งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดชี้ว่า การออกกำลังกายเพื่อฝึกการทรงตัวสำหรับผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือ MS (Multiple Sclerosis) นั้นจะได้ผลดีที่สุด หากเลือกวิธีที่ “เหมาะกับปัญหา” ของแต่ละคนจริงๆ โดยเน้นการฟื้นฟูที่แตกต่างกันไป นี่ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญความยากลำบากในชีวิตประจำวันจากอาการของโรคนี้ แม้ในประเทศไทย โรค MS จะพบไม่บ่อยเท่าในโลกตะวันตก แต่ก็มีผู้ป่วยและครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบทุกปี บทสรุปจาก Multiple Sclerosis News Today ซึ่งอ้างอิงงานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Neurological Research เผยว่า แนวคิดใหม่นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย MS ในบ้านเรา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลแบบ “เฉพาะบุคคล” ที่ออกแบบมาให้เข้ากับอาการและวิถีชีวิตของคนไทย (อ่านต้นฉบับที่นี่)
ถึงแม้ MS จะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อยนักในเมืองไทย แต่ก็ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับโรคนี้ ทำให้มีปัญหาเรื่องการทรงตัว เดินเหินไม่สะดวก และเหนื่อยง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ แพทย์มักแนะนำให้ออกกำลังกายเพื่อฝึกการทรงตัว เพื่อลดความเสี่ยงในการหกล้ม ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายสำหรับผู้สูงวัย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นใหม่จากตุรกีกลับพบว่า “ท่าออกกำลังกายพื้นฐานแบบเดิมๆ” อาจไม่ได้ให้ผลดีกับทุกคน โดยเฉพาะกับคนไทยที่อาศัยอยู่นอกเมืองใหญ่ ซึ่งอาจเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ยากกว่า ข่าวนี้จึงน่าจะโดนใจหลายๆ คนที่กำลังมองหาวิธีปรับการออกกำลังกายร่วมกับแพทย์ เพื่อให้เหมาะกับตัวเองและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
การทดลองนี้ (มีรหัสการศึกษา NCT05409599) ได้คัดเลือกผู้ป่วย MS จำนวน 35 ราย มาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการฝึกการทรงตัว 3 รูปแบบ กลุ่มแรกได้ทำ “การออกกำลังกายเพื่อการทรงตัวแบบมาตรฐาน (SBE)” เช่น การเดินด้วยปลายเท้าหรือส้นเท้า การเดินบนกระดานฝึกทรงตัว ซึ่งเป็นท่าที่หลายคนอาจคุ้นเคยจากคลินิกกายภาพบำบัด กลุ่มที่สองเน้น “การฝึกการทรงตัวที่เกี่ยวกับระบบรับรู้การเคลื่อนไหว (VE)” ซึ่งจะเน้นฝึกสมองส่วนที่ควบคุมการรับรู้ตำแหน่งและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหวศีรษะในทิศทางต่างๆ หรือการยืนหลับตา ส่วนกลุ่มที่สามเป็นการ “ฝึกกล้ามเนื้อบริเวณคอและกระดูกสันหลังส่วนบน (CSE)” ซึ่งเน้นไปที่การปรับปรุงท่าทางและการควบคุมกล้ามเนื้อคอ ซึ่งเป็นแนวทางที่นักกายภาพบำบัดในไทยเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นในช่วงหลัง
ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกกลุ่มจะต้องออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 45 นาที เป็นเวลาต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ จากนั้นจึงทำการวัดผลโดยใช้กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่คนไทยคุ้นเคย ตั้งแต่การเดินทางด้วยรถสาธารณะ หรือการเดินในตลาดสด การทดสอบหลักๆ ประกอบด้วย การเดินเป็นเวลา 2 นาที (เพื่อวัดความทนทานในการเดิน) และการทดสอบการเอื้อมมือไปข้างหน้า (เพื่อวัดระยะที่เอื้อมได้โดยไม่เสียการทรงตัว) ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ชัดว่า กลุ่มที่ฝึกแบบ VE และ CSE ทำคะแนนได้ดีกว่ากลุ่มที่ฝึกแบบ SBE อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในการทดสอบการเดินต่อเนื่องและการเอื้อมตัว นอกจากนี้ กลุ่ม CSE ยังทำผลงานได้โดดเด่นกว่าในการทดสอบที่ต้องมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว คล้ายกับการเดินในที่คนเยอะๆ เช่น งานวัด หรืองานบุญ หรือการลุกนั่ง อย่างแบบทดสอบ Four-Square Step Test และ Timed-Up-And-Go Test ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมในชีวิตจริงของคนไทย เช่น การลุกนั่งขณะอยู่ในวัด การร่วมงานรวมญาติ หรือการเดินซื้อของในตลาดช่วงเทศกาล
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ กลุ่มที่ฝึกด้วยวิธีมาตรฐานแบบดั้งเดิม (SBE) กลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกการวัดผลเลย เรื่องนี้นับว่าสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มักจะหาข้อมูลและฝึกตามคลิปวิดีโอสอนออกกำลังกายฝึกการทรงตัวทั่วไปทางยูทูบ หรือตามศูนย์สุขภาพชุมชน อาจารย์แพทย์หญิงวนิดา ธนะวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทศัลยศาสตร์ของไทย (ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้) ให้ความเห็นเสริมว่า “การฟื้นฟูที่ออกแบบมาเฉพาะเจาะจง เช่น การเน้นฝึกสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวโดยตรง หรือการเน้นกล้ามเนื้อคอเพื่อช่วยในการทรงตัวขณะเคลื่อนไหว อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”
เมื่อติดตามผลในระยะยาว 6 เดือน พบว่า กลุ่ม VE ยังคงรักษาความก้าวหน้าที่ทำได้ในการทดสอบการเอื้อมตัว และการทดสอบการเดินเปลี่ยนทิศทาง (Four-Square Step Test) ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงประโยชน์ของการฝึกทั้งการทรงตัวในขณะอยู่นิ่งและขณะเคลื่อนไหวที่ซับซ้อน ขณะที่กลุ่ม CSE ยังคงมีผลลัพธ์ที่โดดเด่นในการทดสอบ Timed-Up-And-Go ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทรงตัวขณะเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ กลุ่มที่ฝึกแบบเฉพาะเจาะจงทั้งสองกลุ่ม ยังรายงานว่ามีอาการเหนื่อยล้าน้อยลง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้ป่วยชาวไทย ที่มักจะรู้สึกเหนื่อยง่าย โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน หรือเมื่อต้องเข้าร่วมกิจกรรมงานบุญต่างๆ ดังนั้น “การฝึกการทรงตัวที่ใช่สำหรับตัวเอง” ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เดินได้ดีขึ้น แต่อาจส่งผลดีต่อระดับพลังงานและความสุขในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
การวิเคราะห์ข้อมูลยังชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การเลือกวิธีการฝึกควรพิจารณาจากปัญหาหลักของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น หากมีปัญหาในการทรงตัวขณะอยู่นิ่งๆ หรือเดินได้ช้า ควรเน้นการฝึกแบบ VE (ฝึกระบบรับรู้การเคลื่อนไหว) แต่หากมีปัญหาในการเปลี่ยนท่าทาง การเดินต่อเนื่อง หรือการเปลี่ยนจังหวะการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ควรเน้นการฝึกแบบ CSE (ฝึกกล้ามเนื้อคอ) ข้อสรุปจากทีมวิจัยในตุรกีระบุชัดเจนว่า “การฝึกแบบ VE เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหลักในการทรงตัวขณะอยู่นิ่ง ส่วนการฝึกแบบ CSE เหมาะสำหรับผู้ที่ทรงตัวลำบากขณะเคลื่อนไหวเปลี่ยนท่าทาง” พร้อมทั้งเสริมว่า “เมื่อต้องการแก้ไขปัญหาการเดินของผู้ป่วย MS จำเป็นต้องระบุให้ได้ว่าจุดอ่อนคือเรื่องความเร็วหรือความทนทาน เพื่อที่จะเลือกวิธีการฝึกได้อย่างเหมาะสมที่สุด”
ในมุมมองของประเทศไทย เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว และโรค MS เริ่มเป็นที่ตระหนักมากขึ้นในนโยบายด้านสุขภาพของภาครัฐ ข้อมูลจากสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทยชี้ว่า ประมาณ 25% ของผู้ป่วย MS ในไทยรายงานว่าปัญหาหลักคือการทรงตัวลำบากหรือเดินไม่ได้ ครอบครัวที่อยู่ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสานซึ่งอาจเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ยาก มักจะพึ่งพาวิธีการฝึกการทรงตัวแบบทั่วๆ ไป แต่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าการ “เลือกวิธีฝึก” ให้ตรงกับปัญหาของแต่ละคน อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนกว่า ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในการดูแลสุขภาพของไทย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น รวมถึงการดูแลแบบองค์รวม
บริบทของไทยเองก็มีส่วนช่วยสนับสนุนแนวทางนี้ได้ เช่น การฟื้นฟูสมรรถภาพในอดีตของคนไทย ไม่เพียงแต่อาศัยการแพทย์ตะวันตกเท่านั้น แต่ยังมีรากฐานมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การนวดแผนไทย หรือท่าฤๅษีดัดตน ซึ่งหลายท่าเน้นเรื่องการจัดท่าทางและสมาธิ หากนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดมาผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม ก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฝึกได้อย่างต่อเนื่องและรู้สึกสบายใจมากขึ้น เช่น การประยุกต์ใช้การฝึกสมาธิร่วมกับการฝึกท่าทางต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้ย้ำว่าควรนำผลการศึกษานี้ไปใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก และยังไม่ได้รวมผู้ป่วยที่มีความพิการในระดับรุนแรง จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วย MS ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด หรือไม่สามารถเข้ารับบริการกายภาพบำบัดได้อย่างสม่ำเสมอ
สำหรับแนวโน้มในอนาคต กระทรวงสาธารณสุขของไทยอาจนำผลการวิจัยนี้ไปปรับใช้ในการกำหนดแนวทางการดูแลรักษา หรือจัดอบรมให้ความรู้แก่นักกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น ในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ขณะเดียวกัน การพัฒนาคลิปวิดีโอสอนออกกำลังกายแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับคนไทย ก็อาจช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ องค์กรผู้ป่วยหรือกลุ่มสนับสนุนต่างๆ ก็สามารถนำข้อมูลนี้ (ที่ปรับให้เข้ากับบริบทของไทย) ไปเผยแพร่ เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น
ผู้ป่วย MS และครอบครัวชาวไทยควรตระหนักว่า การปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด ไม่ควรหยุดอยู่แค่การได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังกายแบบทั่วๆ ไป แต่ควรกระตุ้นให้มีการประเมินอาการอย่างละเอียด ว่าข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดคืออะไร เช่น ยืนนานๆ ไม่ได้ เดินไกลไม่ไหว หรือเดินเร็วๆ ไม่ได้ จากนั้นจึงขอบทฝึกที่ “ออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ” ซึ่งจะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น กล้าที่จะทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ช่วงเทศกาล การเล่นกับหลานๆ ที่สวนสาธารณะ หรือการเข้าร่วมงานบุญกับครอบครัวได้อย่างมั่นใจ
หากคุณหรือคนในครอบครัวเป็นโรค MS ลองปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเกี่ยวกับปัญหาการเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคุณ แล้วสอบถามถึงบทฝึกที่เหมาะสมกับข้อจำกัดเฉพาะตัว หากอาศัยอยู่ต่างจังหวัดหรือเดินทางไม่สะดวก อาจลองหาแนวทางปรึกษาผ่านกลุ่มผู้ป่วยหรือแพทย์ทางออนไลน์ได้เช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ยิ่งฝึกได้ตรงจุด ยิ่งเห็นผล” นี่คือข่าวดีที่จะช่วยเติมกำลังใจให้ผู้ป่วยและครอบครัว MS ในประเทศไทย ได้ต่อสู้กับโรคนี้ในทุกๆ วัน (Multiple Sclerosis News Today, PubMed: บทคัดย่องานวิจัย, สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย)