พอถึงช่วงสอบทีไร หลายบ้านในไทยเป็นต้องกุมขมับกับความเครียดที่ลูกๆ ต้องเจอ แต่ล่าสุดมีงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ ที่นักวิทยาศาสตร์สมองชื่อดังหยิบยกมาวิเคราะห์ลงในสื่อดังของอังกฤษอย่าง The Times ซึ่งให้แง่มุมน่าสนใจว่าพ่อแม่จะช่วยลูกรับมือกับความกดดันเรื่องเรียนได้อย่างไร แนวคิดเหล่านี้ตรงกับสิ่งที่ครอบครัวไทยจำนวนมากกำลังเผชิญในช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือการสอบวัดผลระดับประเทศ ที่มา

ในระบบการศึกษาไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขัน เด็กๆ ไม่น้อยต้องเจอกับความเครียดจนนอนไม่หลับ รู้สึกไม่มั่นใจก่อนลงสนามสอบสำคัญๆ บทวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์สมองชี้ว่า กำลังใจดีๆ จากครอบครัวช่วยลดผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจได้มาก แม้ว่าข้อสอบจะดูยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนก็ตาม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลสอบและเกรดในไทยมีผลอย่างมากต่ออนาคต โดยเฉพาะการสอบ O-NET และ GAT/PAT ที่เป็นเหมือนประตูสู่รั้วมหาวิทยาลัย ทำให้หลายครอบครัวต้องทุ่มสุดตัว ทั้งจ้างติวเตอร์ ส่งเรียนพิเศษกันอย่างหนัก ความกังวลเรื่องสุขภาพจิตของเด็กจึงเพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตก็ยืนยันว่า เด็กวัยรุ่นไทยมองว่าความคาดหวังเรื่องเรียนเป็นสาเหตุความเครียดอันดับต้นๆ และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้นได้หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ที่มา

เวลาที่ร่างกายเครียด ระบบประสาทจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่าง คอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ออกมา ที่มา จริงอยู่ว่าความเครียดพอประมาณอาจช่วยกระตุ้นให้ฮึดสู้ แต่ถ้าเครียดมากไปหรือนานไป กลับส่งผลเสียต่อความจำ การตัดสินใจ และระบบภูมิคุ้มกัน กลายเป็นตัวบั่นทอนศักยภาพของเด็กเสียเอง

บทความใน The Times ได้รวบรวมวิธีที่งานวิจัยทางสมองรับรองแล้วว่าช่วยป้องกันผลเสียจากความเครียดช่วงสอบได้จริง ข้อแนะนำสำคัญคือ พ่อแม่ต้องเปิดใจรับฟังและยอมรับอารมณ์ของลูก สร้างกิจวัตรประจำวันที่แน่นอน ส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ และทำตัวเป็นแบบอย่างในการรับมือกับสถานการณ์อย่างใจเย็น การรับฟังโดยไม่ตัดสิน ยอมรับความกังวลของลูก และช่วยมองในมุมบวก จะส่งผลโดยตรงต่อ “ระบบความรู้สึกปลอดภัย” (social safety system) ในสมอง ซึ่งช่วยลดฤทธิ์ของฮอร์โมนความเครียดได้ ที่มา

นักจิตวิทยาคลินิกด้านสุขภาพจิตวัยรุ่นจากมหาวิทยาลัยมหิดล ท่านหนึ่งให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “เด็กจะรับรู้อารมณ์จากผู้ใหญ่ในบ้าน ถ้าพ่อแม่นิ่งและเข้าใจ ก็เหมือนส่งสัญญาณว่าทุกปัญหามีทางแก้ ช่วยให้เด็กเปลี่ยนจากความกลัวเป็นการมองเห็นโอกาส ซึ่งงานวิจัยก็ชี้ว่าช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดวิเคราะห์และลดความกังวลได้”

การสร้างกิจวัตรประจำวัน เช่น การนอนการตื่นให้เป็นเวลา กินข้าวให้ตรงมื้อ และจัดตารางอ่านหนังสือที่พอดีๆ เป็นเรื่องสำคัญมากตามหลักการทำงานของสมอง เพราะกิจวัตรเหล่านี้ช่วยลดความรู้สึกไม่แน่นอนในช่วงสอบ ที่มา การนอนหลับอย่างเพียงพอช่วยให้สมองจัดเก็บข้อมูลใหม่ๆ ได้ดีที่สุด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเตรียมสอบ สำหรับสังคมไทยที่นิยมติวกันจนดึกดื่น หรือมีคอร์ส “ติวโต้รุ่ง” พ่อแม่ยิ่งต้องเน้นความสำคัญของการพักผ่อนให้มากขึ้น

เรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน อาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่และการชวนให้ลูกได้ขยับเขยื้อนร่างกายบ้าง จะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์และสมาธิ อย่างเซโรโทนินและโดปามีน นักวิชาการด้านสุขศึกษาจากกระทรวงสาธารณสุข ท่านหนึ่งระบุว่า แค่การออกไปเดินเล่นสูดอากาศข้างนอกบ้านไม่นาน ก็ช่วยลดความเครียดของนักเรียนได้อย่างเห็นผล ที่มา

แม้พ่อแม่บางคนอาจเชื่อว่าการ “เข้มงวด” กับลูกจะได้ผลดี แต่งานวิจัยกลับเตือนว่าการตั้งความหวังที่สูงเกินจริง การตำหนิบ่อยๆ หรือสไตล์การเลี้ยงดูแบบ “เจ้าระเบียบสั่งการ” ที่พบได้ในครอบครัวแถบเอเชียรวมถึงไทย อาจทำลายความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองของเด็ก และยิ่งเพิ่มความกดดันในช่วงสอบเข้าไปอีก ที่มา แนวทางที่ดีกว่าคือการช่วยกันตั้งเป้าหมายที่พอเหมาะพอดี และชื่นชมในความพยายามของลูก ไม่ใช่จ้องแต่ที่ผลลัพธ์อย่างเดียว

บริบททางวัฒนธรรมก็ส่งผลต่อมุมมองของครอบครัวไทยในช่วงสอบไม่น้อย สังคมที่ให้ค่ากับคนที่สอบได้คะแนนสูงๆ และการเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกัน มักสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ในแง่นี้ หลักธรรมทางพุทธศาสนา เช่น การมีสติ และการปล่อยวาง กลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการความวิตกกังวลและสร้างความเข้มแข็งทางใจที่งานวิจัยสากลให้การยอมรับ ที่มา

มองไปข้างหน้า นักการศึกษาไทยหลายคนเริ่มส่งเสียงเรียกร้องให้หันมาใส่ใจสุขภาพจิตในโรงเรียนมากขึ้น โดยยกตัวอย่างแนวทางของฟินแลนด์และญี่ปุ่น ที่ลดความกดดันจากการสอบลงได้ด้วยการเน้นการศึกษาแบบองค์รวม ที่มา และการนำเรื่องสุขภาพจิตเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร

โรงเรียนไทยหลายแห่งเริ่มนำร่องจัดกิจกรรมผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ และสร้างกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อรองรับปัญหาความเครียดจากการสอบ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านหนึ่งเสนอว่า การเปิดพื้นที่ให้พูดคุยเรื่องความเครียดได้อย่างสบายใจ และการสร้างเครือข่ายสนับสนุนระหว่างนักเรียนกับครู จะช่วยลดทอนความน่ากลัวของการสอบ และส่งเสริมวัฒนธรรมที่เอื้ออาทรต่อกัน แทนที่จะแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ท้ายที่สุด สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยที่ต้องวนเวียนอยู่กับฤดูสอบทุกปี การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ดูแลลูกอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความทุกข์ใจ และยังเป็นการปลูกฝังทักษะสำคัญ ทั้งการล้มแล้วลุกได้ (resilience) ความฉลาดทางอารมณ์ และการดูแลตัวเองในระยะยาว คำแนะนำสำคัญคือ เปิดใจคุยกับลูก ให้กำลังใจโดยไม่ยึดติดกับคะแนน ปรับกิจวัตรประจำวันให้สมดุล และหาเวลาพักผ่อนหรือทำกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกันในครอบครัวบ้าง สิ่งเหล่านี้แม้ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อมีพื้นฐานจากความเข้าใจเรื่องสมอง ก็จะส่งผลดีต่อลูกหลานไทยทั้งในสนามสอบและในชีวิตจริง ให้เติบโตอย่างแข็งแรงทั้งกายและใจ