มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกายเป็นประจำ ว่าเป็นเหมือนเกราะป้องกันสมองเมื่อเราอายุมากขึ้น ช่วยให้สมองยังเฉียบคม และอาจลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมได้ ล่าสุด บทความทบทวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ได้ลงลึกถึงกลไกหลายอย่างที่การออกกำลังกายช่วยปกป้องระบบประสาทในสมองที่แก่ตัวลง ตอกย้ำสิ่งที่รณรงค์กันมานานว่าคนไทย—และคนทั่วโลก—ควรให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพสมองที่ดีไปตลอดชีวิต The Lancet

เรื่องนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้ ประชากรไทยกว่า 15% อายุเกิน 60 ปีแล้ว ทำให้เราต้องเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมและโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สุขภาพสมองจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศไปแล้ว แม้ว่ากรรมพันธุ์และปัจจัยอื่นจะมีส่วน แต่ผลการทบทวนงานวิจัยล่าสุดนี้ก็ชี้ชัดว่า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างการออกกำลังกาย ยังคงเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและคุ้มค่าที่สุดวิธีหนึ่งในการดูแลสมองให้แข็งแรงเมื่ออายุมากขึ้น

งานวิจัยใหม่เผยว่า การออกกำลังกายมีส่วนช่วยปกป้องสมองได้อย่างน่าทึ่งในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์สมองใหม่เติบโต ไปจนถึงเสริมสร้างการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทให้แข็งแรงขึ้น โดยไปเพิ่มระดับของ “สารอาหารบำรุงสมอง” (neurotrophic factors) เช่น BDNF (brain-derived neurotrophic factor) นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยให้สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับการทำงานของสมองโดยตรง และยังช่วยลดการอักเสบที่เป็นต้นตอของโรคทางระบบประสาทหลายโรคด้วย ยังไม่หมดแค่นั้น บทความทบทวนยังชี้ว่าการออกกำลังกายเป็นประจำช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวโยงกับประสิทธิภาพการทำงานของสมองและความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม กลไกทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเพื่อช่วยชะลอหรือป้องกันอาการความจำเสื่อมและอาการอื่นๆ ที่เกิดจากสมองเสื่อมตามวัย

“มีหลักฐานชัดเจนมากมายที่บ่งชี้ว่า การใช้ชีวิตให้กระฉับกระเฉงอยู่เสมอตลอดช่วงชีวิต เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการดูแลรักษาสุขภาพสมอง” นักประสาทวิทยาและนักวิจัยด้านสมองจากมหาวิทยาลัยการแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่ง กล่าวไว้ในบทความทบทวนลักษณะคล้ายกันที่ตีพิมพ์เร็วๆ นี้ Nature Reviews Neuroscience ท่านผู้เชี่ยวชาญยังเสริมอีกว่า “ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่ม คนวัยกลางคนและผู้สูงวัยก็ยังได้รับประโยชน์เต็มๆ”

สำหรับประเทศไทย ที่วิถีชีวิตแบบเนือยนิ่ง นั่งๆ นอนๆ กำลังกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ จากการขยายตัวของเมืองและการใช้เวลาหน้าจอที่นานขึ้น ผลวิจัยนี้จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ ผลสำรวจสุขภาพคนไทยล่าสุดชี้ว่า มีผู้ใหญ่ไทยเพียงราวหนึ่งในสามเท่านั้นที่ออกกำลังกายตามคำแนะนำ ซึ่งบ่อยครั้งมีสาเหตุมาจากชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน หรือการเข้าถึงสถานที่ออกกำลังกายที่จำกัด กระทรวงสาธารณสุข ความเสี่ยงนี้ยิ่งสูงขึ้นไปอีกในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่สีเขียวน้อย

กิจกรรมแบบไทยๆ ดั้งเดิม อย่างรำวงในชุมชน มวยไทย หรือการเดินจงกรม เดินออกกำลังกายในวัดเป็นประจำ ก็เคยเป็นตัวช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองชั้นดี แต่กิจกรรมเหล่านี้กลับหาดูได้น้อยลงในคนรุ่นใหม่ๆ การหันมาผสมผสานกับการออกกำลังกายสมัยใหม่ เช่น ปั่นจักรยาน เล่นโยคะ หรือแม้แต่แค่เดินเร็วเป็นประจำ ก็ให้ประโยชน์ในการปกป้องสมองได้เหมือนกัน ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ความหนักเบาและประเภทของการออกกำลังกายอาจไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ แต่หัวใจสำคัญคือความสม่ำเสมอ โดยตั้งเป้าออกกำลังกายระดับปานกลางให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก WHO Physical Activity Guidelines

ความสำคัญของงานวิจัยนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก เมื่อมองถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทย คาดว่าภายในปี 2573 คนไทยเกือบหนึ่งในห้าจะมีอายุเกิน 60 ปี และคาดว่าจำนวนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2593 หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป Alzheimer’s Disease International ซึ่งจะส่งผลกระทบหนักหน่วงทั้งทางจิตใจและการเงิน ทั้งต่อตัวครอบครัวและระบบสาธารณสุขของประเทศ

ผู้มีบทบาทด้านการศึกษาและสาธารณสุขกำลังเรียกร้องให้มีการลงทุนในโครงการออกกำลังกายในชุมชนมากขึ้น โดยเฉพาะที่เน้นกลุ่มผู้สูงวัย ตัวแทนจากหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพให้ความเห็นว่า “เราต้องทำให้ผู้สูงอายุขยับเขยื้อนร่างกายได้ง่ายขึ้น การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเข้าคลาสออกกำลังกาย การสร้างสวนสาธารณะที่ปลอดภัยกว่าเดิม และการลงไปทำงานกับชุมชนโดยตรง เป็นเพียงตัวอย่างกลยุทธ์บางส่วนที่สามารถสร้างความแตกต่างได้” โครงการริเริ่มต่างๆ อย่าง “ออกกำลังกายเพื่อทุกวัย” และความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลกับวัด ก็เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ดีแล้ว แต่ยังต้องขยายผลให้กว้างขวางขึ้น

ในภาพรวมระดับโลก บทความทบทวนใน The Lancet ยกให้การออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นเสาหลักสำคัญอย่างหนึ่งในการป้องกันโรคสมองเสื่อม ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและกิจกรรมฝึกสมอง ผู้เขียนเรียกร้องให้รัฐบาลและระบบสาธารณสุขต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายในฐานะนโยบายสาธารณะ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแค่ทางเลือกส่วนบุคคล

แม้จะมีข้อมูลหลักฐานมากมาย แต่อุปสรรคก็ยังมีอยู่ ไม่ใช่แค่ในเมืองใหญ่ของไทยเท่านั้น แต่รวมถึงในชนบทด้วย ที่การใช้แรงงานเริ่มลดลงและการเข้าถึงการออกกำลังกายที่เป็นระบบยังจำกัด นอกจากนี้ ทัศนคติของสังคม โดยเฉพาะที่มีต่อผู้หญิงและผู้สูงอายุ ก็อาจเป็นกำแพงขัดขวางการเข้าร่วมกิจกรรมได้เหมือนกัน

สำหรับครอบครัวคนไทย ข้อคิดสำคัญที่ได้คือ ควรปลูกฝังให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันตั้งแต่เด็ก และทำต่อเนื่องไปจนแก่จนเฒ่า อาจจะเป็นการเต้นแอโรบิกกลุ่มที่ศูนย์สุขภาพชุมชน ปั่นจักรยานเล่นกับหลานๆ ตอนบ่าย หรือแม้แต่หาเวลาพัก “ขยับแข้งขยับขา” สัก 10 นาทีสั้นๆ ระหว่างวันทำงาน สถาบันการศึกษาก็มีบทบาทสำคัญได้เช่นกัน โดยการสอดแทรกกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเข้าไปในหลักสูตรและกิจกรรมนอกเวลาเรียน

ในอนาคต นักวิจัยยังมองเห็นแนวทางการศึกษาที่น่าสนใจอีกมาก เช่น การศึกษาลงลึกว่าการออกกำลังกายแบบไหนดีที่สุดต่อสมองส่วนใด หรือกลไกที่เชื่อมโยงสมองกับร่างกายนั้นทำงานอย่างไรในระดับเซลล์ วงการนักประสาทวิทยาในไทยเองก็มีส่วนร่วมในงานวิจัยเหล่านี้อยู่แล้ว โดยมีมหาวิทยาลัยในประเทศเข้าร่วมโครงการความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อติดตามผลของการออกกำลังกายต่อสุขภาพสมองในระยะยาวด้วย

แต่ ณ ตอนนี้ คำแนะนำที่ชัดเจนที่สุดสำหรับคนไทย ไม่ได้มาจากห้องแล็บ แต่มาจากการลงมือทำในชีวิตประจำวัน: ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวร่างกายในแบบที่ชอบ จะทำกับเพื่อนหรือครอบครัวก็ได้ และทำบ่อยๆ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม การให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย ไม่เพียงช่วยให้คนไทยอายุยืนขึ้น แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตทางใจและความคิดในช่วงท้ายของชีวิตได้อีกด้วย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม บทคัดย่อบทความ The Lancet, คำแนะนำด้านการออกกำลังกายขององค์การอนามัยโลก, และ กระทรวงสาธารณสุข