งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Trends in Cognitive Sciences กำลังไขความลับของปรากฏการณ์ที่หลายคนคุ้นเคยดี ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาในกรุงเทพฯ ช่วงใกล้สอบ หรือพนักงานออฟฟิศในเมืองกรุงที่จู่ๆ ก็ “หัวโล่ง” คิดอะไรไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ อาการที่เมื่อก่อนเรามักเข้าใจว่าเป็นแค่ “การเหม่อลอย” หรือไม่มีสมาธิ แท้จริงแล้ว นักประสาทวิทยาค้นพบว่ามันคือภาวะทางสมองที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงที่จำเพาะทั้งในสมอง ร่างกาย และระดับความตื่นตัวของเรา เรื่องนี้ถือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจทั้งสำหรับคนทั่วไป และโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลหรือสมาธิสั้น ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมไทย
ที่ผ่านมา เวลาที่เรารู้สึก “ว่างๆ ไม่ได้คิดอะไร” มักถูกมองเป็นเพียงอาการขี้เกียจ ความเฉื่อยชา หรือแค่อยากนอนเท่านั้น แต่งานวิจัยใหม่นี้ ซึ่งได้วิเคราะห์บทความทางวิชาการกว่า 80 ชิ้นและมีการทดลองวัดการทำงานของสมองโดยตรง ยืนยันว่านี่คือสภาวะที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่เราคิด โดยเฉลี่ยแล้ว คนเราใช้เวลาไปกับภาวะสมองว่างนี้มากถึง 5-20% ในแต่ละวันเลยทีเดียว ข้อมูลนี้อาจทำให้หลายคนที่คาดหวังว่าตัวเองต้องมีสมาธิจดจ่อตลอดเวลา ต้องกลับมาทบทวนความคาดหวังนั้นใหม่ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยความเครียดจากงาน และการรับข้อมูลข่าวสารมากมายจากโซเชียลมีเดีย
กลุ่มวิจัยนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2565 จากการรวมตัวของนักวิทยาศาสตร์ในเวทีประชุมระดับนานาชาติ พวกเขาไม่เพียงแต่ทบทวนงานวิจัยเดิมๆ ที่พูดถึง “การเหม่อลอย” แต่ยังศึกษาจากการวัดคลื่นสมอง (EEG) และอัตราการเต้นของหัวใจของอาสาสมัคร ในขณะที่พวกเขารายงานว่าตนเอง “ไม่ได้คิดอะไรอยู่” ผลการศึกษาพบว่าสภาวะสมองว่างนั้นมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจริงๆ ในระหว่างที่สมองว่าง อัตราการเต้นของหัวใจจะช้าลง ความซับซ้อนของรูปแบบคลื่นสมองก็ลดลง คล้ายกับช่วงที่เรากำลังหลับหรืออยู่ในภาวะกึ่งหมดสติ นอกจากนี้ ผลตรวจจากเครื่อง fMRI และ EEG ยังชี้ให้เห็นว่า ก่อนที่จะเกิดภาวะสมองว่าง สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาและความจำก็ทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ภาวะสมองว่างสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในช่วงที่เราเหนื่อยล้าหลังจากการประชุมยาวๆ สมาธิหลุดระหว่างอ่านหนังสือเตรียมสอบ หรือหลังจากคุย LINE ติดต่องานนานหลายชั่วโมง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังพบว่าเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น (ADHD) หรือผู้ที่เป็นโรควิตกกังวล มักจะประสบกับภาวะสมองว่างบ่อยกว่าคนทั่วไป อาการนี้ยังถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การวินิจฉัยโรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder) และยังพบได้ในผู้ที่มีปัญหาอื่นๆ เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก รวมถึงผู้ที่มีอาการบาดเจ็บทางสมอง ปรากฏการณ์นี้นับว่าสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ที่มีแนวโน้มพบภาวะสมาธิสั้นและความเครียดสูงขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งหลายคนต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากการเรียนและการแข่งขันในตลาดงานที่สูงขึ้น (อ้างอิง: <https:>)
ข้อค้นพบที่สำคัญคือ ในขณะที่เกิดภาวะสมองว่าง ไม่ได้หมายความว่าสมอง “ปิดสวิตช์” ทั้งหมด แต่เป็นไปได้ว่าสมองบางส่วนเกิดการ “หลับใน” เป็นจุดๆ (ที่เรียกว่า micro-sleep) แม้ว่าเราจะยังลืมตาอยู่ก็ตาม การหลับเฉพาะส่วนนี้อาจส่งผลให้สมาธิ ความจำ หรือการรับรู้ของเราขาดหายไปชั่วขณะ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระวัง โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่ต้องทำงานหรือขับรถทางไกลในช่วงกลางคืนบ่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และเขตอุตสาหกรรมต่างๆ “ประสบการณ์ที่รู้สึกว่าสมองว่างเปล่านั้น เป็นเรื่องจริงแท้ไม่ต่างจากการที่เรากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่” ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Monash กล่าวเน้น พร้อมชี้ว่าภาวะนี้ไม่ใช่แค่ความขี้เกียจธรรมดา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับลึกของสมองและความรู้สึก (อ้างอิง: )
ภาวะสมองว่างยังมีความเชื่อมโยงที่น่าสนใจกับวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในทางพุทธศาสนา ที่มีการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิด “ใจว่าง” หรือสภาวะที่จิตสงบนิ่งปราศจากความคิดฟุ้งซ่าน แม้ว่า “สมองว่างโดยไม่ได้ตั้งใจ” จะไม่เหมือนกับการฝึก “ใจว่าง” โดยตรง แต่ทั้งสองสภาวะนี้ก็มีความน่าสนใจให้ศึกษาเปรียบเทียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่คนไทยจำนวนมากหันมาให้ความสนใจกับการฝึกสติ (mindfulness) เพื่อดูแลสุขภาพจิตกันมากขึ้น (อ้างอิง: <https:>) นักวิจัยจึงเสนอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อทำความเข้าใจว่าความว่างของจิตที่เกิดจากการฝึกสมาธิกับภาวะสมองว่างที่เกิดขึ้นเองนั้น มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมไทยได้
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าประสบการณ์สมองว่างของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และปัจจัยต่างๆ เช่น ความเครียด การอดนอน หรือความอ่อนเพลีย ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้บ่อยขึ้น เรื่องนี้ถือเป็นข้อควรระวังสำหรับคนวัยทำงานชาวไทยที่ต้องทำงานล่วงเวลาบ่อยๆ หรือนักเรียนนักศึกษาที่ต้องอ่านหนังสือจนดึกดื่น นอกจากนี้ สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา ซึ่งเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและทำให้หลายคนต้องใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้น ก็อาจมีส่วนทำให้ภาวะสมองว่างเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น หรืออาจทำให้ปัญหานี้เด่นชัดขึ้นในสังคม (อ้างอิง: <https:>)
ในแวดวงการศึกษาและสาธารณสุข การทำความเข้าใจและแยกแยะภาวะสมองว่างออกจากอาการอื่นๆ จะช่วยให้สามารถวางแผนการสอนและการดูแลได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในห้องเรียน ครูอาจมองนักเรียนที่ “นั่งเหม่อ” ด้วยความเข้าใจใหม่ ว่าอาจไม่ใช่แค่เบื่อหรือขี้เกียจ แต่อาจเป็นสัญญาณว่าสมองกำลังอยู่ในภาวะหลุดจากสมาธิจริงๆ ดังนั้น การจัดตารางเวลาพักผ่อนที่เหมาะสม การนำการฝึกสติมาปรับใช้ หรือการตั้งความคาดหวังต่อสมาธิให้สอดคล้องกับธรรมชาติของสมองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในด้านสุขภาพ การศึกษานี้อาจนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือช่วยวินิจฉัยและติดตามภาวะต่างๆ เช่น สมาธิสั้น หรือปัญหาการนอนหลับ ในกลุ่มประชากรไทยที่กำลังตื่นตัวเรื่องสุขภาพจิตกันมากขึ้น
แนวคิดใหม่ที่งานวิจัยนี้นำเสนอ อาจเปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อเรื่องสมาธิ การเรียนรู้ และการดูแลสุขภาพจิตไปอย่างสิ้นเชิง เพราะสมาธิไม่ได้มีแค่สองขั้วคือ จดจ่อเต็มร้อยกับหมดสติไปเลย แต่มีระดับต่างๆ อยู่ระหว่างนั้น การเข้าใจและยอมรับความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของสมาธิ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนรับมือได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเดินทางที่ปลอดภัยขึ้น และการดูแลสุขภาพใจที่ดีขึ้น ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสำคัญในสังคมไทยยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความคาดหวังสูง
สำหรับคนไทยที่ต้องการนำผลวิจัยนี้ไปปรับใช้ สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือ ภาวะ “สมองว่าง” เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่ความผิดปกติหรือความบกพร่องของเรา ดังนั้น การพักผ่อนให้เพียงพอ การหยุดพักสมองเป็นระยะๆ อย่างเหมาะสม และการฝึกสติ ซึ่งสอดคล้องกับหลักปฏิบัติในพุทธศาสนา ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดความถี่และผลกระทบของภาวะนี้ได้ สำหรับครู อาจารย์ แพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย การรับรู้ว่า “ภาวะสมองว่าง” เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและสามารถวัดผลได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการออกแบบแนวทางการดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการของคนไทยในทุกช่วงวัยและทุกสาขาอาชีพ
แหล่งอ้างอิง:
- <https:>
- <https:>
- <https:>
- </https:></https:></https:></https:></https:></https:>