ผลการศึกษาใหม่เผยว่า คนที่มีบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง หรือพวกที่มั่นใจในตัวเองสูงปรี๊ด มักจะรู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกันออกจากกลุ่มบ่อยกว่าคนทั่วไป แถมยังตีความท่าทีของคนรอบข้างผิดเพี้ยนไปอีกด้วย รายงานจาก PsyPost ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากที่คนกลุ่มนี้ต้องเจอในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจในสังคมไทยยุคปัจจุบันที่ซับซ้อนและหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพจิตกันมากขึ้น

ในบริบทสังคมไทย เรื่องนี้ยิ่งเห็นภาพชัด เพราะค่านิยมอย่าง “ความเกรงใจ” หรือการพยายามเลี่ยงการเผชิญหน้า อาจทำให้การสื่อสารไม่ตรงไปตรงมา ผลคือ หลายคนอาจตีความสถานการณ์หรือคำพูดผิดไป คนที่มีนิสัยหลงตัวเองจึงมักคิดไปเองว่าโดนเมินหรือโดนกันออก ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจไม่มีใครคิดแบบนั้นเลย ส่วนหนึ่งเพราะตีความสัญญาณที่ไม่ชัดเจนผิดพลาดไป สุดท้ายอาจทำให้ตัวเองยิ่งโดดเดี่ยวและเสี่ยงต่อปัญหาขัดแย้ง ทั้งในที่ทำงาน ที่เรียน หรือแม้แต่ในบ้าน

งานวิจัยยังบอกอีกว่า คนที่หลงตัวเอง ซึ่งมักจะมั่นหน้า ต้องการให้คนอื่นยอมรับมากๆ และไม่ค่อยเห็นอกเห็นใจใคร มักจะมองสถานการณ์เข้าข้างตัวเอง คิดว่าคนอื่นไม่ชอบขี้หน้า ทั้งที่หลายครั้งก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง ในการศึกษานี้ นักวิจัยใช้สถานการณ์จำลองให้ผู้เข้าร่วมลองโต้ตอบและประเมินปฏิสัมพันธ์ทางสังคมต่างๆ พบว่ากลุ่มที่มีลักษณะหลงตัวเองสูง มักจะมองเห็นสัญญาณการปฏิเสธจากคนอื่นมากกว่า ทั้งที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนเลย

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งอธิบายว่า ความอ่อนไหวต่อการถูกปฏิเสธนี้เป็นรากฐานสำคัญของบุคลิกหลงตัวเอง เพราะคนกลุ่มนี้ต้องการการยอมรับในคุณค่าของตนเองอยู่ตลอดเวลา หากรู้สึกว่าถูกคุกคามหรือถูกมองไม่ดี ก็จะตอบสนองด้วยการปกป้องตัวเองทันที ข้อมูลเพิ่มเติมจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน ในสังคมไทย บุคลากรด้านสุขภาพจิตชี้ว่า ปัญหาเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานเป็นทีมในห้องเรียนและที่ทำงาน ทำให้เกิดวงจรที่พวกเขารู้สึกว่าถูกกีดกันจริงๆ และขาดเครือข่ายสนับสนุน ตัวแทนจิตแพทย์จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ในสถาบันการแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า “งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำความสำคัญของการส่งเสริมทักษะความเข้าใจอารมณ์และการสื่อสาร ทั้งในโรงเรียนและที่ทำงานของไทย โดยเฉพาะในสังคมที่มีการแข่งขันสูงและเครือข่ายความสัมพันธ์ซับซ้อนขึ้นทุกวัน”

แม้ว่าบุคลิกภาพหลงตัวเองจะมีหลายระดับ และไม่ใช่ทุกคนจะเป็นโรคทางจิตเวช แต่ในวัฒนธรรมที่เน้นทีมเวิร์กอย่างสังคมไทย บางครั้งระบบที่เน้นความสามัคคีอาจทำให้คนที่อ่านสัญญาณทางสังคมไม่เก่ง รู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก ภาคการศึกษาและองค์กรในไทยมักให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวและพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่มุมมองของผู้เชี่ยวชาญยุคใหม่กลับสนับสนุนให้หันมาเน้นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมามากขึ้น และฝึกทักษะทางสังคมและอารมณ์ เพื่อให้ทุกคนปรับตัวได้ดีขึ้น

สำหรับในอนาคต นักวิจัยเสนอแนะให้มีการนำการสอนทักษะทางสังคมและการรู้จักตนเองเข้ามาผสมผสานในหลักสูตรการศึกษา รวมถึงในโครงการดูแลสุขภาพจิตพนักงานในองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย แม้กระแสการใส่ใจสุขภาพจิตจะดีขึ้น แต่ความอายและอคติก็ยังเป็นปัญหาอยู่ งานวิจัยนี้จึงช่วยกระตุ้นให้พ่อแม่ ครู และฝ่ายบุคคล คอยสังเกตสัญญาณต่างๆ เช่น การที่ใครคนหนึ่งบ่นว่าถูกกีดกันบ่อยๆ การตอบโต้ที่ดูรุนแรงเกินเหตุ หรือการมีปัญหาในการทำความเข้าใจคนอื่นเป็นประจำ

สำหรับผู้อ่านที่กำลังมองหาวิธีรับมือ ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ฝึกสติ ฝึกทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้รับฟีดแบ็กอย่างสร้างสรรค์ ตอนนี้มีช่องทางช่วยเหลือมากมาย ทั้งสายด่วนสุขภาพจิต หน่วยงานรัฐ และองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไร ในด้านการศึกษา ก็ควรส่งเสริมให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถพูดคุยและทำความเข้าใจความเข้าใจผิดทางสังคมได้อย่างเปิดอก

ท้ายที่สุด ในขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่มาตรฐานใหม่ด้านสุขภาพจิตและการศึกษา การทำความเข้าใจความละเอียดอ่อนของแต่ละคนในมิติทางสังคม รวมถึงอิทธิพลของบุคลิกภาพอย่างการหลงตัวเอง จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้าใจและเกื้อกูลกันอย่างแท้จริง งานวิจัยลักษณะนี้จะช่วยให้คนไทยพร้อมรับมือความขัดแย้งและรักษาความสัมพันธ์อันดีได้อย่างชาญฉลาดและตรงจุดมากขึ้น

แหล่งข้อมูล: