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ไทยต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ทั้งจากการส่งออกข้าว อาหารทะเล อิเล็กทรอนิกส์ และรายได้จากการท่องเที่ยว ก็มีเหตุผลหนักแน่นไม่แพ้กันที่ต้องรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าให้ราบรื่นและเปิดกว้าง
เมื่อมองไปข้างหน้า เหล่าผู้เชี่ยวชาญคาดว่าประเด็นเรื่องภาษีศุลกากรจะยังคงเป็นที่ถกเถียงกันต่อไป ท่ามกลางความท้าทายใหม่ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือกระแสผลักดันสู่อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับประเทศไทย การตัดสินใจในเรื่องนี้ต้องอาศัยความรอบคอบอย่างยิ่งยวด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการปกป้องผลประโยชน์ในประเทศ กับความต้องการสินค้าในราคาที่จับต้องได้และตลาดส่งออกที่แข็งแกร่ง
ข้อคิดสำคัญที่ผู้อ่านชาวไทยนำไปปรับใช้ได้คือ: ภาษีศุลกากรเป็นเหมือนดาบสองคมที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง แม้จะช่วยปกป้องงานและอุตสาหกรรมในประเทศได้ แต่ก็มักตามมาด้วยปัญหาสินค้าแพงขึ้นและความเสี่ยงที่จะโดนประเทศอื่นตอบโต้ทางการค้า ในฐานะผู้บริโภค การทำความเข้าใจว่าสินค้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวันมาจากไหน และนโยบายรัฐส่งผลต่อทางเลือกของเราอย่างไร จะช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ส่วนในมุมของผู้ประกอบการ การติดตามข้อมูลนโยบายภาษีของไทยและข้อตกลงการค้าระดับโลกอยู่เสมอ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนธุรกิจและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ในโลกยุคปัจจุบันที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน การมองให้เห็น “ภาพใหญ่” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังราคาสินค้าในตลาด หรือต้นทุนของที่สั่งซื้อออนไลน์ จะช่วยให้ทั้งครัวเรือนและผู้ประกอบการไทยปรับตัวรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว การถกเถียงเรื่องภาษีศุลกากรก็คือการหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของชาติกับความเป็นจริงของโลก ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป