วงการจิตวิทยาหันมาให้ความสนใจกับแนวคิด “การเป็นพ่อแม่ให้ตัวเอง” (Reparenting) มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่อาศัยความเข้าอกเข้าใจ เพื่อเยียวยาบาดแผลทางใจจากวัยเด็กที่ยังคงส่งผลต่อชีวิตในปัจจุบันของเรา รายงานล่าสุดจาก CNN ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอธิบายว่า การเป็นพ่อแม่ให้ตัวเอง คือกระบวนการที่เราหันมาทำความเข้าใจและดูแล “ตัวตนที่เปราะบาง” ซึ่งเป็นผลพวงจากความต้องการทางอารมณ์ที่ไม่ได้รับการเติมเต็มในวัยเยาว์ โดยเรียนรู้ที่จะตอบสนองความรู้สึกเหล่านั้นด้วยความอบอุ่นและการกำหนดขอบเขตที่เหมาะสม เปรียบเสมือนการมีผู้ดูแลที่ใส่ใจอยู่ข้างๆ แนวทางการบำบัดนี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย เพราะผู้คนเริ่มตระหนักว่าประสบการณ์ทางอารมณ์ในวัยเด็กส่งผลระยะยาวต่อสุขภาวะทางใจได้อย่างไร

“การเป็นพ่อแม่ให้ตัวเอง” ได้กลายเป็นเทคนิคสำคัญในการบำบัด เพื่อรับมือกับรอยแผลทางอารมณ์ที่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความกลัวการถูกปฏิเสธ ความรู้สึกไม่เห็นคุณค่าในตนเอง หรือนิสัยยอมทำตามใจคนอื่นเพื่อให้เป็นที่รัก (people-pleasing) ซึ่งบ่อยครั้งมีจุดเริ่มต้นมาจากความสัมพันธ์ในครอบครัวยุคแรกเริ่มของชีวิต นักให้คำปรึกษาผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ผู้ใหญ่หลายคนมักปฏิบัติต่อตัวเองโดยไม่รู้ตัว ในแบบเดียวกับที่พ่อแม่เคยปฏิบัติต่อพวกเขา ซึ่งอาจหมายถึงการตำหนิตัวเองอย่างรุนแรงเมื่อทำพลาด หรือการละเลยความต้องการที่แท้จริงของตนเอง ดังนั้น กระบวนการนี้จึงเปรียบเสมือนการ “ประคับประคองตัวเองให้เติบโตขึ้นใหม่” อย่างตั้งใจ เพื่อสร้างความเชื่อและพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและความมั่นคงทางอารมณ์ในที่สุด

สำหรับคนไทย ข่าวนี้ยิ่งมีความสำคัญไม่น้อย เพราะงานวิชาการหลายชิ้นชี้ว่า รูปแบบการเลี้ยงดูแบบเอเชียตามประเพณี ซึ่งมักเน้นเรื่องลำดับอาวุโส ความเชื่อฟัง และความสำเร็จทางการเรียน อาจสร้างบาดแผลทางอารมณ์โดยไม่เจตนา หากขาดซึ่งความอบอุ่นและการยอมรับในตัวตนที่แท้จริงของเด็ก งานวิจัยชิ้นหนึ่งในฮ่องกง ซึ่งมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับไทย ได้ศึกษาผลกระทบของค่านิยมทางวัฒนธรรมเอเชียต่อรูปแบบการเลี้ยงดู และพบว่าแนวทางบางอย่างอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กได้ (Frontiers in Psychology) ในบริบทสังคมไทย ผู้ใหญ่จำนวนมากอาจคุ้นเคยกับความรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องพยายามประสานความคาดหวังอันเข้มงวดของครอบครัวเข้ากับความต้องการทางอารมณ์ของตนเอง ซึ่งยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงประโยชน์ของเทคนิคการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเองที่ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของเรา

หัวใจของการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเอง ไม่ใช่การตามใจตัวเองอย่างไร้ขอบเขต หรือการหวนกลับไปทำตัวเป็นเด็กอย่างที่บางคนอาจเข้าใจผิด แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อความเจ็บปวดทางอารมณ์ในวัยผู้ใหญ่ ด้วยท่าทีของพ่อแม่ที่ “ดีพอ” นั่นคือ การยอมรับความรู้สึกของตัวเอง ควบคู่ไปกับการรักษาขอบเขตที่ดีต่อสุขภาพ นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งเน้นย้ำในบทความของ CNN ว่า การเยียวยาบาดแผลวัยเด็กนั้นต้องอาศัยความเมตตาต่อตนเอง เพื่อช่วยให้ “ตัวตนวัยเด็กที่อยู่ข้างใน” รู้สึกว่าได้รับการมองเห็นและโอบอุ้ม ขณะเดียวกันก็ไม่ส่งเสริมพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวเองหรือกลไกการรับมือที่ไม่สร้างสรรค์ กระบวนการนี้อาจรวมถึงการบอกตัวเองในเชิงบวกทุกวัน (เช่น “ฉันมีค่าควรแก่ความรัก ไม่ว่าผลงานจะเป็นอย่างไร”) การตอบสนองความต้องการที่ไม่เคยถูกเติมเต็มในอดีตด้วยความอ่อนโยน หรือแม้กระทั่งการจินตนาการว่ากำลังปลอบโยนตัวเองในวัยเด็กเมื่อรู้สึกเจ็บปวด

แม้ว่าการฝึกฝนการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเองอาจต้องอาศัยความกล้าหาญทางอารมณ์ และการสำรวจทบทวนที่ซื่อสัตย์ถึงต้นตอของพฤติกรรมบางอย่าง แต่มันก็นำไปสู่ความมั่นคงทางอารมณ์ ความเชื่อมั่นในตนเอง และความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้ ผู้เชี่ยวชาญทางคลินิกแนะนำให้เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการฝึกการตระหนักรู้ในตนเอง เช่น สังเกตว่าเราพูดคุยกับตัวเองอย่างไร สถานการณ์แบบไหนที่มักกระตุ้นความรู้สึกผิดหรือความวิตกกังวล และมีรูปแบบพฤติกรรมใดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ มาตั้งแต่วัยเด็ก (Verywell Mind) การมีปฏิสัมพันธ์กับตัวตนวัยเด็กอาจหมายถึงการให้รางวัลตัวเองด้วยประสบการณ์ที่เคยถูกปฏิเสธในอดีต ตั้งแต่การกินขนมที่เคยชอบตอนเด็กๆ การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ หรือการได้เล่นสนุกอย่างสร้างสรรค์

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชี้ว่า แม้เราจะสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองในระดับหนึ่งได้ แต่การทำงานร่วมกับนักบำบัดที่เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การเป็นพ่อแม่ให้ตัวเองนั้นสามารถให้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาล “ชีมาบำบัด” (Schema Therapy) ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาที่มีองค์ประกอบของการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเองรวมอยู่ด้วย จะช่วยให้ผู้รับการบำบัดสามารถระบุความเชื่อเชิงลบที่ฝังแน่น และแทนที่ด้วยรูปแบบความคิดและอารมณ์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น (Schema Therapy and Adolescents, PubMed) แนวทางดังกล่าวมีการนำมาปรับใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ทั้งในโลกตะวันตกและเอเชีย เพื่อช่วยตัดวงจรความทุกข์ทางอารมณ์ที่อาจส่งต่อกันมาระหว่างรุ่น

ในบริบทของสังคมไทย ซึ่งการตีตราเรื่องสุขภาพจิตยังคงเป็นความท้าทาย และหลายครอบครัวอาจไม่คุ้นเคยกับการเปิดอกพูดคุยเรื่องอารมณ์ความรู้สึก เทคนิคการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเองจึงอาจเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจได้เป็นพิเศษ นักวิชาชีพด้านสุขภาพจิตชาวไทย เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาลของรัฐหรือศูนย์ให้คำปรึกษาต่างๆ เริ่มนำแนวคิดเหล่านี้มาปรับใช้ในการทำงาน โดยคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับความกตัญญูและอัตลักษณ์แบบกลุ่ม ตัวอย่างเช่น แทนที่จะต้องเผชิญหน้ากับพ่อแม่โดยตรงเกี่ยวกับความเจ็บปวดในอดีต (ซึ่งอาจทำได้ยากในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้ใหญ่) การเป็นพ่อแม่ให้ตัวเองเปิดโอกาสให้แต่ละคนสามารถรักษาความผูกพันในครอบครัวไปพร้อมๆ กับการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของตนเองได้อย่างสมดุล

ปัจจัยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในสังคมไทย เช่น การให้ความสำคัญกับชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ความสำเร็จทางการศึกษา และ “การรักษาหน้าตา” ได้ส่งผลให้ผู้ใหญ่หลายรุ่นต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเมตตาต่อตนเอง หรือมีความกลัวความล้มเหลวฝังใจ ปัจจุบัน ครู อาจารย์ นักให้คำปรึกษา หรือแม้แต่ผู้นำทางศาสนา เริ่มตระหนักถึงบทบาทสำคัญของประสบการณ์วัยเด็กในการหล่อหลอมสุขภาพจิตในวัยผู้ใหญ่มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับกระแสเรียกร้องทั่วโลกให้มีการให้ความรู้ด้านอารมณ์ตั้งแต่วัยเยาว์และการดูแลที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ (Amaha Health) อย่างไรก็ตาม ยังคงมีพื้นที่อีกมากสำหรับการพัฒนาเพื่อให้การพูดคุยในเรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติและเปิดกว้างในสังคม

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตคาดการณ์ว่า ความต้องการแหล่งข้อมูลและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเองที่ปรับให้เข้ากับบริบทของเอเชียจะเพิ่มสูงขึ้น พวกเขาแนะนำว่า การปรับใช้แนวคิดนี้ในวัฒนธรรมไทยควรทำควบคู่ไปกับการตระหนักถึงจุดแข็งของวิถีปฏิบัติในท้องถิ่น เช่น การสนับสนุนจากเครือข่ายคนรอบข้างและภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาระหว่างรุ่น ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ท้าทายรูปแบบความสัมพันธ์หรือความเชื่อที่อาจบั่นทอนความมั่นคงทางอารมณ์หรือความเป็นตัวของตัวเอง

ในทางปฏิบัติ ขอแนะนำให้ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจ เริ่มต้นเส้นทางการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเอง ด้วยการฝึกฝนความเมตตาต่อตนเอง ลองมองหาการสนับสนุนจากนักให้คำปรึกษาหรือนักจิตวิทยาที่ไว้วางใจ และอนุญาตให้ตัวเองได้เยียวยาจากบาดแผลในอดีต แม้แต่การเริ่มต้นเล็กๆ เช่น การยืนยันตัวเองในเชิงบวกทุกวัน การฝึกสติ หรือการหาเวลาทำกิจกรรมที่สร้างความสุข ก็สามารถเป็นก้าวแรกที่สำคัญได้ สำหรับผู้ที่มีบาดแผลทางใจที่ซับซ้อนหรือมีความทุกข์อย่างต่อเนื่อง การขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่แนะนำอย่างยิ่ง ท้ายที่สุด ดังที่งานวิจัยยืนยันและผู้เชี่ยวชาญแนะนำ การเป็นพ่อแม่ให้ตัวเองไม่ใช่การลบอดีต แต่คือการบ่มเพาะตัวเองให้เติบโตไปสู่อนาคตที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและความเมตตามากขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ลองศึกษาแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการบำบัดด้วยแนวคิดการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเองจากแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ เช่น Verywell Mind, BetterHelp และงานวิจัยทางวิชาการเกี่ยวกับชีมาบำบัด (PubMed) ศูนย์ให้คำปรึกษาของมหาวิทยาลัยและคลินิกสุขภาพจิตในโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศไทย ก็เริ่มนำแนวทางเหล่านี้มาปรับใช้และสามารถให้การสนับสนุนที่สอดคล้องกับบริบทของคนไทยได้