น่าห่วง! วงการวิชาการยังปวดหัวไม่หายกับ “วารสารนักล่าเหยื่อ” (predatory journals) ที่ดูเหมือนจะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดไม่หยุดหย่อน ทั้งๆ ที่เคยมีปฏิบัติการสุดแสบเพื่อแฉพฤติกรรมต้มตุ๋นของวารสารพวกนี้มาแล้ว กับบทความสุดปั่นชื่อ “Get Me Off Your Fckng Mailing List” (ประมาณว่า “ช่วยลบชื่อกูออกจากรายชื่ออีเมลเมิงทีเหอะ!”) ซึ่งแต่เดิมตั้งใจส่งไปเป็นบทความเก๊ๆ เพื่อประจานความหละหลวมของวารสารวิชาการบางแห่ง แต่เรื่องกลับตาลปัตรเมื่อบทความนี้ดันได้รับการตอบรับตีพิมพ์ซะงั้น! ยิ่งตอกย้ำปัญหาเรื้อรังที่กัดกินวงการวิชาการมาจนถึงทุกวันนี้
ให้เห็นภาพชัดๆ บทความเจ้าปัญหานี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากประโยค “Get me off your f*cking mailing list” ซ้ำๆ กันไปมาตลอดทั้งสิบหน้า! ข้อความสุดโต่ง (และหยาบคาย) นี้ ดันผ่านการพิจารณาและตอบรับให้ตีพิมพ์โดยวารสาร International Journal of Advanced Computer Technology เมื่อปี 2014 การที่วารสารลักษณะนี้ยังลอยนวลอยู่ได้ สร้างความกังวลอย่างยิ่งในหมู่นักวิชาการ เพราะวารสารพวกนี้หากินกับนักวิจัยโดยตรง เก็บค่าตีพิมพ์แพงๆ โดยไม่มีกระบวนการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย
วารสารนักล่าเหยื่อเหล่านี้มักมีเป้าหมายหลักเป็นนักวิจัยหน้าใหม่ โดยเฉพาะจากประเทศกำลังพัฒนา หรือสถาบันที่ขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งต้องการผลงานตีพิมพ์เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน กลยุทธ์หลักคือการส่งอีเมลเชิญชวนแบบหว่านแห (สแปมอีเมล) อ้างว่าจะพิจารณาบทความและตีพิมพ์ให้เสร็จสรรพในเวลาอันรวดเร็ว
ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาวิจารณ์วารสารประเภทนี้มานานแล้วว่ากำลังบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของแวดวงวิทยาศาสตร์ เว็บไซต์ ScienceAlert รายงานว่า การตอบรับตีพิมพ์บทความสุดเกรียนครั้งนั้น ยิ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับวารสารนักล่าเหยื่อให้มากขึ้น แหล่งที่มา ขณะที่ Vox ชี้ว่า การหากินของวารสารเหล่านี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในวงการวิชาการ ที่ความกดดันแบบ “ตีพิมพ์หรือตกงาน” (publish or perish) บีบให้นักวิจัยบางส่วนจำใจต้องเลือกทางลัดที่รวดเร็ว แต่ขาดความน่าเชื่อถือ แหล่งที่มา
สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเร่งปั๊มผลงานวิจัยอย่างหนัก เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ในขณะที่มหาวิทยาลัยไทยต่างก็อยากได้รับการยอมรับในเวทีโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกระบวนการกลั่นกรองทางวิชาการที่เข้มแข็ง และปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ เพื่อป้องกันไม่ให้นักวิจัยของเราต้องตกเป็นเหยื่อของวารสารเหล่านี้ ขอแนะนำให้นักวิจัยตรวจสอบรายชื่อวารสารผ่านฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่าง Scopus และ Web of Science ซึ่งมีการประเมินคุณภาพวารสารอยู่เสมอ
ที่ผ่านมา ตลาดการตีพิมพ์ผลงานวิชาการในไทยเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ขณะเดียวกันก็ตกเป็นเป้าหมายของวารสารนักล่าเหยื่อมากขึ้นเช่นกัน วารสารเหล่านี้มักใช้วิธีปลอมตัว โดยเลียนแบบสำนักพิมพ์ที่น่าเชื่อถือ ทั้งการตั้งชื่อและออกแบบหน้าตาเว็บไซต์ให้คล้ายคลึงจนแทบแยกไม่ออก ดังนั้น ภาครัฐและสถาบันการศึกษาไทยต้องหันมาให้ความสำคัญกับการจัดอบรมและสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยสามารถรู้เท่าทันและหลีกเลี่ยงกับดักเหล่านี้ได้
เมื่อมองไปข้างหน้า แวดวงวิชาการอาจต้องร่วมมือกันสร้างฐานข้อมูลกลางเพื่อรวบรวม “บัญชีดำ” วารสารที่เข้าข่ายน่าสงสัย โดยอาจศึกษาแนวทางจากภูมิภาคอื่นๆ นอกจากนี้ การใช้บริการแพลตฟอร์มที่ช่วยตรวจสอบและรับรองคุณภาพงานวิชาการอย่างสร้างสรรค์ ก็เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยรักษามาตรฐานงานวิจัยและปกป้องชื่อเสียงของนักวิชาการได้
สรุปคือ แม้วารสารนักล่าเหยื่อจะยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในวงการวิชาการและการตีพิมพ์ต้องร่วมกันรับผิดชอบในการสร้างความตระหนักรู้ และส่งเสริมบรรยากาศที่เกื้อหนุนให้เกิดงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพและเข้มแข็งอย่างแท้จริง นักวิจัยไทยจำเป็นต้องตื่นตัวอยู่เสมอ และใช้วิจารณญาณในการเลือกวารสารที่จะตีพิมพ์ผลงาน การจัดอบรมให้ความรู้ และการสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น คือสิ่งที่จะช่วยนักวิจัยไทยได้อย่างมากในเรื่องนี้