งานวิจัยชิ้นใหม่จากสเปนกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังพบว่าการกินอาหารคีโตเจนิกแบบจำกัดแคลอรี่ (Low-Calorie Ketogenic Diet) อาจมีส่วนช่วยลดอายุชีวภาพได้มากกว่า 6 ปีเลยทีเดียว การค้นพบอันน่าทึ่งนี้เรียกความสนใจจากทั้งวงการแพทย์และคนที่ใส่ใจเรื่องการมีสุขภาพดีให้นานที่สุด (Health Span) ในยุคที่แนวคิดเรื่องอายุตามอีพีเจเนติกส์ (Epigenetic Aging) หรืออายุชีวภาพของร่างกายที่ไม่จำเป็นต้องตรงกับอายุจริงตามปฏิทิน ได้รับการยอมรับมากขึ้น งานวิจัยนี้จึงเหมือนเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนอาหารการกิน
ประเทศไทยก็เหมือนกับหลายๆ ประเทศ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาโรคอ้วน ซึ่งวัดจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป ปัญหานี้นับว่าน่ากังวลไม่น้อย เพราะโรคอ้วนนั้นเชื่อมโยงกับการทำให้แก่เร็วขึ้นในระดับเซลล์ โดยส่งผลต่อรูปแบบดีเอ็นเอเมทิเลชัน (DNA Methylation Patterns) พูดง่ายๆ ก็คือเหมือนไปเร่งนาฬิกาชีวภาพในร่างกายให้เดินเร็วกว่าเดิม ผลการศึกษาจากสเปนที่ชี้ว่าอายุทางอีพีเจเนติกส์ลดลงถึง 6 ปีหลังการกินอาหารคีโตเจนิกแบบแคลอรี่ต่ำมากๆ จึงถือเป็นข่าวดีที่มีนัยสำคัญต่อสุขภาพคนไทย
อาหารคีโตเจนิก หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “คีโต” เดิมทีโด่งดังจากการใช้รักษาผู้ป่วยโรคลมชัก แต่ต่อมาก็กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในหมู่คนลดน้ำหนัก เพราะหลักการคือจำกัดคาร์โบไฮเดรตให้น้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตซิส (Ketosis) และหันไปเผาผลาญไขมันแทน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงชื่นชม แต่การต้องงดอาหารกลุ่มหลักไปเลย และความเสี่ยงที่ระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) อาจสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจ ก็ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่
วิธีการศึกษาในงานวิจัยนี้ค่อนข้างรัดกุม มีการประเมินผู้เข้าร่วมโดยแบ่งตามน้ำหนักตัว คือ กลุ่มน้ำหนักปกติ และกลุ่มที่เป็นโรคอ้วน แล้วติดตามผลกลุ่มตัวอย่างที่กินอาหารตามโปรแกรมเป็นเวลา 180 วัน ผลปรากฏว่า คนที่เป็นโรคอ้วนนั้นมีอายุชีวภาพแก่กว่าอายุจริงถึง 4.4 ปี ซึ่งต่างกันชัดเจนกับกลุ่มคนน้ำหนักปกติ ที่อายุชีวภาพกลับน้อยกว่าอายุจริง 3.1 ปี แต่ที่น่าสนใจคือผลจากการกินคีโตนั้นชัดเจนมาก ผู้เข้าร่วมที่กินตามสูตรคีโต มีอายุชีวภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยถึง 6.2 ปีหลังจบโปรแกรม ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าอาหารแนวนี้อาจมีศักยภาพในการชะลอความแก่ก่อนวัยได้
ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ ผู้เข้าร่วมยังมีระดับน้ำตาลกลูโคสและอินซูลินดีขึ้นด้วย ซึ่งเป็นการยืนยันประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อมองถึงความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สูงขึ้นในคนอ้วน อย่างไรก็ดี ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น เพื่อยืนยันบทบาทของสารคีโตน (Ketone Bodies) ต่อการจัดการอายุทางอีพีเจเนติกส์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นายแพทย์ Mir Ali มองผลวิจัยนี้ในเชิงบวกแต่ก็ยังระมัดระวัง โดยชี้ให้เห็นประโยชน์ของคีโต แต่ก็เตือนว่ายังไม่ควรด่วนสรุปว่าการที่อายุชีวภาพลดลงเป็นเพราะคีโตอย่างเดียว โดยไม่มองถึงผลดีต่อสุขภาพโดยรวมที่มาพร้อมกับการลดน้ำหนักด้วย ด้านแพทย์หญิง Tiffany Marie Hendricks ก็แนะนำให้ระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น การขาดสารอาหาร และการที่ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง
สำหรับในประเทศไทย ซึ่งวัฒนธรรมการกินดั้งเดิมนั้นเน้นข้าวเป็นหลัก และอาจดูขัดกับหลักการของอาหารคีโต การค้นพบเหล่านี้จึงต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน การหาแนวทางการกินที่สมดุล ซึ่งปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินของคนไทย โดยอาจผสมผสานหลักการบางอย่างของคีโตเข้าไป น่าจะเป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพคนไทยได้โดยไม่กระทบคุณค่าทางวัฒนธรรม ในขณะที่ประเด็นเรื่องอายุชีวภาพและการปรับอาหารการกินกำลังเป็นที่สนใจ วงการแพทย์ไทยอาจนำผลวิจัยเหล่านี้ไปพิจารณาปรับใช้ในยุทธศาสตร์การจัดการโรคอ้วนและส่งเสริมสุขภาพโดยรวมต่อไป
ในอนาคต การลงทุนศึกษาวิจัยเพิ่มเติมและพัฒนาคำแนะนำด้านอาหารที่เหมาะกับบริบทของไทย อาจช่วยสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น และอาจมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขมากขึ้น การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเมื่อคิดจะปรับเปลี่ยนการกินครั้งใหญ่แบบนี้ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงและให้ได้ประโยชน์สูงสุด