งานวิจัยชิ้นล่าสุดจุดประกายความหวังในการรับมือกับภาวะสมองเสื่อม ซึ่งเป็นอาการที่สมองค่อยๆ เสื่อมถอยและกระทบชีวิตผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐกัมปีนัส (UNICAMP) ในบราซิล ค้นพบว่าการฝึกเวทเทรนนิ่ง หรือการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน อาจมีบทบาทสำคัญช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้ นับเป็นข่าวดีสำหรับผู้สูงวัยที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมักมีอาการเด่นคือหลงลืมและพฤติกรรมเปลี่ยนไป
มีการคาดการณ์ว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมราว 55 ล้านคน และตัวเลขนี้มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นอีกเมื่อคนเรามีอายุยืนยาวขึ้น ในเมื่อยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดได้ การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์จึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกัน งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอาจช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ถึง 45% และงานวิจัยล่าสุดนี้ยิ่งตอกย้ำข้อมูลดังกล่าว โดยระบุว่าการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน (Resistance Exercise) ถือเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันที่ได้ผลดี
เมื่อพิจารณาจากผลการวิจัยเหล่านี้ อิซาโดรา ริเบโร หนึ่งในทีมวิจัยหลักของงานศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร GeroScience ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้กลยุทธ์ที่ไม่พึ่งยาเพื่อช่วยชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อม เธอกล่าวว่า “ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มียารักษาภาวะสมองเสื่อม การหาหนทางที่จะช่วยชะลอหรือป้องกันโรคนี้ โดยเฉพาะวิธีที่ไม่ต้องใช้ยาและใครๆ ก็ทำได้ง่าย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย”
การศึกษานี้ได้ติดตามกลุ่มตัวอย่าง 44 คน อายุ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งทุกคนได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment - MCI) ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม: กลุ่มแรกเข้าโปรแกรมออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน ความเข้มข้นปานกลางถึงสูง สัปดาห์ละสองครั้ง ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุม ไม่ได้ออกกำลังกายใดๆ ผลลัพธ์ที่ออกมานับว่าน่าพอใจมาก กลุ่มที่ฝึกเวทเทรนนิ่งแสดงให้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในด้านความจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับการใช้ภาษา (Verbal Episodic Memory) ซึ่งสำคัญต่อการจำและระลึกถึงคำพูดต่างๆ นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาตรเนื้อสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นด้วย
ริเบโรอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการวิจัยนี้ว่า “การฝึกเวทเทรนนิ่งไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองในด้านการคิด การรับรู้ แต่ยังอาจช่วยป้องกันการเสื่อมหรือฝ่อของเนื้อสมองในบริเวณที่เกี่ยวพันกับโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย” ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกายประเภทนี้อาจเปลี่ยนทิศทางการดำเนินโรคในผู้ที่มีความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมาก โดยอาจเปลี่ยนจากกลุ่มเสี่ยงสูงไปเป็นกลุ่มที่ยังคงรักษาสุขภาพสมองด้านการรู้คิดไว้ได้
ที่น่าสนใจคือ ผู้เข้าร่วมจำนวนมากในกลุ่มที่ยกน้ำหนัก ไม่เข้าข่ายภาวะรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยอีกต่อไปเมื่อสิ้นสุดการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่เคยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American Medical Directors Association (JAMDA) ที่พบว่าการมีกิจกรรมทางกายเพียงเล็กน้อย แค่ 35 นาทีต่อสัปดาห์ ก็เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้ถึง 41%
อามาล วานิกาตุนกา ผู้เขียนหลักของรายงานฉบับก่อนหน้า เน้นย้ำถึงประโยชน์มหาศาลของการขยับร่างกายแม้เพียงเล็กน้อย “ผลการศึกษาของเราชี้ว่า การเพิ่มกิจกรรมทางกาย แม้จะแค่วันละ 5 นาที ก็สามารถลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้”
สำหรับคนไทย งานวิจัยนี้ตอกย้ำประโยชน์ของการนำการออกกำลังกายง่ายๆ ที่ทำได้ที่บ้าน มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นแนวทางดูแลสุขภาพสมอง ตัวอย่างเช่น ท่าบริหารกล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า (Bicep Curls) ตามคำแนะนำทั่วไป (เช่น จากหน่วยงานสุขภาพอย่าง NHS ของอังกฤษ) ก็สามารถทำได้โดยใช้อุปกรณ์ไม่กี่อย่าง ทำให้การฝึกเวทเทรนนิ่งเป็นทางเลือกที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ง่าย
ในอนาคต การฝึกเวทเทรนนิ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่คุ้มค่าในการรับมือกับภาวะสมองเสื่อม เป็นเครื่องมือให้ผู้คนสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้สมอง (Cognitive Resilience) ได้ด้วยตัวเอง สังคมไทยซึ่งมีวัฒนธรรมใส่ใจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอยู่แล้ว สามารถนำกลยุทธ์ป้องกันเช่นนี้ไปปรับใช้ ซึ่งก็เข้ากับกระแสโลกที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพที่ดีขึ้น
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจอยากลองนำแนวทางนี้ไปใช้ คำแนะนำนั้นง่ายมาก: ลองพิจารณาผสมผสานการออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรง (Strength Training) เข้าไปในตารางชีวิตประจำวันของคุณ อาจเริ่มจากท่าง่ายๆ ที่ทำเองได้ที่บ้าน เพื่อเสริมสร้างสมองให้แข็งแรง และลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม