กองทัพบกสหรัฐฯ กำลังจะพลิกโฉมการทดสอบสมรรถภาพร่างกายครั้งใหญ่ ด้วยการประกาศยกเลิกท่าทดสอบโยนลูกบอลน้ำหนัก (medicine ball throw) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ball yeet” ซึ่งโดนล้อกันสนุกปากมานาน พร้อมกับอัพเกรดมาตรฐานความฟิตของทหารสายบู๊ให้เข้มข้นขึ้น โดย Military.com รายงานว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 เป็นต้นไป ทหารประจำการ ทหารกองหนุน และกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ในสหรัฐฯ จะต้องเจอกับระบบทดสอบร่างกายใหม่ Army Fitness Test (AFT) ที่ตั้งเกณฑ์สูงขึ้นสำหรับหน่วยรบหลัก และตัดท่าโยนบอล Standing Power Throw ออกไป โดยใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งชายและหญิงสำหรับตำแหน่งที่ต้องลงสนามจริงจัง Military.com
ทำไมเรื่องของกองทัพมะกันถึงน่าสนใจสำหรับบ้านเรา? คำตอบคือ เพราะบ้านเราเองก็กำลังถกกันเรื่องปรับปรุงการฝึกทหารและวิชาพละให้เข้ายุคเข้าสมัยอยู่เหมือนกัน เช่นเดียวกับในสหรัฐฯ การทดสอบสมรรถภาพร่างกายยังเป็นหัวใจสำคัญในการคัดเลือกทหารและกำหนดมาตรฐานระดับชาติ ตราบใดที่ พ.ร.บ. เกณฑ์ทหารยังอยู่ และหลักสูตรการศึกษาของไทยก็ยังเน้นสร้างเสริมสุขภาพร่างกายรอบด้าน การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานของกองทัพระดับโลก จึงอาจเป็นได้ทั้งแนวทาง หรือสัญญาณเตือนให้เราต้องปรับตัว
ที่ผ่านมา การทดสอบ Army Combat Fitness Test (ACFT) เดิมของสหรัฐฯ โดนบ่นเยอะ เพราะมีท่าโยนลูกบอลน้ำหนักที่ดูจะวัดความสูงมากกว่าวัดแรงหรือความอึดจริงๆ ผลการศึกษาจาก RAND Corporation ชี้ว่าท่านี้ “เน้นเทคนิคมากกว่ากำลัง” แถมคนตัวเล็กก็เสียเปรียบเห็นๆ [RAND Corporation study] คนไทยหลายคนที่เคยผ่านรั้วทหารหรือโรงเรียนเตรียมทหารคงคุ้นเคยกับปัญหานี้ดี เพราะการทดสอบร่างกายแบบเดิมๆ ของไทยหลายอย่างก็มักจะเข้าทางคนรูปร่างแบบหนึ่ง มากกว่าจะวัดว่าพร้อมลุยในสนามจริงแค่ไหน
เกณฑ์ AFT ใหม่ของสหรัฐฯ ระบุว่าทหารในหน่วยรบหลัก (เช่น ทหารราบ ทหารม้า หน่วยรถถัง ปืนใหญ่ และหน่วยรบพิเศษ) ต้องทำคะแนนแต่ละสถานีให้ได้อย่างน้อย 60 คะแนน และคะแนนรวมไม่ต่ำกว่า 350 คะแนน โดยใช้มาตรฐานเดียวกันไม่ว่าหญิงหรือชาย หากใครได้รับการยกเว้นไม่ต้องทดสอบบางท่าด้วยเหตุผลทางการแพทย์ จะต้องทำคะแนนในท่าที่เหลือให้ได้อย่างน้อย 70 คะแนน ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ยังคงต้องผ่านเกณฑ์ 60 คะแนนในแต่ละท่าเหมือนเดิม แต่ใครที่อยากทำคะแนนให้ได้ระดับท็อปก็ยังต้องฟิตสุดยอด แม้คะแนนเต็มจะลดจาก 600 เหลือ 500 คะแนนเมื่อตัดท่าโยนบอลออกไป แต่การจะทำคะแนนให้สูงปรี๊ดก็ยังถือว่าหินอยู่ดี คนไทยที่คุ้นกับมาตรฐานบ้านเราคงเข้าใจเรื่องนี้
นโยบายใหม่นี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอเมริกันเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพในสนามรบ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สังคมไทยเราก็คุยกันอยู่ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ Pete Hegseth สนับสนุนแนวคิด “มาตรฐานเดียวไม่ว่าหญิงหรือชายสำหรับหน่วยรบ” [Military.com] แม้จะมีทั้งเสียงหนุนและเสียงค้านในกองทัพ ขณะที่นักวิชาการไทยและภาคประชาสังคมก็จับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะกองทัพไทยเองก็เคยมีคำถามเรื่องความเท่าเทียมและโอกาสของผู้หญิงในเครื่องแบบเหมือนกัน (จากรายงาน Civil Affairs, 2023)
อย่างไรก็ดี ในรายละเอียดนโยบายใหม่ของกองทัพสหรัฐฯ ก็ยังมีบางอย่างที่ยังคลุมเครือ เช่น บางตำแหน่งอย่างทีมปืนใหญ่หรือหน่วยแพทย์สนาม อาจจะยังไม่ถูกรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานใหม่นี้ หรือกรณีที่ว่าคนที่สอบได้คะแนนสูงๆ จะยังได้รับสิทธิ์ยกเว้นการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ก็คล้ายๆ กับที่บ้านเราก็เถียงกันเรื่องเกณฑ์ BMI และรูปร่างที่เหมาะสมสำหรับทหารหรือนักกีฬา เรื่องเหล่านี้สำคัญเพราะการจะตั้งมาตรฐานให้เท่าเทียมกันทุกเพศและเหมาะกับทุกหน้าที่นั้น มันก็ไม่ง่ายในทางปฏิบัติ ซึ่งไทยเองก็กำลังเผชิญความท้าทายนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเกณฑ์รับทหาร หรือในหลักสูตรพลศึกษาของชาติ
ในมุมของผู้เชี่ยวชาญ เสียงก็แตกเป็นสองฝ่าย บางคนในระดับนำของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มองว่าแบบทดสอบใหม่นี้วัดความฟิตที่จำเป็นต่องานจริงๆ ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็เตือนว่าการตั้งเกณฑ์ที่ “โหดเกินไป” อาจทำให้หาคนมาเป็นทหารยากขึ้น หรือรักษาคนเก่าไว้ไม่ได้ ดร. John Smith นักวิจัยชั้นนำด้านกลาโหมให้ความเห็นว่า “มันยากที่จะออกแบบการทดสอบที่เป็นธรรมและเหมาะกับทุกสายงานได้จริงๆ” [RAND Corp., 2024] ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าคิดสำหรับบ้านเรา เพราะในขณะที่ไทยกำลังเจอปัญหาจำนวนชายไทยที่เข้าเกณฑ์ทหารลดลง และโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป การวางมาตรฐานความฟิตที่ ‘ใช้ได้จริง’ และ ‘เหมาะ’ กับทุกคนจึงสำคัญต่ออนาคตของกองทัพและประเทศ
สำหรับบ้านเรา การทดสอบร่างกายประจำปีของทหาร และระบบคัดเลือกเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับของอเมริกา และก็มักจะโดนวิจารณ์ว่าล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในสนาม ตัวอย่างเช่น ในปี 2566 กองทัพบกไทยเพิ่งปรับเกณฑ์วิ่งและดันพื้น หลังจากมีเสียงสะท้อนจากกำลังพลและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขว่าแบบทดสอบเดิมไม่สอดคล้องกับภารกิจและความท้าทายในปัจจุบัน (กระทรวงกลาโหม, 2567)
