ใครที่กำลังมองหาวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลจริง ต้องห้ามพลาดงานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี (University of Mississippi) ที่ค้นพบว่า การทำ Intermittent Fasting (IF) หรือที่รู้จักกันว่า “การอดอาหารเป็นช่วงๆ” ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อมวลกล้ามเนื้อเลย งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Obesity ฉบับล่าสุด ตอกย้ำประโยชน์ของการจำกัดช่วงเวลากินอาหารให้อยู่ในกรอบ 8 ชั่วโมงต่อวัน (หรือที่เรียกว่า Time-Restricted Eating - TRE) โดยเฉพาะเมื่อทำร่วมกับการออกกำลังกายเป็นประจำ
การทำ IF โดยเฉพาะรูปแบบจำกัดเวลาทานอาหาร (TRE) กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากทั่วโลก เพราะเป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากควบคุมน้ำหนัก แต่ไม่อยากวุ่นวายกับการนับแคลอรี่เป๊ะๆ หรือวางแผนมื้ออาหารที่ซับซ้อน จากผลสำรวจด้านอาหารและสุขภาพนานาชาติปี 2023 (2023 International Food and Health Survey) พบว่าชาวอเมริกันประมาณ 12% เคยลองทำ IF มาแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าวิธีนี้ได้รับความสนใจจากคนหลากหลายกลุ่ม นอกจากจะทำได้ไม่ยากแล้ว หลายคนยังรู้สึกว่าทำต่อเนื่องได้ง่ายกว่าวิธีอื่น ดังที่ นาดีจา วิชยาตุงกา (Nadeeja Wijayatunga) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี ได้ให้ความเห็นไว้
งานวิจัยชิ้นนี้ได้รวบรวมและทบทวนผลการศึกษา 15 ชิ้น ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยเน้นศึกษาผลลัพธ์ของการผสมผสานระหว่างการจำกัดเวลากินอาหาร (TRE) กับการออกกำลังกายเป็นประจำ ผลการวิเคราะห์ชี้ชัดว่า กลุ่มที่ทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน สามารถลดไขมันในร่างกายได้มากกว่ากลุ่มที่ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญคือ วิธีนี้ไม่ทำให้มวลกายส่วนที่ไม่ใช่ไขมัน (Lean Mass) ซึ่งหมายรวมถึงกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อสำคัญอื่นๆ ลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนกังวลเวลาควบคุมอาหาร
ไมเคิล เฮย์ส (Michael Hays) นักโภชนาการผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมในงานวิจัยนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ความแตกต่างของผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มที่คุมอาหารพร้อมออกกำลังกาย กับกลุ่มที่ออกกำลังกายอย่างเดียวอาจจะดูไม่ต่างกันมากนัก แต่ก็ถือว่ามีนัยสำคัญเมื่อพิจารณาว่าผู้เข้าร่วมการทดลองส่วนใหญ่เป็นคนที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว เฮย์สเน้นย้ำว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นคนสุขภาพแข็งแรงและออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพียงเล็กน้อยนี้ สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้แม้ในกลุ่มคนที่แอคทีฟอยู่แล้วก็ตาม
สำหรับคนไทยที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพและรูปร่างหน้าตาเป็นทุนเดิม งานวิจัยนี้นำเสนอแนวทางที่ทำตามได้ไม่ยากและปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบไทยๆ ได้ไม่ยากเลย การนำวิธี IF มาปรับใช้ร่วมกับกิจกรรมที่คุ้นเคย เช่น ต่อยมวยไทย เล่นโยคะ หรือแม้กระทั่งเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะอย่างสวนลุมพินี ก็สามารถช่วยส่งเสริมผลลัพธ์ด้านการออกกำลังกายให้กับคนไทยที่อยากมีสุขภาพดีขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยรวมถึงวิชยาตุงกา ก็ยังแนะนำว่าควรใช้วิจารณญาณ และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ เธอย้ำว่าการวางแผนสุขภาพส่วนบุคคลภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าวิธีที่เลือกนั้นเหมาะสมและปลอดภัยต่อสุขภาพจริง ๆ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการสร้างนิสัยที่ยั่งยืน มากกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบหักดิบ
ในอนาคต งานวิจัยที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตอบคำถามที่ยังค้างคาใจ เช่น การทำ IF จะสามารถปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตที่หลากหลาย รวมถึงรูปแบบการกินตามวัฒนธรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ ยังต้องทำความเข้าใจถึงผลกระทบต่อบุคคลที่มีพื้นฐานสุขภาพแตกต่างกัน และศึกษาประสิทธิภาพของวิธีนี้นอกเหนือไปจากกลุ่มตัวอย่างที่มีสุขภาพดีตามเกณฑ์ทั่วไป
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจอยากลองนำเทคนิคการกินนี้ไปปรับใช้เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ขอแนะนำให้ปรึกษา นักโภชนาการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อน เพื่อให้สามารถปรับแนวทางให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคลและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ เนื่องจากองค์ความรู้ด้านนี้ยังคงมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติโดยมีข้อมูลที่ถูกต้องและอยู่บนพื้นฐานของคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด
แหล่งอ้างอิง: