การที่รัฐยูทาห์ออกกฎหมายใหม่มาคุมเข้มพวกไลฟ์โค้ช เป็นความพยายามแก้ปัญหาคาใจที่เส้นแบ่งระหว่างไลฟ์โค้ชกับนักจิตบำบัดมันชักจะเลือนลาง ซึ่งเรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง กฎหมายใหม่นี้เพิ่งประกาศใช้สดๆ ร้อนๆ สัปดาห์นี้เอง โดยเพิ่มความเข้มงวด ห้ามคนไม่มีใบอนุญาตมาทำหน้าที่บำบัดสุขภาพจิตเด็ดขาด เพื่อรับมือกับจำนวนไลฟ์โค้ชที่เพิ่มขึ้นพรวดพราด แถมบางคนยังแอบรับงานบำบัดทั้งที่ไม่มีความรู้ความสามารถพอ แม้จะเป็นก้าวสำคัญ แต่ก็ยังทิ้งคำถามไว้เยอะ โดยเฉพาะเรื่องแนวทางการกำกับดูแลไลฟ์โค้ชในอนาคต ซึ่งตอนนี้ยังเป็นอาชีพที่ไม่มีมาตรฐานหรือคุณสมบัติอะไรมาควบคุมเลย
อาชีพไลฟ์โค้ชโตเร็วมาก มีคนผันตัวมาให้บริการด้านพัฒนาตัวเองสารพัดรูปแบบ ตั้งชื่อตำแหน่งหรูๆ อย่าง “โค้ชผู้บริหาร” หรือ “กูรูด้านความสัมพันธ์” แต่ที่ยูทาห์ หน่วยงานรัฐถึงกับช็อกเมื่อเจอข้อมูลว่า มีไลฟ์โค้ชเพียบเลยที่โฆษณาแอบอ้างว่ารับบำบัด ทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่มีทักษะหรือวุฒิการศึกษาที่จำเป็น ที่น่าสนใจคือ ผลการสืบสวนของ The Salt Lake Tribune และ ProPublica พบว่า มีอดีตนักบำบัดหลายคนที่เคยโดนยึดใบอนุญาตเพราะทำผิดกฎหมาย กลับมาเปลี่ยนลุคเป็นไลฟ์โค้ชหน้าตาเฉย
กฎหมายนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากคดีดังของ โจดี ฮิลเดอบรานด์ อดีตนักให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตคลินิกที่มีใบอนุญาต แต่ผันตัวมาเป็นไลฟ์โค้ช แล้วสุดท้ายก็ถูกตัดสินว่าผิดฐานล่วงละเมิดเด็ก คดีของเธอตอกย้ำให้เห็นชัดๆ เลยว่า อันตรายแค่ไหนเมื่อปล่อยให้ไลฟ์โค้ชที่ไม่มีใครคุม เข้ามาล้ำเส้นงานด้านสุขภาพจิต แม้กฎหมายใหม่นี้จะช่วยขีดเส้นให้ชัดขึ้นว่าอะไรคืองานของนักบำบัดที่มีใบอนุญาต แต่ดันไม่ได้จัดสรรงบประมาณมาเพิ่มเพื่อดูแลหรือบังคับใช้กฎหมาย พวกนักวิจารณ์เลยมองว่า กฎหมายนี้อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ถ้าไม่มีทรัพยากรมาสนับสนุนเพียงพอ
สำหรับคนไทย เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ที่กำลังเถียงกันทั่วโลก เกี่ยวกับการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต และอันตรายจากอาชีพที่ไม่มีการควบคุม ซึ่งเข้ามาฉวยโอกาสตอนที่ผู้เชี่ยวชาญขาดแคลน ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญความท้าทายเรื่องบุคลากรด้านสุขภาพจิตที่มีจำกัด ซึ่งอาจทำให้บางคนต้องหันไปพึ่งพาทางเลือกอื่นในการช่วยเหลือตัวเอง รวมถึงไลฟ์โค้ช เรื่องที่เกิดขึ้นในยูทาห์จึงเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องระวัง เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากปล่อยให้อาชีพเหล่านี้เติบโตไปโดยไม่มีการกำกับดูแลที่ดีพอ
ในขณะที่วงการไลฟ์โค้ชกำลังบูมขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญคือต้องมั่นใจว่าบริการเหล่านี้จะไม่ล้ำเส้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิต ในสังคมไทยที่ปัจจัยทางวัฒนธรรมและสังคมมักเชื่อมโยงกับการพัฒนาตนเองและสุขภาพจิต การขีดเส้นแบ่งทางวิชาชีพให้ชัดเจนยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก สถานการณ์นี้ถือเป็นโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้ลองพิจารณาหามาตรการป้องกันล่วงหน้า โดยอาจใช้แนวทางกฎหมายของยูทาห์เป็นต้นแบบ เพื่อป้องกันปัญหาการทำงานทับซ้อนที่คล้ายกัน และเพื่อปกป้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง
ในอนาคต การตรวจสอบไลฟ์โค้ชที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก อาจนำไปสู่กระแสเรียกร้องให้มีกฎเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจนและแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น สำหรับประเทศไทย การให้ความรู้แก่ประชาชนและสร้างความตระหนักอย่างต่อเนื่องเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจากไลฟ์โค้ช สถานการณ์ในยูทาห์อาจเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้หน่วยงานด้านสุขภาพและผู้กำหนดนโยบายของไทย หันมาจับตาดูธุรกิจไลฟ์โค้ชที่กำลังเฟื่องฟูอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ามีมาตรการป้องกันการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลให้มีกลไกสนับสนุนที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตจริงๆ
คนไทยสามารถเรียนรู้บทเรียนสำคัญเรื่องการเลือกรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอย่างรอบคอบ เมื่อต้องการการสนับสนุนเพื่อพัฒนาตัวเองและดูแลสุขภาพใจ การเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตและได้รับการรับรอง จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า การรณรงค์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต จะช่วยให้ผู้คนรู้เท่าทัน สามารถตัดสินใจเลือกได้อย่างถูกต้อง และนำไปสู่สังคมที่มีสุขภาวะที่ดีขึ้นโดยรวม