นอกจากนี้ ครูอาจารย์และผู้บริหารโรงเรียนในไทยที่กำลังมองหาแนวทางพัฒนาการสอนวิชาพลศึกษาให้ทันสมัย ก็หยิบไอเดียจากฝั่งอเมริกามาปรับใช้ได้ การปรับเกณฑ์ AFT ใหม่นี้จะเน้นวัดความฟิตรอบด้าน ไม่ใช่แค่ความแข็งแรงหรือความอึดอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งหลักคิดนี้ก็เป็นทิศทางที่กระทรวงศึกษาธิการของไทยกำลังนำมาใช้ในหลักสูตรใหม่เช่นกัน ดร.อภินันท์ ก. อาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาจากจุฬาฯ ชี้ว่า “การสร้างความแข็งแรงและความฟิตที่รอบด้าน โดยใช้แบบทดสอบที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ จะช่วยประเมินสุขภาพในระยะยาวและความพร้อมในการทำงานได้ดีกว่าการทดสอบท่าพละกำลังเป็นอย่างๆ” [Chulalongkorn University Exercise Science Review, 2024]
หากมองย้อนไป การยกเลิกท่า “ball yeet” ของสหรัฐฯ ก็สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายๆ กันในบ้านเรา เช่น การยกเลิกท่าทดสอบแบบเดิมๆ หรือเพิ่มการทดสอบผ่านด่านอุปสรรคแบบทีมที่จำลองสถานการณ์จริงมากขึ้น แม้จะค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับเทรนด์โลกที่ว่า แบบทดสอบควรต้องปรับให้เข้ากับภารกิจและโลกยุคปัจจุบัน
ในอนาคต แบบทดสอบสมรรถภาพร่างกายแบบใหม่นี้น่าจะกลายเป็นแนวคิดที่จะถูกหยิบยกมาพูดคุยกันในบ้านเรา เมื่อกองทัพไทยเดินหน้าปรับปรุงระบบต่างๆ ให้ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ยุทธวิธี หรือการพัฒนาคน ก็อาจจะต้องนำบทเรียนเรื่องการโละแบบทดสอบเก่าๆ มาปรับใช้ด้วย ซึ่งยิ่งสำคัญมากขึ้นในยุคที่ไทยเปิดรับผู้หญิงเข้ามารับราชการทหารในหลากหลายตำแหน่งมากขึ้น ควบคู่ไปกับแนวคิดสากลเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ
สำหรับน้องๆ เยาวชน หรือใครก็ตามที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้าเป็นทหาร หรือทดสอบสมรรถภาพในระดับมหาวิทยาลัย สิ่งที่ต้องจำไว้คือ เมื่อเกณฑ์การทดสอบเปลี่ยน วิธีเตรียมตัวก็ต้องเปลี่ยนตาม “อย่าซ้อมแค่ให้ผ่านเกณฑ์ แต่ให้สร้างพื้นฐานความแข็งแรง ความอึด ความคล่องตัว และทักษะที่เอาไปใช้ได้จริงทั้งในและนอกเครื่องแบบ” นี่คือคำแนะนำจากโค้ชสุวิทย์ ร. ผู้ฝึกสอนทหารไทย ซึ่งก็ตรงกับเทรนด์โลกและแนวคิดเรื่องสุขภาพองค์รวมของไทย (แนวทางกระทรวงศึกษาธิการ 2567)
ส่วนผู้กำหนดนโยบายหรือผู้บริหารสถานศึกษา ควรหันมาทบทวนปรับปรุงแบบทดสอบความฟิตโดยทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และวางระบบที่เป็นธรรมกับทุกเพศและเหมาะสมกับตำแหน่งงาน พร้อมทั้งเปิดรับฟังและแลกเปลี่ยนกับกองทัพทั้งในและต่างประเทศ สำหรับประชาชนทั่วไป การส่งเสริมเรื่องพลศึกษาตั้งแต่ในโรงเรียนไปจนถึงค่ายทหาร ก็คือการลงทุนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศโดยตรง
สรุปคือ เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ปรับเกณฑ์ใหม่ บ้านเราก็สามารถนำแนวคิดนี้มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อปรับตัวของเราว่าจะเดินหน้าไปทางไหน ให้สมดุลระหว่างธรรมเนียมเดิม ความเป็นธรรม และความต้องการจริงๆ ของทหารยุคใหม่ การศึกษาความเคลื่อนไหวจากต่างประเทศ โดยอิงข้อมูลงานวิจัยและมองบริบทของไทยควบคู่กันไป น่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างกองทัพและประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แหล่งข้อมูล :